ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 264 ภูตน้ำ
บทที่ 264 ภูตน้ำ
ก่อนที่หวงเฉียงจะเปิดกล่องไม้ สวี่หยางได้ใช้จิตเทวะตรวจสอบ
กล่องไม้นี้มีคุณสมบัติพิเศษ มีค่อยกลป้องกันไว้ จิตเทวะไม่สามารถตรวจสอบ
เมื่อหวงเฉียงเปิดกล่องไม้ แสงสีฟ้าพุ่งออกมาทันที
หวงเฉียงได้จัดเตรียมคาถากันเสียง และกับดักขนาดเล็กไว้เรียบร้อยแล้ว แสงสีฟ้าจึงไม่สามารถออกจากกล่องไปได้
ดวงตาของสวี่หยางเบิกกว้าง “นี่มัน…”
“นี่คือภูตน้ำ สหายเต๋าสวี่ คงพอทราบว่าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร”
หวงเฉียงกล่าวอย่างมั่นใจ
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย หัวใจของเขาตื่นเต้นอย่างแท้จริง!!
ภูตน้ำ กล่าวกันว่าไม่มีประโยชน์ใดมากนักสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์
ทว่ามันกลับมีคุณสมบัติที่พิเศษสองประการ
ประการแรก ภูตน้ำมีสัญชาตญาณในการรับรู้ถึงสมบัติธาตุน้ำทั้งหมด และจะเกิดการตอบสนองเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีสมบัตินั้น
ขณะนี้ เขาจำเป็นต้องหาไข่มุกวารีระดับสาม หากมีภูตน้ำแล้วละก็ การหาไข่มุกวารีระดับสามก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น!!
ประการสองคือ การให้สัตว์อสูรกินภูตน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับรู้ธาตุน้ำของสัตว์อสูรได้
หากใช้ให้ดี ระดับการบ่มเพาะของสัตว์อสูรก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
สวี่หยางครุ่นคิดไปมาแล้ว หนูสุ่ยหลินไม่ใช่สัตว์อสูรธาตุน้ำหรือ?
แม้ว่าหนูสุ่ยหลินจะอยู่เพียงสายเลือดระดับสอง แต่สายเลือดก็มีจำกัดเกินไป
หากให้มันกินนั้นถือเป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง
“ไม่รู้ว่าเสี่ยวไป๋หูเป็นสัตว์อสูรธาตุไหน?”
สวี่หยางตัดสินใจว่าจะให้เหอซีเสวี่ยช่วยดูสักหน่อยเมื่อกลับไป
หวงเฉียงเห็นสวี่หยางดูสนใจจึงยิ้มขึ้น “สหายเต๋าสวี่ ภูตน้ำนี้เป็นตัวช่วยที่ดีในการตามหาไข่มุกวารี หากให้สัตว์อสูรกินไม่เพียงแค่จะช่วยเพิ่มระดับให้สัตว์อสูรเท่านั้นแต่ยังจะช่วยสัมผัสกับไข่มุกวารีได้อีกด้วย นับเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเจ้า”
ของล้ำค่าเช่นนี้สำหรับผู้ที่ต้องการของวิเศษธาตุน้ำนั้นนับเป็นของดีทีเดียว
แต่สำหรับหวงเฉียงแล้ว มันก็ธรรมดาเสียยิ่งกว่าอะไร จะว่าไร้ค่าก็คงไม่ผิด
“ข้าจะรับไว้ เสนอราคามาเถิด”
สวี่หยางพูดเสียงเรียบ ๆ
“หินวิญญาณสามแสนก้อน ยันต์แสงทองห้าใบ ยันต์ป้องกันระดับสองห้าใบ และสุดท้ายโอสถวิญญาณขอบเขตเจี่ยตานอีกหนึ่งชนิด เจ้าลองพิจารณาดูเถิด…”
หวงเฉียงจ้องมองสวี่หยาง พลางเสนอราคาที่สูงเกินจริง
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ฮ่า”
สวี่หยางไม่พูดอะไร แต่ส่งเสียงหัวเราะเยาะให้พวกเขา “ฮ่า”
“สหายเต๋าสวี่หัวเราะเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน”
“ข้าหัวเราะเยาะที่เจ้ามาผิดที่ คิดว่าที่นี่เป็นวิหารหรือไร”
“วิหาร?” หวงเฉียงขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้ามิได้มาหาข้าเพื่อขอพรหรอกรึ? ถ้าจะขอพรก็ไปที่วิหารเถิด ที่นี่มิอาจขอพรอันใดได้ทั้งนั้น”
สวี่หยางยกถ้วยชาขึ้นดื่มโดยมิได้มองหวงเฉียงเลยแม้แต่นิดเดียว
หวงเฉียงเข้าใจแล้ว หวงเฉียงรู้ว่าสวี่หยางเอือมระอาที่ตนตั้งราคาสูงเกินไป จึงกล่าวปรักปรำตน
แท้จริงแล้วขณะที่เขาตั้งราคา ตนเองก็รู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง
ภูตน้ำนั้นแม้จะมีค่า แต่เนื่องจากการใช้งานมีข้อจำกัด ราคาในท้องตลาดจึงอยู่ที่ประมาณสองแสนก้อน
แต่เขามิได้เพียงตั้งราคาถึงสามแสนก้อนเท่านั้น ยังเรียกร้องยันต์แสงทอง และโอสถวิญญาณเจี่ยตานอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่สวี่หยางจะกล่าวหาว่าเขาเห็นแก่ได้
ทว่า เขาก็แค่อยากจะพนันว่าสวี่หยางต้องการมันแค่ไหน? จึงตั้งราคาเช่นนี้
เขากลอกตา พยายามคาดเดาขีดจำกัดของสวี่หยาง
สวี่หยางกล่าวโดยตรงว่า “ของชิ้นนี้ข้าต้องการจริง ๆ จุดประสงค์ก็เพื่อตามหาไข่มุกวารี แต่เจ้าจงเข้าใจไว้ ไข่มุกวารีแม้จะหายากแต่ก็มิใช่ว่าจะหาไม่พบ ข้าเพิ่งได้ไม้อสนีมาครอบครอง เพียงให้เวลาแก่ข้าสักหน่อย ไข่มุกวารีคงหาไม่ยากกระมัง”
“แม้ข้าจะหาไม่พบ ข้าก็ยังสามารถให้เซียนเหอช่วยตามหาได้ เจ้าคิดว่าหากนางออกโรงเองจะหาไม่พบเลยเชียวหรือ?”
คำพูดของสวี่หยางทำให้หวงเฉียงตกตะลึงเล็กน้อย
เขาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “เสวี่ยหยางเจินเหริน ดูท่าจะเอ็นดูเจ้าเป็นพิเศษ”
ไร้สาระ! นางคือภรรยาของข้าต่างหาก
แน่นอนว่าเขาจะไม่มีวันกล่าวเช่นนี้ออกไป
เพียงแค่จ้องมองเขาอย่างสงบแล้วกล่าวว่า “ข้ารับใช้เซียนเหอจริง! สหายเต๋าหวง เราต่างก็เป็นคนบ้านเกิดเดียวกัน! มีคำกล่าวที่เล่ากันมาว่าบ้านเกิดเดียวกันเมื่อพบกัน ต่างคนก็ต่างน้ำตาไหลพราก เราไม่ควรฆ่าเพื่อนร่วมบ้านเกิดมิใช่หรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้าเคยดีกับเจ้ามาก่อน และยังได้ร่วมมือกับเจ้าสังหารหวงเหวินหลินแล้วก็ยังได้สนับสนุนเจ้าเมื่อครู่อีก!”
หวงเฉียงหัวเราะแห้ง ๆ รู้ดีว่าตนเองผิด คิดอธิบายไม่ทัน
อย่างไรก็ดี เขาก็เข้าใจดีว่าเหอซีเสวี่ยย่อมให้ความสำคัญแก่สวี่หยาง การสานสัมพันธ์ที่ดีกับสวี่หยางจึงเป็นสิ่งที่ดีต่อตน
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ในอนาคตหากเกิดเรื่องลำบากที่เมืองเซียนชิงหนิว อาจจะมีสวี่หยางช่วยแก้ไขให้ได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงรีบกล่าวว่าเมื่อครู่เพียงแค่พูดเล่นก็เท่านั้น!
ต้องบอกให้รู้ว่าเขาหน้าด้านมาก จากนั้นก็ลดราคาลงอย่างถล่มทลาย
ในที่สุดก็ตกลงราคาที่หินวิญญาณ 230,000 ก้อน พร้อมให้ยันต์แสงทองเพิ่มเติมอีกสองใบ
การต่อรองจึงสิ้นสุดลง
หวงเฉียงตบถุงเก็บของตนเองอย่างพึงพอใจ
“สหายเต๋าสวี่ ข้าจะพำนักอยู่เมืองเซียนชิงหนิว ฝากเนื้อฝากตัวด้วย ต่อไปหากมีเรื่องลำบากใดคงจะต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”
สวี่หยางหัวเราะในใจ ด้วยท่าทีเอาเปรียบเขาอย่างเมื่อกี้ เขาให้พึ่งพาสิแปลก
‘แม้ว่าจะช่วยเหลือก็จะต้องเรียกค่าตอบแทนจากเจ้าให้สาสม’
ปากก็พูดอย่างยิ้มแย้มว่า “เจ้าพูดเช่นนี้เกรงใจเกินไปแล้ว”
“เช่นนั้นข้าขอตัว”
หวงเฉียงจากไปไม่นาน หนูสุ่ยหลิงและเสี่ยวไป๋หูก็ราวกับแมวได้กลิ่นคาวปลา รีบก้มตัวเข้ามา
หมายมั่นอยากจะกิน
“ไป ไป ไป!!!”
สวี่หยางสะบัดมือเข้าที่หัวของเจ้าสองตัวน้อย ทำเอากระเด็นออกไป
แต่หนูสุ่ยหลิงก็ยังวิ่งเตาะแตะตามมา
มีเพียงเสี่ยวไป๋หูที่ยังพอมีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง หันหน้าหนีไปอย่างโกรธเคืองแล้ววิ่งไปหาหลินอวี้เพื่อไปฟ้อง
หลินอวี้เป็นผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดที่สุดและมีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับเจ้าสองตัวน้อยนี้
สวี่หยางสังเกตภูตน้ำเพียงลำพัง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ
เขาใช้จิตเทวะเพื่อสื่อสาร และในไม่ช้าก็ควบคุมเจ้าภูตน้ำให้นอนลงในกล่องไม้
แท้จริงแล้ว ภูตน้ำเป็นเพียงวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต
ทว่าคล้ายกับพืชวิญญาณ
เช่น หญ้าแจ้งเตือนที่เขาเคยได้มาก่อน ถึงแม้จะเป็นพืชแต่ก็มีลักษณะบางอย่างของสัตว์ปะปนอยู่ด้วย
หลังจากที่ใช้จิตเทวะสื่อสารแล้ว เขาก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เจ้านี่รับรู้เกี่ยวกับสมบัติธาตุน้ำทั้งหมด
เช่น ไม่ไกลจากที่นี่ ในตัวของหญิงสาวคนหนึ่งมีหญ้าหลิงเฉ่าที่เป็นพืชธาตุน้ำอยู่
ไกลออกไปอีก มีสัตว์อสูรธาตุน้ำ
น่าเสียดายที่คนในงานมีจำนวนมาก แต่กลับไม่มีของวิเศษธาตุน้ำใด ๆ ที่หายากเลย
ก็เป็นเพราะสวี่หยางทำเงินอย่างรวดเร็ว เขาใช้คะแนนพิเศษเก็บเกี่ยวโอสถวิญญาณได้เป็นจำนวนมาก มิเช่นนั้นหากเขาเป็นเพียงช่างฝีมือธรรมดาแล้ว ต่อให้ตายเขาก็คงไม่ยอมซื้อของเล่นชิ้นนี้กลับมาเป็นแน่
ในตอนนั้น หลินอี้เตาก็ได้ส่งข่าวมาด้วยเช่นกันเพื่อบอกว่าเขากลับมาแล้ว
น่าเสียดายที่เขาไม่มีสิ่งของที่สวี่หยางต้องการ เขาจึงไม่ได้เดินทางมาเพื่อพูดคุย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งวันผ่านไป
เขตแดนลับได้ปิดลงอย่างเป็นทางการ
จำนวนผู้รอดชีวิตในครั้งนี้ไม่ถึงหนึ่งพันคน ซึ่งนับเป็นครั้งที่มีการสูญเสียสูงที่สุดในรอบเกือบร้อยปีก็ว่าได้
สำหรับสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี อย่างเช่น เหอเย่เจินเหรินผู้นั้นได้เดินทางกลับมาตั้งนานแล้ว
ไม่มีหนทางอื่นเพราะหลังจากลี่เจี้ยนเจิ้นหลบหนีไป เขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยและหาตัวไม่พบอีกเลย
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์บางส่วนเตรียมตัวจะออกเดินทางแล้ว
สวี่หยางเดินหาผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ออกมาจากด้านในหลายต่อหลายคน โดยหวังจะซื้อหาวัสดุจากพวกเขา
ในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนผู้อื่นให้เข้าไปด้านใน เขาได้นำวัสดูที่ใช้สำหรับวาดยันต์แสงทองมาใช้จนหมด จึงต้องการที่จะเติมอย่างเร่งด่วน
แม้กระทั่งเขายังคิดจะหันไปวาดยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม
แต่การวาดยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสามนั้น จำเป็นต้องมีวัสดุที่ดีกว่าอย่างน้อยก็ต้องมีขนสัตว์อสูรขั้นสูง ระดับสองหรือไม้วิญญาณขั้นสูง ระดับสองและหญ้าหลิงเฉ่าเป็นต้น
ยังต้องใช้เหล็กกล้าชั้นดีอีกด้วย
ไม่นานนักวัสดุต่าง ๆ ก็ได้มาจนครบ
ยังต้องจ่ายหินวิญญาณไปอีกหลายแสน
“คราวนี้ใช้หินวิญญาณไปเยอะทีเดียว กลับไปคงต้องเพาะปลูกเพิ่มแล้วเก็บหินวิญญาณเอาไว้ใช้!!”
สำหรับสวี่หยาง แม้ว่าเขาจะสามารถทำเงินได้จากการวายันต์ แต่ถึงจะวาดทั้งวันทั้งคืนจะวาดได้สักกี่ใบ
พวกเขาเหนื่อยแทบตาย บางทีผ่านไปหลายวันก็ได้ยันต์มาแค่ไม่กี่ใบ หาได้เท่ากับการปลูกโอสถวิญญาณโดยตรงไม่
เพราะยังไงการปลูกโอสถวิญญาณก็เพิ่มคะแนนพิเศษได้โดยตรง วันหนึ่งเขาสามารถเก็บเกี่ยวพืชวิญญาณและนำไปขายได้แล้ว
อะไรที่ง่ายกว่า ที่ไหนที่ได้มากกว่า คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว
ยามว่าง แทนที่จะเอาไปใช้เพื่อการฝึกตนหรือปรนนิบัติภรรยา บางทีหากช่วยภรรยาพัฒนาทักษะใหม่ได้ อาจมีรางวัลตอบแทนก็เป็นได้
ดังนั้น สวี่หยางจึงไม่ค่อยสนใจอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการวาดยันต์ หรือค่ายกลเหล่านี้
แต่การวาดยันต์ขั้นสูงที่หาซื้อไม่ได้จากภายนอกเท่านั้นที่เขาคิดจะวาดขึ้นเอง
…………
“ในที่สุดก็จะได้กลับเสียที!”
ผู้คนจำนวนมากได้จากไปแล้ว หลินอวี้รำพึง
“พวกเราก็ไปกันเถิด ระหว่างทางกลับ ข้าจะไปพร้อมกับเซียนเหอ”
สวี่หยางเอ่ยเรียบ ๆ
ตอนที่เดินทางมาก่อนหน้านี้ ด้วยความกังวลว่าผู้คนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเขาจึงเลือกที่จะแยกทางกับเซียนเหอ
แต่บัดนี้ แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าเขาเป็นคนของเหอซีเสวี่ย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแสร้งทำอีกต่อไป
มาถึงบนเรือของเหอซีเสวี่ยแล้ว
ผู้ที่สามารถมาที่นี่ได้ ล้วนเป็นคนของเหอซีเสวี่ย แต่ละคนต่างก็สำรวจสวี่หยางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อพิจารณาคนของเหอซีเสวี่ยแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตานหรือขอบเขตเจี่ยตาน
หากเป็นไปได้น้อยที่สุด ก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
สวี่หยางที่พาครอบครัวไปด้วยเช่นนี้ ถือว่าหายากนัก
“สวี่หยางเคยช่วยข้าค้นหาสมบัติบางอย่าง เขาได้สร้างคุณความดีอันยิ่งใหญ่ นับเป็นผู้มีพระคุณของข้า พวกเจ้าจงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ”
เหอซีเสวี่ยอ้าง
นัยว่าเรือที่จมนั้น เป็นสวี่หยางที่ค้นพบ
ดังนั้น นางจึงได้พบกับยารวมจินตานอย่างราบรื่น ซึ่งนับเป็นคุณความดีอันยิ่งใหญ่
เหตุผลเช่นนี้ จึงสอดคล้องกับการกระทำของพวกเขาในยามนี้
ทุกคนในที่ตื่นขึ้นมา ต่างพากันกล่าวต้อนรับ
“คราวนี้คาดไม่ถึงว่าหนิงเฟยจะมิได้ออกมา”
เมื่อกลับมาถึงเรือ สวี่หยางและเหล่าภรรยาก็นั่งคิดถึงสิ่งที่ต้องแลกในครั้งนี้
ในบรรดาผู้คุ้นเคยมีเพียงหนิงเฟยเท่านั้นที่มิได้ออกมา บัดนี้ประตูมิติได้ปิดลงแล้วหนิงเฟยคงสิ้นชีพอยู่ในนั้นเป็นแน่
“สามี โชคดีที่คราวนี้เราไม่ได้เข้าไป”
จู่ ๆ หลินหวั่นชิงก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาที่ทอประกาย
หากจะพิจารณาตามจริง
นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้างแล้วในยามนี้
แต่เดิมนั้นนางกับหลินไห่ถัง เพื่อที่จะได้เข้าไปในมิติลับได้มีปากเสียงกับสวี่หยางอยู่พักใหญ่
หลังจากนั้นถึงแม้จะถูกสวี่หยางพูดหว่านล้อมได้สำเร็จ แต่ในใจยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
เมื่อได้เห็นจำนวนผู้สูญเสียในครั้งนี้แล้ว หลินหวั่นชิงจึงรู้สึกหวั่นใจ
นางคิดอยู่เสมอว่าการจะเข้าไปในเขตแดนลับนั้นง่ายดายนัก หากคราวนั้นนางดึงดันที่จะเข้าไป ก็เกรงว่าจะได้พบกับโชคร้าย เหตุเพราะโชคดีย่อมไม่ได้เข้าข้างนางตลอดเวลา
“เอาเถอะ อย่ารู้สึกผิดอีกเลย หากเจ้ารู้สึกผิดจริง ๆ เช่นนั้น…”
สวี่หยางโน้มตัวเข้ามาใกล้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ก็ใช้แตงหวานของเจ้านวดให้ข้าสิ…”
หลินหวั่นชิงนั้นมีแตงสองลูกที่ใหญ่ที่สุด และมันก็ดีมากเสียด้วย
“น..นวด”
หลินหวั่นชิงมุมปากกระตุก พึมพำกล่าววว่า “นี่มันบนเรือ คนเยอะแยะ ข้าทำไม่ได้หรอก”
นางคิดในใจว่าที่นี่มียอดฝีมือมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเหอซีเสวี่ยขอบเขตจินตานนั่งประจำอยู่ด้วย จึงง่ายมากที่นางจะเห็นเข้า
ถ้าหากค้นพบว่านางกับสวี่หยางทำเช่นนี้จริง คงอับอายมาก
“เจ้าจะบ้าหรือไร? ข้าไม่ได้จะทำที่นี่ ข้าหมายความว่าจะทำที่บ้าน!”
“อื้ม! เช่นนั้นก็ได้” หลินหวั่นชิงกล่าวอย่างเขินอาย
สามีภรรยาคุยกันไปหยอกกันไป ในตอนนั้นเสียงเหอซีเสวี่ยก็ดังขึ้น
“สวี่หยาง แตงหวานคืออะไร?”
สวี่หยาง “…”
สุดยอดเลย เซียนเหอแอบฟังการสนทนาของพวกเขา
จะอธิบายอย่างไรดี?