ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 267 ความขัดแย้งของศิษย์ตรงสายทั้งสอง
บทที่ 267 ความขัดแย้งของศิษย์ตรงสายทั้งสอง
“เอ้า เจ้ารับปากข้าแล้วนะ ว่าจะใช้แตงหวานนวดให้ข้า”
สวี่หยางนอนคว่ำบนเตียง หลับตาพริ้มรอการบริการจากหลินหวั่นชิง
หลินหวั่นชิงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ หยิบแตงหวานลูกใหญ่จากถุงเก็บของ
เมื่อแตงหวานสัมผัสกับหลังของสวี่หยาง เขาก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ
มันเย็นเฉียบ แข็งโป๊ก
ไม่นุ่มนิ่มเลย
สวี่หยางหันขวับมาด้วยความตกใจ
เพราะสิ่งที่หลินหวั่นชิงถืออยู่ในมือนั้นคือแตงหวานจริง ๆ
“เป็นอะไรไป เจ้าไม่สบายหรือ”
หลินหวั่นชิงกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา
สวี่หยางอึ้งไปไม่รู้ว่านางโง่จริง ๆ หรือแกล้งโง่
สวี่หยางจึงประท้วงอย่างชอบธรรม บอกว่าหากนางยังแกล้งโง่อยู่อีก เขาจะต้องคว้าแส้และเทียนมาใช้
แถมยังจะมัดมือมัดเท้าของนางอีก
หลินหวั่นชิงตกใจจนไม่กล้าล้อเล่นอีกต่อไป
โยนแตงหวานทิ้งแล้วเริ่มนวดตัวให้
ราตรีนั้น พวกเขาลำบากกันอยู่หลายชั่วยาม ทั้งสองจึงเสร็จสิ้นกิจ
…………
รู้ตัวอีกที เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปหลายวัน
ภายหลังที่สวี่หยางหว่านเมล็ดพันธุ์วิญญาณชนิดใหม่ลงไปแล้ว เมื่อวานนี้เขาปลอมตัวไปยังเมืองเซียน ขายเมล็ดเหล่านั้นไปหนึ่งในสิบ
แลกเป็นหินวิญญาณ แล้วนำหินวิญญาณมอบให้แก่หลินหวั่นชิง พร้อมเอ่ยว่านี่คือค่าใช้จ่ายภายในบ้านช่วงถัดไป
ปัจจุบัน อำนาจในการบริหารเงินในบ้าน ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของหลินหวั่นชิง
ก็มิใช่ว่าเขาโปรดปรานหลินหวั่นชิงที่สุด
เหตุผลหลักก็คือเดิมทีหลินหวั่นชิงนั้นเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลิน นางมีความสามารถในการจัดการอยู่บ้าง
แถมการบำเพ็ญของนางในเวลานี้ยังมีพลังปราณสูงที่สุดในบรรดาภรรยาทั้งหมดของเขา
“หวั่นชิง ม่านอวิ๋น อวี้เอ๋อร์ พวกเจ้าจงอยู่ที่บ้านให้ดีในช่วงนี้ ข้ากับไห่ถังจะออกเดินทางไปยังเกาะจันทร์ดับเพื่อจับกุมโจรผู้หนึ่ง นี่เป็นภารกิจของเซียนเหอ พวกเราจะทำให้สำเร็จภายในสองสามวันนี้”
สวี่หยางเอ่ยกับเหล่าภรรยาทั้งสาม
เขาพาเพียงไห่ถังออกไป เหตุผลหนึ่งก็เพื่อความสะดวก เพราะหากมีคนมากเกินไปก็จะยิ่งเป็นที่จับตามองได้ง่าย
อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะเขามีกระบวนท่าการโจมตีแบบผสานกับหลินไห่ถัง ความเข้าขากันก็ย่อมดีกว่า
หลินหวั่นชิงและพวกนางต่างก็รู้ดีว่าตนมิอาจช่วยเหลือเรื่องเช่นนี้ได้ จึงเพียงออกปากให้สวี่หยางระมัดระวังตัว
ถัดมาสวี่หยางก็พาหลินไห่ถังออกเดินทาง
………
เกาะจันทร์ดับขึ้นอยู่กับเมืองเซียนชิงหนิว ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ห่างออกไปกว่าพันลี้จากเกาะทะเลขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองที่นี่ อุดมไปด้วยน้ำพุวิญญาณชนิดหนึ่ง ด้วยการกักเก็บน้ำพุวิญญาณนี้ ทุ่งวิญญาณจึงอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ซึ่งอุดมไปด้วยข้าววิญญาณและโอสถวิญญาณทุกชนิด
เมืองเซียนชิงหนิวถึงกับนำโอสถวิญญาณระดับสามบางชนิดมาปลูกไว้ที่นี่ด้วย
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างสำคัญ จึงมีการตั้งหอบังคับใช้กฎขึ้นโดยเฉพาะที่นี่
สวี่หยางพาหลินไห่ถังจับมือกันมา เมื่อมาถึงก็เห็นทุ่งวิญญาณเขียวขจีผืนใหญ่
ไม่มีภูเขาสูงที่นี่ แต่มีทะเลสาบ
เป็นเกาะที่ใหญ่มาก ใหญ่ประมาณเกือบเท่าเมืองซานชิงซานได้
“ปีศาจชั่วร้ายที่ฆ่าคนมากมายผู้นี้ ฉายาว่าฮวาโหย่วเชวี่ย”
สวี่หยางถือป้ายประกาศ จึงให้หลินไห่ถังสัมผัสลมปราณของฮวาโหย่วเชวี่ยด้วย
จากนั้น เขาก็ดูค่าประสบการณ์ ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนของตัวเอง
จึงตัดสินใจเพิ่มทักษะวิชายุทธ์นี้ก่อน
หลังจากอัปเกรดแล้วจิตเทวะก็ขยายกว้างขึ้นอีกครั้ง เพื่อช่วยในการกระทำครั้งต่อไปของเขา
[ชื่อ: สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ: 70900 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย]
[เคล็ดวิชา: ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนขั้นพื้นฐาน : 19100/30000]
…………
[เคล็ดวิชา:ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนขั้นชำนาญ : 0/60000]
ยังเหลือ 60000 แต้ม พอที่จะเพิ่มทักษะอีกครั้งได้พอดี
“เพิ่มทักษาะให้ข้า!”
[เคล็ดวิชา: ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนขั้นเชี่ยวชาญ : 0/120000]
คราวนี้หมดเกลี้ยงจริ งๆ
“เคล็ดวิชานี้มันช่างดูดเงินจริง ๆ แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นช่างน่าทึ่งยิ่งนัก”
สวี่หยาง รู้สึกได้ลึก ๆ
หลังจากที่ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนเพิ่งจะไปถึงขั้นชำนาญ เขาก็รู้สึกว่าจิตเทวะของตัวเองกว้างขวางขึ้นถึงสามส่วน
จิตเทวะบรรลุขอบเขตจินตานขั้นสูงสุดโดยตรง
แต่บัดนี้ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนถึงขั้นเชี่ยวชาญ หลังจากนั้นจิตเทวะแผ่ขยายออกไปถึงแปดเก้าส่วน
บัดนี้ เขามีจิตเทวะในร่างวิญญาณอย่างแท้จริงแล้ว
สวี่หยางหัวเราะ
“ดีแท้ คราวหน้าที่ได้เจอเหอซีเสวี่ยเกรงว่านางคงต้องอ้าปากค้างแน่”
ตู้ม!!
ถัดมา
ราวกับพลังจิตเทวะที่ธรรมดา ทะลักออกไปเหมือนกับสายน้ำ
บนเกาะที่มีพื้นที่ราวหนึ่งในห้า บัดนี้ล้วนอยู่ภายใต้การแผ่ขยายจิตเทวะของสวี่หยาง
เว้นเสียแต่บางส่วนที่มีค่ายกลป้องกันพิเศษ จึงรับรู้ไม่ถึง นอกนั้นล้วนอยู่ในสายตา
…………
หอบังคับใช้กฎแห่งเกาะจันทร์ดับ
ยามเช้า ลมทะเลพัดพาเอาความเค็มของชายทะเลมาด้วย
ศิษย์จากหอบังคับใช้กฎราวร้อยกว่าคนประตูเปิดออก ในเวลานี้พวกเขายืนเรียงเป็นสองแถว
เมื่อเห็นหญิงสาวสวมชุดกระโปรงเดินเข้ามา คนจากหอบังคับใช้กฎเหล่านี้ก็กล่าวพร้อมกัน “คำนับท่านหัวหน้าหอ”
นี่คือหญิงสาวหุ่นเพรียวบาง แต่พลังปราณแกร่งกล้า
แววตาเฉียบคมกวาดมอง ผู้ใดเล่าจะกล้าสบตา
จ้าวลี่เยี่ยน เป็นหัวหน้าหอบังคับใช้กฎแห่งนี้ และเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตาน
หลังจากที่ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเจี่ยตาน ตั้งแต่แรกก็รู้ดีแก่ใจว่าไร้หนทางก้าวหน้า จึงได้มารับตำแหน่งในหอบังคับใช้กฎแห่งนี้
“ข่าวคราวของฮวาโหย่วเชวี่ยนั่นเป็นเช่นไร หากยังจับตัวไม่ได้ เมืองเซียนคงส่งคนมาอีก หากเป็นเช่นนั้น พวกเราคงไม่มีใครสบายอีกแน่”
จ้าวลี่เยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แท้จริงแล้ว นางได้สวามิภักดิ์ต่อโจวป๋อซู่ไปนานแล้ว
แต่ในระยะหลัง เนื่องจากจับตัวฮวาโหย่วเชวี่ยผู้นี้ไม่ได้ มีข่าวลือว่าเหล่าผู้อาวุโสแห่งเมืองเซียนเริ่มมีความเห็นขัดแย้งกัน
กระนั้นก็ตามสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญยิ่งนัก
ข้าววิญญาณและโอสถวิญญาณ ล้วนเกี่ยวข้องกับผลงานของเหล่าศิษย์ระดับล่างของเมืองเซียน หากเกิดความผิดพลาดขึ้น เมืองเซียนคงเกิดปัญหาในการดำเนินงานแน่ ๆ
ก่อนหน้านี้นางได้ขอให้โจวป๋อซู่ส่งคนมาช่วย
คนก็มาจริง และยังเป็นสตรีที่เพิ่งผ่านเขตแดนลับแล สร้างวีรกรรมอันเกรียงไกรนามว่าฟ่านเหม่ยเหม่ย
มีผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานร่วมทางมากับนางด้วยคนหนึ่งนามว่าฟ่านเฉิงตง เป็นลูกพี่ลูกน้องของฟ่านเหม่ยเหม่ย
น่าเสียดายที่ฟ่านเหม่ยเหม่ยและฟ่านเฉิงตงมาที่นี่หลายวันแล้ว เช่นเดียวกับนางเอง ก็ยังคงไร้ซึ่งความคืบหน้า
“หัวหน้า เมืองเซียนส่งคนมาแล้ว เป็นคนของเสวี่ยหยางเจินเหริน”
จ้าวลี่เยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย “มาเร็วอย่างนี้เลย”
“หัวหน้า เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร โจวเจินเหรินและเสวี่ยหยางเจินเหรินล้วนเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ทั้แต่ไหนแต่ไรงสองคนนั้นก็มิได้มีปัญหากันมิใช่รึ?”
ลูกน้องคนหนึ่งกระซิบ
“เจ้ารู้เรื่องอะไร! เมืองเซียนชิงหนิวมีลูกศิษย์มากมายนัก ภายนอกล้วนดูดี แต่เบื้องหลังต่างก็แย่งชิงอำนาจกันทั้งนั้น!”
มนุษย์ฝึกตนก็เพื่อแย่งชิงทรัพยากร จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเป็นมิตรกัน?
แม้แต่พี่น้องร่วมตระกูลเดียวกันก็ยังสามารถฆ่ากันได้เพื่อทรัพยากรสำหรับการฝึกตน
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็แค่ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันเท่านั้น จะให้เป็นมิตรกันได้อย่างไร?
นางติดตามโจวป๋อซู่มานานหลายปี จึงรู้ดีถึงสถานการณ์ภายใน
ก่อนหน้านี้โจวป๋อซู่จึงได้ส่งฟ่านเฉิงตงและฟ่านเหม่ยเหม่ยมาล่วงหน้า เพื่อกำจัดฮวาโหย่วเชวี่ย
แต่คนทั้งสองคนนี้ช่างไร้ประโยชน์นัก ตอนนี้ยังหาไม่เจอ
นางคิดพลางรีบพาคนไปต้อนรับที่ประตู
………
“หอบังคับใช้กฎแห่งนี้ใหญ่โตเหลือเกิน”
สวี่หยางมองป้ายชื่อพลางใคร่รู้ในวิธีดำเนินงานของหน่วยงานบังคับกฎหมายประเภทนี้เป็นนักหนา
เพราะว่าเขตที่ตนอาศัยนั้นใกล้กับเมืองเซียน นักบังคับกฎหมายล้วนมาจากเมืองเซียนทั้งสิ้น เขาจึงไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเหล่านี้กระจ่างชัดนัก
แน่นอน
ครั้นสวี่หยางเดินทางมาถึง เหอซีเสวี่ยก็ได้ตักเตือนเขาแล้ว
รองหัวหน้าและหัวหน้าหน่วยงานบังคับกฎหมายที่นี่ล้วนเป็นคนของโจวป๋อซู่
เมื่อเขามาอาจจะถูกกลั่นแกล้งหรือโดดเดี่ยวก็เป็นได้
หวังว่าเขาจะจัดการเองได้
นับเป็นบททดสอบเล็กน้อยก็ว่าได้
ขณะกำลังจะคุยกับหลินไห่ถังเกี่ยวกับสถานการณ์ของหน่วยงานบังคับกฎหมาย จ้าวลี่เยี่ยนก็เดินออกมาพร้อมกับรองหัวหน้าทั้งสองข้าง
“สหายเต๋าผู้นี้ เจ้ามาจากเมืองเซียนใช่หรือไม่”
ท่าทีของจ้าวลี่เยี่ยนสุภาพ อ่อนน้อม ดูไม่ออกว่ามีพิรุธใด ๆ
สวี่หยางหยิบตราหยกที่เหอซีเสวี่ยมอบให้ “เสวี่ยหยางเจินเหริน มีบอกว่าฮวาโหย่วเชวี่ยนั้นกระทำผิดกฎหมายมานานกว่าสามเดือนแล้ว แต่ยังมิได้รับการกำจัด ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ผู้คนในพื้นที่ และเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิตของโอสถวิญญาณ จึงได้ส่งข้ามาเพื่อจับกุมคนชั่วผู้นี้ เจ้าคือหัวหน้าจ้าวกระมัง”
จ้าวลี่เยี่ยนพยักหน้า ตรวจสอบตราหยกของสวี่หยาง
ยืนยันว่าเป็นคำสั่งโดยตรงจาก ศิษย์สายตรงของเมืองเซียน
การถือตราหยกนี้หมายความว่าคำสั่งของสวี่หยางก็คือคำสั่งของเหอซีเสวี่ย
นอกเหนือจากนี้แล้ว ป้ายนี้ยังมีคุณสมบัติที่ระบุตำแหน่งด้วย หากผู้ใดคิดร้ายต่อสวี่หยาง เหอซีเสวี่ยก็จะสามารถตรวจจับได้ทันที
สวี่หยางเก็บป้ายหยกนั้น พลางพยักหน้าตอบ “เจ้าหน้าที่จ้าว ต่อจากนี้ไป ก็ต้องรบกวนให้เจ้าร่วมมือกับข้าแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยเหลือข้าเป็นอย่างดี เมื่อจัดการกับยอดฝีมือฉาวโฉ่ผู้นั้นได้ ข้าจะไปกล่าวคำชมเจ้าต่อหน้าเจินเหรินอย่างแน่นอน”
เจ้าหน้าที่จ้าวรีบกล่าวขอบคุณ
แต่ในใจกลับร่ำไห้
เพราะว่าเมื่อครู่เอง ฟ่านเหม่ยเหม่ยและฟ่านเสิงตง สองพี่น้องเพิ่งจะรู้ว่าสวี่หยางมาถึงแล้ว
และได้บอกคำสั่งชัดเจนว่าห้ามร่วมมือกับสวี่หยาง โดยหวังให้เขาสืบหาอะไรก็ไม่พบ แล้วจะได้ถอยกลับไปเองเพราะรู้ว่าลำบาก
ตอนนี้จึงรู้สึกกังวลมาก
คนทั้งสองนั้น นางก็ไม่สามารถต่อกรด้วยได้
‘ช่างเถอะ เอาเป็นว่าค่อย ๆ คิดทีละขั้นตอนแล้วกัน’
หลังจากนั้น สวี่หยางจึงแนะนำตัวหลินไห่ถังว่านางเป็นภรรยาของเขา
“สหายเต๋าสวี่ แม่นางหลิน เชิญเข้ามาก่อนเถอะ”
เจ้าหน้าที่จ้าวนำทางไปข้างหน้า
สวี่หยางมองดูแผ่นหลังของนาง แล้วพยักหน้าชื่นชมอยู่ในใจ
แม้ว่าเจ้าหน้าที่จ้าวจะเป็นคนของโจวป๋อซู่ แต่ก็ยังถือว่ามีความสามารถในการมองสถานการณ์ตามความเป็นจริง ไม่เผยอาการเสียดสีถากถางหรือหาเรื่องใส่ร้ายเขาเหมือนในนิยาย
เมื่อคิดดูดี ๆ ก็ไม่แปลกอะไร
จ้าวลี่เยี่ยนผู้เป็นผู้บัญชาการที่นี่ เหตุใดจึงจะไร้สมองเช่นนั้นเล่า
เมื่อเข้าไปในโถง เด็กรับใช้ได้นำชาเข้ามาให้แขก ก่อนที่จ้าวลี่เยี่ยนจะหยิบเอกสารม้วนหนึ่งมาให้
“สหายเต๋าสวี่ ข้ามีเอกสารนี้”
จ้าวลี่เยี่ยนในฐานะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน กลับเรียกขานสวี่หยางว่าสหายเต๋าสวี่ นี่คือการแสดงออกว่านางวางสวี่หยางไว้ในฐานะเดียวกัน