ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 268 คดีนี้คือเส้นทางการต่อสู้ของเด็กยากไร้
บทที่ 268 คดีนี้คือเส้นทางการต่อสู้ของเด็กยากไร้
สวี่หยางรับม้วนเอกสาร แต่ยังไม่รีบดู
เขารินน้ำชาให้ตัวเองและหลินไห่ถัง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “ใจเย็น ๆ ข้ากับภรรยาเพิ่งมาถึงที่นี่ การเดินทางก็แสนไกล ควรพักผ่อนก่อน”
“ได้เลย” จ้าวลี่เยี่ยนคอยอยู่เคียงข้าง
สวี่หยางจิบน้ำชา แต่จิตเทวะกลับสำรวจไปรอบ ๆ
แท้จริงแล้ว มีเพียงสี่คนที่ต้องสังเกต
หนึ่งคือจ้าวลี่เยี่ยน
อีกคนคือรองหัวหน้าหอนามซ่งเต้าหมิง เป็นผู้มีวิชายุทธ์ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
ผู้ที่ได้เป็นรองหัวหน้าล้วนอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
เคล็ดวิชามีมากมายนัก ไม่ควรมองข้ามเขา
อีกสองคนคือฟ่านเหม่ยเหม่ยกับฟ่านเฉิงตง
‘คิดไม่ถึงว่า สองคนนี้จะตามมาด้วย’
ก่อนมา
เหอซีเสวี่ยก็บอกไว้แล้วว่า เนื่องจากจับตัวฮวาโหย่วเชวี่ยไม่ได้ โจวป๋อซู่จึงส่งคนมา
อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงจับตัวเขาไม่ได้
บัดนี้ดูแล้ว
คนที่โจวป๋อซู่ส่งมากลับกลายเป็นฟ่านเหม่ยเหม่ยกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน
สวี่หยางอดไม่ได้จึงเอ่ยถามจ้าวลี่เยี่ยนว่า “ได้ยินว่าโจวป๋อซู่เจินเหรินก็ส่งคนมาเช่นกัน ในจำนวนนั้นมี ผู้อาวุโสขอบเขตเจี่ยตาน ผู้หนึ่งไม่รู้ว่าเรียกว่าอย่างไร”
จ้าวลี่เยี่ยนใจเต้นระส่ำ ตระหนักว่าสวี่หยางกำลังซักถามข้อมูลของคนฝั่งโจวป๋อซู่
ข่าวสารเหล่านี้หลุดออกไปก็คงไม่เป็นไร
จึงเล่าเรื่องราวของฟ่านเหม่ยเหม่ยและฟ่านเฉิงตงให้ฟัง
“ฟ่านเฉิงตง… เดิมทีก็มาจากตระกูลเดียวกัน”
สวี่หยางยิ้ม “พอพูดแล้ว ข้าก็รู้จักฟ่านเหม่ยเหม่ย ปีนี้ที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เปิดข้าก็เข้าไปพร้อมกับนาง”
กล่าวจบ
เขาหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาพิจารณา
คดีนี้กลับเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของเด็กหนุ่มผู้ยากไร้ เพียงแต่เขามิได้เดินในเส้นทางที่ถูกต้อง แต่กลับตกลงสู่ห้วงแห่งกาม ลักพาตัวหญิงสาวไปล่าวละเมิดและปล้นชิงทรัพย์
นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ยากไร้ชื่อเฉินซาน เขามาจากตระกูลเฉิน ตระกูลนี้ถือเป็นเจ้าของที่ดินที่นี่ มีพื้นที่มากกว่าห้าพันไร่
ถึงแม้ฐานะในครอบครัวจะดีเยี่ยม แต่เนื่องด้วยเฉินซานมีพรสวรรค์ไม่มาก เมื่ออายุสิบแปดเขายังเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณ ระดับสามอยู่
เนื่องจากฉายาคนไร้ค่าเริ่มเลื่องลือไปทั่ว
เขาจึงกลายเป็น คุณชายผู้ไร้ค่าที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล
แต่คนผู้นี้ก็ยังถือว่าแข็งแกร่ง แม้จะถูกเยาะเย้ยดูถูกไปตลอดทาง เขาก็ยังคงอดทน
พยายามบำเพ็ญเพียร พยายามที่จะแข็งแกร่ง
แต่แล้ววันหนึ่ง เขาถูกคนที่ตนรักหักหลัง ถูกทำร้ายผลักตกเรือจนจมดิ่งสู่ก้นทะเลลึก
คาดไม่ถึงว่า เฉินซานจะไม่ตาย
หลายเดือนต่อมา เขาก็กลับบ้าน กล่าวว่าตนเองลอยไปยังเกาะร้างแห่งหนึ่ง แล้วก็รอดชีวิตมาได้ สุดท้ายก็ทำแพจากไม้ไผ่ แล้วล่องแพกลับไปที่เกาะจันทร์ดับแห่งนั้น
หลังจากนั้น ก็เหมือนกับว่าเขาติดจรวด
ในงานประลองใหญ่ประจำตระกูล ก็ได้ฉายแววเป็นที่ประจักษ์ คว้าอันดับหนึ่งไปครอง
ตะโกนบอกกับคนที่เคยกลั่นแกล้งเขาว่า “อย่าดูถูกคนอ่อนแอกว่า!!”
ทว่าเขาไม่เข้าใจวิถีแห่งการฝึกตน ทำตัวโอหังเกินไป
พลังปราณของเขานั้นถึงแม้จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่เขาก็เป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น
ในไม่ช้า ไม่เพียงแต่คนในตระกูลที่หวาดกลัวเขา แม้แต่ศัตรูมากมายก็ยังมองเขาเป็นเสี้ยนหนาม!!
ดังนั้น ในระหว่างการออกไปข้างนอกเขาจึงถูกซุ่มโจมตี บาดเจ็บสาหัส และก็หายสาบสูญไปอีกครั้งหลังจากนั้น แต่ไม่ได้ตาย ในทางกลับกัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้การบ่มเพาะจิตวิญญาณของเขาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเป็นต้นมา หญิงสาวที่เคยรังแกเขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อพบเจออีกครั้ง ก็ถูกล่วงละเมิดและทำร้ายจนตาย ข้าง ๆ ตัวของนางมีดอกไม้สีแดงวางอยู่ ดอกไม้นั้นไม่สมบูรณ์ หมายถึงดอกไม้ที่ร่วงโรย!
หลังจากนั้น หญิงสาวที่ถูกล่วงละเมิดจนตายก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ และที่ร่างของพวกนางจะมีดอกไม้ที่ร่วงโรยวางอยู่
โดยที่ไม่คาดคิด ผู้คนจึงพบว่าฮวาโหย่วเชวี่ยก็คือเฉินซาน และเฉินซานก็ซ่อนตัวอีกครั้งหลังจากนั้น
เมื่อสวี่หยางอ่านจบก็ส่งต่อไปให้หลินไห่ถังที่อยู่ข้าง ๆ ดูด้วย
หลินไห่ถังตกใจเป็นอย่างมาก “หลังจากที่ชายหนุ่มยากจนคนนี้แข็งแกร่งขึ้น ทำไมถึงไปรังแกผู้หญิงเหล่านั้น เขาก็มาจากชนชั้นล่างแท้ ๆ ทำไมถึงทำแบบนี้”
“ในตอนแรกผู้หญิงที่ถูกเขาฆ่าตายล้วนแต่เป็นคนที่เคยรังแกเฉินซาน แต่หลังจากนั้นเฉินซานอาจจะรู้สึกสนุกกับมัน พฤติกรรมของเขาเลยเริ่มเปลี่ยนไป”
จ้าวลี่เยี่ยนสันนิษฐาน
สวี่หยางพยักหน้าเห็นด้วย
เขาจำข่าวหนึ่งที่เคยอ่านในชาติก่อนได้ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ฉวยโอกาสกับชายชราคนหนึ่ง
หลังจากที่ชายชรารู้สึกตัว เขาพบว่าเบื้องล่างพลันเจ็บปวด
หลังจากนั้น เด็กหนุ่มคนนั้นก็ถูกจับและถูกถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ และเริ่มรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เด็กหนุ่มตอบว่า ตอนแรกเขาก็ชอบผู้หญิง แต่ตอนที่อายุสิบกว่าปีก็ถูกชายชราข่มขืน หลังจากนั้นก็รู้สึกสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้น
เขากลายเป็น ‘ชู้รัก’ ของตาเฒ่าผู้นั้น
ต่อมาชายชราตายจาก เขาจึงว้าเหว่ยิ่งนัก จึงหันเหไปหมายปองชายชราอื่น (เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง!)
สวี่หยางอ่านแล้วรู้สึกสับสนยิ่ง แต่ก็ได้รับความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน
เขานึกไม่ออกว่าเรื่องเช่นนี้จะได้รับความสุขสำราญอย่างไร?
สวี่หยางสลัดความคิดในจิตใจออก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองจ้าวลี่เยี่ยนและถามว่า “เกี่ยวกับที่อยู่คร่าว ๆ ของบุคคลนี้ มีเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่?”
จ้าวลี่เยี่ยนตอบว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้รองหัวหน้าซ่งเต้าหมิงกำลังติดตามเรื่องอยู่ เมื่อวานนี้ดูเหมือนว่าจะมีเจ้าของที่ดินรายหนึ่งแจ้งความว่าลูกสาวของตนสูญหายไป เขาจึงเดินทางไปสอบสวนมาแล้ว”
“ให้รองหัวหน้าซ่งเข้ามา ข้าจะซักถามสักหน่อย” สวี่หยางกล่าวอย่างเรียบเฉย
จ้าวลี่เยี่ยนพยักหน้า นางพิจารณาว่าแม้ตนจะเข้าพวกกับโจวป๋อซู่มาเนิ่นนาน และกลายเป็นคนของโจวป๋อซู่แล้ว
แต่นางก็ไม่สามารถที่จะก่อกวนเหอซีเสวี่ยได้เช่นกัน
หนทางที่ดีที่สุดคือ อย่าได้ทำให้ฝ่ายใดขุ่นเคือง ปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเอง
เพราะในสายตาของนาง แม้ว่าความสามารถในการฝึกตนของเหอซีเสวี่ยจะยังไม่เท่าโจวป๋อซู่ในเวลานี้ ทว่าอนาคตมีความสามารถที่จะก้าวไกลยิ่งกว่า
และประสบการณ์อันยาวนานบอกกับนางว่า ไม่ควรวางไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน
นางเป็นเพียงผู้บำเพ็ญตัวน้อย ๆ มิอาจเทียบเคียงผู้บำเพ็ญเหล่านั้นได้ ทุก ๆ การตัดสินใจของนางล้วนแต่เสี่ยงอันตราย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ขัดเคืองได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงโดยธรรมดา
หลังจากส่งข่าวถึงรองหัวหน้าซ่งแล้ว จ้าวลี่เยี่ยนก็รินน้ำชาให้กับสวี่หยางและหลินไห่ถังอีกครั้ง พร้อมกับยิ้มแย้มให้ทั้งสองรออยู่สักครู่
ชั่วครู่ต่อมา
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำผิวสีเข้มคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
“หัวหน้าหอจ้าว ท่านเรียกข้ามา”
ชายฉกรรจ์ผิวสีเข้มนั้นคือซ่งเต้าหมิง ทันทีที่ก้าวเข้ามาเขาก็หันศีรษะมองมาที่สวี่หยางและหลินไห่ถัง
ทว่าเขาก็ไม่ได้กล่าวทักทาย
“ซ่งเต้าหมิง สองคนนี้คือผู้ที่เสวี่ยหยางเจินเหรินส่งมาเพื่อสืบสวนเรื่องฮวาโหย่วเชวี่ย ข้าได้แจ้งสหายเต๋าทั้งสองถึงเรื่องที่ได้รับแจ้งม่าเมื่อวาน และเจ้าได้เดินทางไปตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไร มีเบาะแสอะไร เจ้าต้องบอกเล่าแก่สหายเต๋าทั้งสองอย่างละเอียด”
จ้าวลี่เยี่ยนพูดอย่างชัดเจนและมีสำเนียงไพเราะ
ซ่งเต้าหมิงกุมมือคำนับสวี่หยางด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย “อ๋อ เจ้าทั้งสองคือผู้ที่เสวี่ยหยางเจินเหรินส่งมา ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก พวกเจ้ามาไกลถึงเพียงนี้ คงเหนื่อยยากมิใช่น้อย ข้าจะจัดหาที่พักและอาหารให้ ขอให้ทั้งสองพักผ่อนก่อนเถิด”
“มิต้องกระมัง พวกข้ามาเพื่อรับใช้เซียนเหอ จะประมาทมิได้”
สวี่หยางรู้สึกว่าซ่งเต้าหมิงผู้นี้แสดงท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นนักเมื่อเทียบกับจ้าวลี่เหยี่ยน
ซ่งเต้าหมิงหัวเราะอย่างเก้อเขิน “ถูกต้องแล้ว การรับใช้เซียนเหอมิอาจประมาทได้ เช่นนั้นสหายเต๋าทั้งสองต้องการทราบเรื่องใด ข้าซ่งเต้าหมิงจะเล่าให้ฟัง”
สวี่หยางกล่าวว่า “เมื่อครู่ หัวหน้าหอจ้าวได้กล่าวไว้ว่า เมื่อวานนี้มีเจ้าของที่ดินรายหนึ่งแจ้งความ หลังจากรองหัวหน้าซ่งได้เดินทางไปตรวจสอบแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง ได้เบาะแสของเฉินซานบ้างหรือไม่”
“ไม่มีเลย ข้าได้ไปตรวจสอบแล้ว จริงอยู่ที่มีเด็กสาวคนหนึ่งหายตัวไป แต่พวกเขากล่าวว่าก่อนหน้านี้นางได้มีปากเสียงกับครอบครัว และนางก็หนีออกจากบ้านไปเอง นางผู้นั้นมีขอบเขตกลั่นลมปราณ ระดับเก้า ในดินแดนเล็ก ๆ อย่างของเรานี้ คงจะไม่เป็นไร”
ซ่งเต้าหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ในขณะที่สายตาของเขาสั่นไหว
สวี่หยางไม่เชื่อในถ้อยคำของซ่งเต้าหมิงที่ดูจะไม่ใส่ใจเหล่านี้
“ได้สิ กล่าวที่อยู่ให้ข้าฟังเถิด ข้าจะไปสืบสวนด้วยตนเอง”
ซ่งเต้าหมิงดูเหมือนไม่ปรารถนาให้สวี่หยางออกไปสืบ เขาพยายามปฏิเสธ “โธ่ สหายเต๋าสวี่ เรื่องเล็กน้อยปานนี้ ข้าได้สืบสวนมาแล้ว เจ้าไม่ต้องเหนื่อย กลับไปข้าจะจัดเหล้าสักไห ข้ากับสหายเต๋าสวี่จะได้ดื่มด้วยกัน”
“ซ่งเต้าหมิง ข้าบอกให้บอกที่อยู่กับข้า”
สวี่หยางจ้องมองเขา ประกายคมกริบราวกับจะทำให้คนตรงหน้าละลายไป
คาดไม่ถึง ซ่งเต้าหมิงนั้นไม่กลัวเลย
สีหน้าเขาเย็นลงกล่าวอย่างช้า ๆ “ราวกับว่า… ชื่อสถานที่อะไรนะ สหายเต๋าสวี่ ข้าขออภัย สถานที่เล็กน้อยนั้นเล็กเกินนัก ข้าเพิ่งจดจำชื่อได้ครั้งแรก ข้าลืมหมดสิ้นแล้ว เช่นนั้น ข้าจะให้คนของข้าบอกเจ้าภายหลัง”
“ปัง!”
สวี่หยางตบโต๊ะ “ซ่งเต้าหมิง เจ้าเป็นแค่รองหัวหน้าหอเล็ก ๆ แต่ทำมาดใหญ่โตนัก เจ้าไม่กลัวหรือว่าข้าจะฟ้องเซียนเหอให้ลงโทษเจ้า”
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าหมายความเช่นไร เจ้าว่าข้าทำสิ่งใดผิดเล่า”
“เจ้าจงใจซ่อนเบาะแสเฉินซาน” สวี่หยางกล่าว
“ข้ามิได้ซ่อน สหายเต๋าฟ่านได้รับเบาะแสจากข้าหลายประการ เช่นนั้น เจ้าอยากได้ก็ไปขอสหายเต๋าฟ่านเถิด เชื่อว่าเจ้าคงให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าข้า”
ถ้อยคำของซ่งเต้าหมิงเต็มไปด้วยความถากถาง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าสวี่หยางและฟ่านเฉิงตง ต่างเป็นตัวแทนของเหอซีเสวี่ยและโจวป๋อซู่
หากให้เขาไปขอเบาะแสจากฟ่านเฉิงตง เกรงว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากพบหน้าด้วยซ้ำ
สวี่หยางเพิ่งตระหนักว่าซ่งเต้าหมิงเป็นพวกเดียวกับโจวป๋อซู่โดยแท้
และตอนนี้ เขาก็ยังทำอะไรซ่งเต้าหมิงไม่ได้!
แม้เขาจะเป็นตัวแทนเหอซีเสวี่ย แต่ก็คุ้มครองความปลอดภัยของตนได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น
หากจะลงโทษโดยตรงก็คงไม่ชอบธรรมนัก
สวี่หยางจึงได้แต่จดจำชื่อซ่งเต้าหมิงไว้ในใจ วันหน้าคงได้ทวงคืน
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าว่าอย่างไรล่ะ อยากไปพบสหายเต๋าฟ่านเฉิงตงหรือไม่?”
ซ่งเต้าหมิงเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “ทว่ายามบ่ายเขาคงจะพักผ่อนอยู่ อาจต้องรอจนถึงเวลาบ่ายจึงจะได้พบกัน”
นัยว่าต้องรอให้ฟ่านเฉิงตงมีเวลาว่างเสียก่อน
สวี่หยางพยักหน้าอย่างใจเย็น แต่ในแววตากลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มเยาะ “ซ่งเต้าหมิง เจ้าเลือกทางเดินที่แคบเสียแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าเป็นเพียงรอง ไม่ฉลาดเท่ากับหัวหน้าหอจ้าวเลย”
เมื่อสบตากับสวี่หยาง ซ่งเต้าหมิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
รองหัวหน้า ตำแหน่งนี้มีคำว่ารองนำหน้า ย่อมมีความแตกต่างจากหัวหน้าจ้าวอย่างลิบลับ
ด้วยเหตุนี้เขาจึงแสดงความจงรักภักดีต่อโจวป๋อซู่เป็นพิเศษ หวังเพียงว่าจะได้รับการจดจำในภายหลัง เวลานั้นแหละที่เขาจะพลิกจากรองเป็นตัวจริง!
เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูง
ระยะหลังมานี้ เขาได้ทุ่มเทช่วยเหลือฟ่านเฉิงตงและฟ่านเหม่ยเหม่ยสองพี่น้องอย่างสุดความสามารถและฟ่านเฉิงตงก็เคยเอ่ยเป็นนัยว่าจะกลับไปเรียนกับโจวป๋อซู่ให้เขาเลื่อนตำแหน่งให้
ดังนั้น เมื่อเห็นว่าสวี่หยางเดินทางมาเขาก็เกรงว่าสวี่หยางจะมาขัดขวางจึงแสดงท่าทีแข็งกร้าวเป็นพิเศษ