ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 265 เซียนเหอ เจ้าช่างงามเสียจริง ๆ
บทที่ 265 เซียนเหอ เจ้าช่างงามเสียจริง ๆ
“เซียนเหอ เจ้าได้ยินบทสนทนาระหว่างข้ากับภรรยาหรือ เจ้าทำได้เช่นไร?”
สวี่หยางสื่อสารทางจิต แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวในเหอซีเสวี่ย
นี่คือความสามารถของผู้ยิ่งใหญ่ในขอบเขตจินตาน
เคล็ดวิชาที่สามารถล่วงรู้ได้ทุกหนแห่ง โดยที่ผู้อื่นไม่รู้ตัวเช่นนั้นหรือ
การกระทำเช่นนี้มิใช่หมายความว่ายามที่ข้าและภรรยากำลังกระทำกิจอย่างว่าก็จะมีเหอซีเสวี่ยคอยแอบฟังอยู่หรือ
นี่มันโรคจิตยิ่งนัก
“ยันต์พิเศษส่งข่าวที่ข้าให้เจ้า มีการตั้งค่ายกลเอาไว้ ซึ่งสามารถได้ยินบทสนทนาของเจ้า”
เหอซีเสวี่ยมิได้ปกปิด นางกล่าวออกมาโดยตรง
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางถอนหายใจ เมื่อแรกที่เหอซีเสวี่ยมาพบผู้พิทักษ์ของเขา ดูจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่แท้จริงแล้วนางได้วางแผนเอาไว้แล้ว
“เจ้ายังมิได้ตอบ สิ่งใดคือแตงหวาน? และนวดแตงหวานนี่ทำอย่างไร?” เหอซีเสวี่ยยังคงซักไซ้ไล่เลียงไม่ลดละ
“เอ่อ แตงหวานเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง มีประสิทธิภาพในการนวดคลายเส้นได้”
สวี่หยางอธิบายไปตามเรื่อง เกรงว่าเหอซีเสวี่ยจะซักไซ้ไล่เลียงต่อไปอีก จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เซียนเหอ ไม้อสนีน่ะเจ้าได้ใช้หรือไม่ หากไม่ได้ใช่ละก็ เจ้าจะมอบคืนเมื่อใดหรือ?”
“มิได้ตกลงกันแล้วหรือว่าเป็นของข้า”
“เซียนเหอ อย่าล้อเล่นเช่นนี้เลย”
“ใครกันที่ล้อเล่นเจ้า?” เหอซีเสวี่ยกลับคำพูดทันที “เช่นนั้น เจินเหรินอย่างข้าจะให้โอกาสแก่เจ้าแล้วกัน เมื่อไหร่ที่เจินเหรินผู้นี้เบิกบานใจ สิ่งนี้ก็จะเป็นของเจ้า”
‘ทำให้เหอซีเสวี่ยเบิกบานใจงั้นหรือ?’
สวี่หยางรู้สึกขบขัน นี่ไม่เหมือนกับการเล่นสนุกเลยหรือไง?
“เซียนเหอ พอดีข้ามีโอกาสอันดีจึงอยากมอบให้แก่เจ้า”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า “อย่างเจ้าจะมีโอกาสอันใดกัน? เป็นแค่ผู้น้อยกลับอวดอ้างเสียใหญ่โต เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถอะ ข้าอยู่ที่ชั้นห้า”
เรือสมบัติลำนี้มีทั้งหมดห้าชั้น
ชั้นห้าใหญ่ที่สุดและมีเพียงผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียว นั่นก็คือเหอซีเสวี่ย
สวี่หยางเดินขึ้นไปยังชั้นบนทันที คนที่เฝ้าอยู่ที่ชั้นห้าก็ไม่ได้ขัดขวาง เห็นได้ชัดว่าเหอซีเสวี่ยได้บอกกล่าวกับพวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“เซียนเหอ ข้ามาแล้ว”
“เข้ามาเถอะ”
สวี่หยางเดินเข้าไปในห้องพัก
ห้องของเหอซีเสวี่ยสว่างและกว้างขวางมาก
บนหน้าต่างมีลวดลายดอกบัวสีเขียวอ่อน มีพิณสีม่วงซึ่งทำจากไม้หอมแขวนอยู่ เตียงนอนไม้พะยูงสีเหลืองอ่อนรายล้อมไปด้วยผ้าม่านไข่มุกอันบางเบา โต๊ะยาวมีโต๊ะเครื่องแป้งกระจกสัมฤทธิ์ตั้งอยู่ เตาอสูรทองแดงสี่มุมปล่อยควันสีขาวลอยเป็นเกลียว กลิ่นหอมจากดอกพุด พลังปราณแผ่กระจายอยู่ทั่ว
เตียงนอนปูผ้าไหมลายเมฆสีสันสวยงามวิจิตร โคมไฟสีเขียวรูปดอกเหมยสะท้อนแสงสีรุ้งระยิบระยับเหมือนผิวน้ำ ม่านสีเขียวควันบุหรี่ โคมเครื่องหอมทรงกลมแกะสลักห้อยอยู่ที่บนสุดของม่าน เครื่องเรือนเป็นไม้พะยูงทั้งหมด แจกันดอกไม้สีขาวหยกที่วางอยู่ริมหน้าต่างมีดอกโบตั๋นเปียกน้ำค้างปักอยู่ ทิวทัศน์ด้านนอกงดงามแปลกตา ต้นไม้เขียวขจี พุ่มไม้ดอกหนาแน่น
ส่วนเหอซีเสวี่ยนั่งอยู่หน้ากระจกสัมฤทธิ์ หันหลังให้สวี่หยาง กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ปิดประตู”
“โอ้”
สวี่หยางปิดประตู มองเงาหลังอันงดงาม เขาเดินเข้าไปด้านในพลางกล่าวว่า “เซียนเหอ ก่อนหน้านี้ต้องขอบคุณเจ้าที่แก้ปัญหาให้กับข้า มิเช่นนั้นคนจากเกาะเจ็ดเซียนหลิวหลี เกาะเซียนที่สี่ คงไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ เช่นนี้แน่”
“ข้าก็สนใจไม้อสนีเช่นกัน เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก”
เหอซีเสวี่ยพูดเฉย ๆ พลางชำเลืองมองสวี่หยาง “พูดถึงเรื่องนี้ เจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนจากเกาะเจ็ดเซียนหลิวหลี เกาะเซียนสามไม่ใช่หรือ นางผู้นั้นนามว่าหวงเสี่ยวเหมย มิอยากเชื่อว่าจะกล้าให้สิ่งของอันล้ำค่าเช่นนี้กับเจ้า! เจ้านี่นับว่ามีเสน่ห์ในหมู่สตรีไม่เบาเลยนะ”
“นางเป็นแค่เพื่อนสมัยเด็กของข้า”
สวี่หยางอธิบายความสัมพันธ์กับหวงเสี่ยวเหมยสั้น ๆ
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจ “เจ้ามีเพื่อนเช่นนี้ ถือว่าหายากยิ่งนัก บัดนี้ศิษย์รักของเทพธิดาจื่อหลานแห่งเกาะเซียนสามซึ่งได้รับการยกย่องมากที่สุด กลับสิ้นชีพในเขตแดนลับและกลายเป็นทาสวิญญาณ เทพธิดาจื่อหลานต้องแสวงหาผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศมาฝึกฝน ข้าเห็นว่าหวงเสี่ยวเหมยผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือจิตใจล้วนดี อาจได้รับความเมตตาก็เป็นได้”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
“ว่าแต่สิ่งที่เจ้าบอกว่าจะมอบให้ข้านั้นอยู่ที่ใด”
เหอซีเสวี่ยถามด้วยความคาดหวัง
“ลองทายดูสิ” สวี่หยางกล่าว
“เจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานจะมีสิ่งใดดีเลิศนัก อย่าบอกนะว่าเป็นเครื่องประดับผมอีกแล้ว เช่นปิ่นปักผมสำหรับหลอกสาว ๆ ของเจ้าน่ะ”
สวี่หยางส่ายหน้าด้วยความเซ็ง
แม้เหอซีเสวี่ยจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าเขากลับสังเกตเห็นว่าบนศีรษะเหอซีเสวี่ยนั้น นางยังคงสวมปิ่นปักผมหยกที่เขาให้ไปในครั้งก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว เหอซีเสวี่ยก็ยังคงใส่ใจของขวัญที่เขาให้อยู่ดี
ผู้หญิงก็เป็นเช่นนี้แหละ ปากไม่ตรงกับใจสักคน
“เชิญเซียนเหอดู”
สวี่หยางหยิบเสื้อคลุมสีม่วงลายหงส์ออกมา “เสื้อคลุมสีม่วงลายหงส์ขั้นยอดเยี่ยม ระดับสี่ ”
“นี่…”
ตอนแรกเหอซีเสวี่ยก็ไม่ได้สนใจมากนัก
เพราะนางคิดว่าสวี่หยางเป็นเพียงเด็กน้อยจากขอบเขตสร้างรากฐาน มอบของดีระดับสามให้นางได้ก็ถือว่าสุดความสามารถแล้ว
แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะให้เสื้อคลุมระดับสี่
เสื้อคลุมลอยอยู่ในอากาศ รอบ ๆ มีพลังปราณล้นหลาม คลื่นพลังความแข็งแกร่งแผ่ซ่าน บิดเบือนอากาศโดยรอบ
ชุดคลุมนี้เปล่งประกายระยิบระยับทั่วทั้งตัว แผ่ประกายแสงสว่างเจิดจ้า
นอกเหนือจากคุณสมบัติในการป้องกันอันหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว เมื่อสวมใส่ยังสามารถซ่อนลมปราณได้อีกด้วย แม้แต่เปลี่ยนให้กลายเป็นเสื้อคลุมธรรมดาระดับหนึ่งก็ยังได้ เพราะมีผลในการอำพราง
“เสื้อคลุมระดับสี่ แล้วยังเป็นเสื้อคลุมขั้นยอดเยี่ยม ระดับสี่อีกด้วย สวี่หยาง เจ้านี่ทำให้ข้าประหลาดใจได้ตลอดจริง ๆ”
สวี่หยางสังเกตว่าหลังจากที่เหอซีเสวี่ยพูดจบ ค่าความชอบก็เพิ่มขึ้นอีกพอสมควร
พุ่งไปถึง 92 ทีเดียว!!
“เซียนเหอชอบก็ดีแล้ว”
“ช่วยข้าสวมหน่อยเถิด”
เหอซีเสวี่ยโยนเสื้อคลุมตัวเดิมของตนไปข้างหลังและยื่นมือออกไป
สวี่หยางสวมเสื้อคลุมให้เหอซีเสวี่ย
“เซียนเหอ เจ้าช่างงดงามเสียจริง ๆ”
เหอซีเสวี่ยก้าวไปยืนตรงกระจก นางมองเงาสะท้อนอันงดงามในกระจก นางรวบมวยผมสีครามยาวสลวย ดวงตาดั่งดวงดาวสุกสกาวราวกับประดับไว้ด้วยประกายดารา
นางส่องดูอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากก็เผยยิ้มอันงดงาม
สวี่หยางตะลึง เหอซีเสวี่ยหัวเราะ
รอยยิ้มที่บางเบานั้น ชวนให้ใครหลายคนเผลอมองใบหน้าอันสวยของนางหลายครั้ง
“เจ้าดูพอหรือยัง?”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยวาจาที่เย็นชาลงอย่างรวดเร็ว
“ก็เพียงแค่เซียนเหอของข้าสวยเกินไปเท่านั้นเอง”
“เจ้าหนุ่มเจ้าเล่ห์ คารมช่างคมคายยิ่งนัก”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าเหอซีเสวี่ยก็เห็นได้ชัดว่าชื่นชอบในคำพูดของสวี่หยางอยู่มิน้อยเลย
“ข้าก็หวังว่าเซียนเหอจะพอใจ”
“แล้วผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานเช่นเจ้า ได้รับของอันล้ำค่านี้มาได้อย่างไร”
สวี่หยางตอบกลับตามที่คิดไว้ก่อนแล้ว อ้างว่าของชิ้นนี้ได้มาจากผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ตนสนับสนุนให้เข้าไปในเขตแดนลับ
เขามีพลังปราณที่ดีเยี่ยม ได้รับสมบัติมากมาย เสื้อคลุมระดับสี่นี้ เขาก็ไม่ได้ใช้ จึงซื้อมาในราคาต่ำ
“ดีมาก เจ้ามีความรอบคอบ ไม่ได้เข้าไปในเขตแดนลับ แต่การเดินทางครั้งนี้ เจ้าก็ได้สมบัติไม่น้อยไปกว่าผู้ที่เข้าไปในเขตแดนลับเลยสินะ”
เหอซีเสวี่ยล้วงถุงเก็บของแล้วหยิบขนมรสเลิศออกมา
“หิวแล้ว มาทานขนมกับข้าเถิด”
สวี่หยางมองขนมเหล่านั้นพลางส่ายหัว แสดงออกว่าไม่ชอบ
“ก็จริง ขนมเหล่านี้รสชาติค่อนข้างธรรมดาจริง ๆ นั่นแหละ เจ้าได้เตรียมอาหารปิ้งย่างมาด้วยหรือไม่”
“เตรียมมาแล้ว”
เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งสองจึงทานปิ้งย่างกัน
“คราวนี้ให้ข้าเก็บไม้อสนีไว้ก่อนเถิด ของอันล้ำค่าเช่นนี้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานหลายคนต่างหมายปอง หากเก็บไว้ที่เจ้าคงจะถูกคนอื่นหมายปองแย่งไปจนเจ้าเดือดร้อนได้รู้หรือไม่”
เหอซีเสวี่ยจึงได้บอกเหตุผลที่ไม่ยอมให้ไม้อสนีแก่สวี่หยาง
สวี่หยางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“เจ้าไม่กังวลกระนั้นหรือ”
“ข้ารู้ว่าเซียนเหอเป็นห่วงข้า”
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”
เหอซีเสวี่ยลูบหน้าท้องดูเหมือนว่าอิ่มแล้ว นางจึงถามสวี่หยางว่า “สวี่หยาง การนวดด้วยแตงหวานที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่ ได้ผลอย่างไรหรือ?”
“ดีมาก ต้องดีแน่ และมีผลทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นด้วย เซียนเหอเจ้าก็ต้องให้ข้าช่วยนวดสักหน่อย นวดเป็นประจำจะช่วยปรับธาตุในร่างกายและยังทำให้เนินอกขยายใหญ่ขึ้นด้วย”
“มีผลเช่นนี้ด้วยหรือ เจ้าต้องชอบนวดมากเป็นแน่” เหอซีเสวี่ยจ้องเขม็ง
“เดี๋ยวนะ เจ้าจะนวดที่ใดของข้า”
สวี่หยางหน้าตาจริงจัง “นวดให้สบายเป็นหลัก ข้า…นวดให้เจ้าสบายเป็นหลัก”
“เจ้านี่พิกลเสียจริง”
ถึงเหอซีเสวี่ยจะพูดเช่นนี้ แต่ก็ยังตอบตกลง
“ครึ่งปีนี้ เรายังมิได้มีการหลอมจิตเทวะกันเลย ข้าจึงให้โอกาสนี้แก่เจ้า หากไม่สบายใจ ต่อไปนี้ก็อย่าคิดอีกเลย”
สวี่หยางรีบพยักหน้า
“เจ้าต้องตั้งใจ อย่าทำให้ข้าผิดหวัง” คำพูดของเหอซีเสวี่ยมีแววไม่ยินยอมให้โต้แย้ง
สวี่หยางกล่าวอย่างสิ้นไร้หนทาง “เซียนเหอ เจ้าเร่งรัดเกินไปแล้ว ข้าเกรงว่าจะทำได้ไม่ดี ขอให้เซียนเหออ่อนโยนกว่านี้หน่อยเถิด”
“อืม เป็นธรรมดา”
กล่าวจบ เหอซีเสวี่ยขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
แต่ก็บอกไม่ถูก
สวี่หยางหยิบขวดน้ำมันหอมออกมา เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับน้ำมันนวด
“สิ่งนี้คือสิ่งใด”
“น้ำมันหอมชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณทำให้ลื่นไหล บ้านข้าเรียกว่าน้ำมันนวด”
สวี่หยางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “มีสรรพคุณบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรง! สำหรับคู่สามีภรรยาแล้วยังมีสรรพคุณทำให้ชีวิตคู่กลมเกลียวอีกด้วย”
“หืม?”
เหอซีเสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้น “ชีวิตคู่กลมเกลียว? บุคคลศักดิ์สิทธิ์เช่นข้า สิ่งนี้จะมีประโยชน์อันใดกัน?”
“เอ่อ…ลองดู”
“ก็ได้ ลองก็ลอง วิธีใช้เป็นอย่างไร”
“ข้าจะทาให้เซียนเหอ”
มิช้า เหอซีเสวี่ยก็ลื่นไปทั้งตัว
เตียงเริ่มสั่นไหว ความรู้สึกชา ๆ ซ่า ๆ ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นแทบแย่
ไม่นานนัก
“แค่นี้หรือ? เจ้าออกไปได้แล้ว”
เหอซีเสวี่ยสวมเสื้อผ้า สีหน้ากลับมาเย็นชาอีกครั้ง ทว่าสีแดงระเรื่อบนใบหน้าหลังจากความเร่าร้อนแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นเมื่อครู่
สวี่หยางรู้สึกสิ้นหวังอยากจะพูดว่า ใช้เสร็จก็ไล่คนเลยงั้นหรือ?
คราวนี้ ข้าไม่ได้ทำให้ขายหน้าเลยนะถึงสิบสี่นาทีเชียว!
ขณะที่สวี่หยางกำลังจะเดินออกไป ทันใดนั้นเสียงของเหอซีเสวี่ยก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน สวี่หยาง!”
“เซียนเหอ” สวี่หยางหยุดเดิน
“ตอนนี้หลายคนรู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนของข้า ด้วยพลังของเจ้าตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไปเพียงแค่ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานสักคน ก็สามารถจัดการเจ้าได้”
“เซียนเหอข้ามีแผน” สวี่หยางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“ว่ามา”
“เจ้ายังมีของวิเศษอะไรอีกหรือไม่ หากมอบให้ข้าสิบชิ้น แปดชิ้นเพื่อป้องกันตัว ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
“เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นวิหารเอาไว้ขอพรหรือไร อยากได้ของวิเศษก็ไปที่อื่น!”
สวี่หยาง “…”
นางไปเรียนรู้คำพูดของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
สวี่หยางสงสัยอย่างมากว่าตอนที่เขากำลังต่อรองราคาอยู่กับหวงเฉียง คำพูดของเขาน่าจะถูกได้ยินโดยเซียนเหอ
ตอนนี้นางก็กลับวกมาเลียนแบบคำพูดของเขา
“พูดตามตรงเถอะสวี่หยาง แม้ว่าข้าจะมอบทรัพยากรในการฝึกฝนและของวิเศษให้กับเจ้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า สิ่งนี้จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน!”
สวี่หยางพยักหน้าเพื่อแสดงความเข้าใจ
แม้ว่าเหอซีเสวี่ยจะได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษจากชิงหนิวเจินเหริน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไปไม่ถึงจุดสูงสุดที่แท้จริง หากลำเอียงและให้ความสำคัญจนเกินไป ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์
“ดังนั้น…ข้าจึงใคร่ขอให้เจ้าทำภารกิจบางประการ ยกระดับผลงานด้วยการสร้างความดีความชอบ หลังจากนั้น ข้าจึงจะสามารถจัดสรรทรัพยากรการฝึกฝนให้แก่เจ้าได้โดยชอบ”
เมื่อสวี่หยางได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุขยิ่งนัก “ข้ารู้ว่าเซียนเหอมีน้ำใจกับข้าที่สุด”
“อย่ามาปากหวาน ภารกิจบางอย่างนั้นไม่ใช่ของง่าย”
กล่าวหยิบตราหยกออกมาหนึ่งชิ้น
“เมื่อเจ้ากลับไปแล้ว จงพักผ่อนสักสองวันเถิด ข้าจะส่งเจ้าไปยังเกาะจันทร์ดับ ที่นั่นคือเกาะทุ่งวิญญาณ ล่าสุดเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้นที่นั่น และฆาตกรตามฆ่าหญิงสาว เจ้าหน้าที่ได้แกะรอยจนพบตัวคนร้ายแล้ว แต่คนร้ายกลับมีวิชายุทธ์ที่แยบยล หน่วยรักษาการณ์ที่นั่นบัดนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ!”
“หยกชิ้นนี้มีกลิ่นอายของคนร้ายอยู่ อิงจากความแข็งแกร่งของจิตเทวะขอบเขตจินตานแล้วนั้น ข้าคาดว่าคงจะง่ายยิ่งนักที่จะพบกับตัวฆาตกร แล้วถึงเมื่อนั้น ภารกิจจับกุมคนร้ายก็จะเป็นของเจ้า”
ถัดมาเหอซีเสวี่ยได้กล่าวถึงเรื่องที่ต้องระมัดระวังอีกมากมาย
และกำชับเป็นครั้งสุดท้าย “สวี่หยาง หากเจ้าจับเขามาได้ละก็ ข้าจะมอบของวิเศษให้แก่เจ้า”
สวี่หยางจึงถามต่อว่า “ของวิเศษอันใดหรือ?”