ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 269 เจ้าจะติดตามข้าหรือไม่
บทที่ 269 เจ้าจะติดตามข้าหรือไม่
“สหายเต๋าสวี่ ข้าไม่เข้าใจความหมายของเจ้าเลย หากไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าต้องขอตัวออกไปสืบสวนต่อ”
ซ่งเต้าหมิงคำนับด้วยมือทั้งสองแล้วหันหลังจะเดินออกไป
“ขออภัย สหายเต๋าสวี่”
จ้าวลี่เยี่ยนเอ่ยขอโทษ
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ทำให้ข้าลำบากใจหรอก”
สวี่หยางหันมามองจ้าวลี่เหยียน “ทว่าหัวหน้าจ้าว ในฐานะหัวหน้าของเขาเอง ซ่งเต้าหมิงผู้นี้มิได้เกรงใจแม้แต่หน้าเจ้า กล้าทำเช่นนี้กับข้าเช่นไร ยามปกติ คงไม่ให้เกียรติเจ้าสักเท่าใดนัก หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด เป้าหมายของเขา น่าจะเป็นตำแหน่งของเจ้า”
สีหน้าของจ้าวลี่เยี่ยนเปลี่ยนสีในทันที
นางย่อมรู้ในความคิดของซ่งเต้าหมิงดี
แต่น่าเสียดายที่นางไม่มีภูมิหลังอันใด
ซ่งเต้าหมิงมีตระกูลซ่งอยู่เบื้องหลัง ถึงแม้จะไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตนัก แต่ในท้องถิ่นนี้จัดว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ภายในตระกูลมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานถึงสามคนคอยค้ำจุน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถรวบรวมผู้คนเป็นพวกได้
ก็อย่างที่เห็นในช่วงนี้ ฟ่านเฉิงตงกับฟ่านเหม่ยเหม่ยสนิทสนมกับเขาอย่างเห็นได้ชัด
นางมิใช่คนโง่ย่อมรู้จุดประสงค์ของซ่งเต้าหมิงดี นางเคยพยายามเข้าหาฟ่านเฉิงตงแต่ฟ่านเฉิงตงกลับแสดงท่าทีเย็นชากับนางอย่างชัดเจน
การสืบสวนคดีนี้ ฟ่านเฉิงตงก็ไปปรึกษาหารือกับซ่งเต้าหมิงโดยตรง ทำให้นางในฐานะหัวหน้าหอแท้ ๆ กลับรู้สึกไร้ความสามารถ
สวี่หยางมองสีหน้าเศร้าหมองของจ้าวลี่เยี่ยนแล้วกล่าวต่อ “พวกเราทั้งหลายล้วนทำงานรับใช้เบื้องบน นอกจากจะทำให้ดีแล้ว ยังต้องเลือกผู้เป็นนายให้ดี หากคดีในครั้งนี้ ซ่งเต้าหมิงและฟ่านเฉิงตงเป็นผู้คลี่คลาย ตำแหน่งของเจ้าคงไม่มั่นคงนัก!!! ทว่าหากเป็นข้าที่คลี่คลายได้ทุกอย่างก็จะแตกต่าง”
“เจ้าได้โปรดอธิบายที”
จ้าวลี่เยี่ยนมองไปทางสวี่หยาง
“เจ้ายังคงเป็นผู้บัญชาการที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ ส่วนซ่งเต้าหมิงข้าจะช่วยเจ้าจัดการเอง”
จ้าวลี่เหยียนเข้าใจ สวี่หยางนั้นต้องการเกลี้ยกล่อมนาง
แน่นอนว่าสวี่หยางเองก็มีความคิดเช่นนั้น
มิเช่นนั้น เขาจะไม่ได้เบาะแสใด ๆ ทั้งสิ้น หากเป็นเช่นนั้นจะทำการสืบสวนต่อไปได้อย่างไร
ทว่าเขาก็ได้คิดไตร่ตรองไว้แล้ว
หากจ้าวลี่เยี่ยนไม่รู้จักสำนึก เขาก็จะจับคนของหอบังคับใช้กฎมาซักถามเบาะแสจากปากของพวกเขา รวมถึงที่ซ่อนคร่าว ๆ ของเฉินซาน
โชคดีที่จ้าวลี่เยี่ยนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“สหายเต๋าสวี่รอสักครู่ ข้าจะไปนำบันทึกของผู้แจ้งความเมื่อวานนี้มาให้”
กล่าวจบ จ้าวลี่เยี่ยนก็หันหลังเข้าไปในห้องทำงานของนาง และในไม่ช้า นางก็เดินออกมาพร้อมกับม้วนคดีเล่มหนึ่ง
สวี่หยางมองดู
“หมู่บ้านซื่อโหลวหรือ เมื่อวานนี้หลี่เถาหงลูกสาวของครอบครัวหลี่วั่งในหมู่บ้านซื่อโหลวหายตัวไปอย่างลึกลับ สถานที่ที่นางหายตัวไป มีรอยเลือดคงเหลืออยู่!! นอกจากนี้ ยังมีดอกไม้สีแดงที่ไม่สมบูรณ์ถูกทิ้งไว้อีกด้วย”
สวี่หยางอ่านเนื้อหาในม้วนคดีแล้วก็คิ้วขมวด
“มีดอกไม้สีแดงที่ไม่สมบูรณ์หลงเหลืออยู่ เบาะแสที่สำคัญเช่นนี้ ซ่งเต้าหมิงกลับบอกว่าไม่มีอะไรสำคัญ ช่างกล้าหาญยิ่งนัก!!”
สวี่หยางเอ่ยเสียงเย็น ก่อนจะโยนม้วนคดีทิ้งไป
“ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านซื่อโหลว”
หลังจากพูดเช่นนั้น สวี่หยางก็หันหน้ามองไปทางจ้าวลี่เยี่ยน “หัวหน้าจ้าว เจ้าเต็มใจจะติดตามข้าไปหรือไม่?”
จ้าวลี่เยี่ยนกัดฟัน “เต็มใจ ข้าจะนำทางให้”
นางได้ตัดสินใจแล้วว่า เมื่อมายืนข้างสวี่หยางเช่นนี้ก็ต้องติดตามเขาไปจนถึงที่สุด
“ดีมาก” สวี่หยางแสดงรอยยิ้ม “ผู้ที่รู้จักสถานการณ์ย่อมเป็นผู้เฉลียวฉลาด เจ้าวางใจได้ เมื่อเรื่องนี้เสร็จสิ้น ข้าจะกล่าวชมเชยเจ้าต่อหน้าเซียนเหอเป็นแน่”
จ้าวลี่เยี่ยนพยักหน้าด้วยความยินดี “เช่นนั้น ข้าคงต้องรบกวนสหายเต๋าสวี่แล้ว”
จากนั้น จ้าวลี่เยี่ยนก็จัดเตรียมคนบางส่วนอย่างรวดเร็ว นางและสวี่หยางก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซื่อโหลวด้วยกันในทันที
…………
ในเวลาเดียวกัน
ภายในห้องของโรงเตี๊ยมชั้นดีห้องหนึ่ง
เตียงไม้สะเทือน
ชายหญิงสองคนต่างเปลือยกายพัวพันกันอยู่
หากสวี่หยางอยู่ที่นี่ เขาจะจำได้อย่างแน่นอน
คนพวกนี้คือฟ่านเฉิงตงกับฟ่านเหม่ยเหม่ย
ฟ่านเฉิงตงกับฟ่านเหม่ยเหม่ยถึงจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่พวกเขาก็แอบมีความสัมพันธ์กันมานานแล้ว
สำหรับฟ่านเฉิงตงแล้ว ฟ่านเหม่ยเหม่ยก็ถือว่าหน้าตาดีและถูกใจ
ส่วนฟ่านเหม่ยเหม่ยมองว่าฟ่านเฉิงตงเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่ทำให้นางสามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนใหญ่นางได้พึ่งพาฟ่านเฉิงตงอยู่ไม่น้อย
และค่าตอบแทนจากการที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นก็คือร่างกายของนางนั่นเอง
ฟ่านเฉิงตงจึงค่อย ๆ ถอยออกมา หลังจากที่ฟ่านเหม่ยเหม่ยกระตุกไปถึงสิบสองครั้ง
ในเวลานี้ ฟ่านเฉิงตงก็ได้รับการติดต่อจากซ่งเต้าหมิง
ร่างของฟ่านเฉิงตงก็กระโจนขึ้นมาทันทีและขมวดคิ้ว “สวี่หยางมาแล้วงั้นหรือ”
“อะไรนะ เขามาแล้วหรือ?” ฟ่านเหม่ยเหม่ยลุกขึ้นมาด้วยความสงสัย ลูกพี่ลูกน้องของนางลุกไปยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ นางเองก็ไม่ทันสังเกต
“สวี่หยางเป็นคนของเหอซีเซวี่ยจริง ๆ ด้วย แถมยังเป็นคนโปรดของเหอซีเซวี่ยอีก!”
“เขาแค่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย จะไปสู้ลูกพี่ลูกน้องของข้าได้อย่างไร” ฟ่านเหม่ยเหม่ยหัวเราะเบา ๆ แล้วก็หยิบเสื้อผ้ามาสวม
“อย่าประมาทเขาเด็ดขาด อย่าลืมว่าเขาเป็นคนค้นพบเรือที่มียารวมจินตานอยู่และมอบให้กับเหอซีเซวี่ย ข้าเคยได้ยินจากโจวเจินเหริน บอกว่านั่นหมายถึง ปราณแห่งโชคชะตา สิ่งนี้บ่งบอกว่าเขาอาจเป็นคนที่มีโชคที่ดีก็ได้”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งเชื่อเรื่องปราณแห่งโชคชะตา
ฟ่านเฉิงตงแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว “อย่าช้าอยู่เลย ไปที่หมู่บ้านซื่อโหลวกันเถอะ ดีไม่ดีเราอาจจะหาเฉินซานเจอและจับตัวเขาได้ก่อนก็ได้”
“ถูกต้อง! แต่ว่าท่านพี่ รู้ได้อย่างไรว่าเฉินซานอาจซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านซื่อโหลว? ท่านมิได้ส่งข่าวถึงจ้าวลี่เยี่ยนหรือ? บอกให้นางอย่าช่วยคนที่เซียนเหอส่งมา”
“เมื่อก่อนจ้าวลี่เยี่ยนก็รับปากดี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางเปลี่ยนใจแล้ว”
“หญิงผู้นี้ช่างทำอะไรไม่เข้าเรื่อง ทำแต่เรื่องเสีย ๆ ทั้งนั้น!” ฟ่านเหม่ยเหม่ยโกรธจนปั่นป่วน
“ไปกันเถอะ!”
…………
สายลมจากทะเลพัดเข้ามา แสงแดดสดใส
ทั้งสามเดินอยู่บนถนนสายเล็กในชนบท สวี่หยางเหลือบมองไปยังทุ่งนาที่เต็มไปด้วยข้าววิญญาณนานาพันธุ์
สวี่หยางจับมือหลินไห่ถังเดินตามหลังจ้าวลี่เยี่ยนและคุยกับนางไปด้วย
จากปากของจ้าวลี่เยี่ยน เขาได้ทราบรายละเอียดปลีกย่อยของคดีนี้มากมาย
เพราะเฉินซานฆ่าหญิงสาวไปมากมาย ทำให้หญิงสาวหลายคนต่างหวาดกลัว โดยเฉพาะเหล่าผู้บำเพ็ญหญิงผู้ปลูกพืชวิญญาณ เมื่อพบศพล้วนอยู่ในสภาพที่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย และตายอยู่ในทุ่งวิญญาณ
ส่งผลโดยตรงให้ผลผลิตของทุ่งวิญญาณลดลงอย่างมากในช่วงนี้
ผลกระทบรุนแรงทีเดียว!!
“เฉินซานคนนี้ช่างกล้าหาญนัก ฆ่าคนไปแล้วมากมายแต่กลับไม่รู้จักเปลี่ยนสถานที่ก่อเหตุ”
สวี่หยางคิดในใจ
เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวลี่เยี่ยน จิตเทวะของสวี่หยางก็ค่อย ๆ แผ่ขยายออกไป
ผู้ปลูกพืชวิญญาณที่ทำงานหนักในทุ่งนา ครอบครัวที่สนุกสนานในบ้านหลังเล็ก ๆ นั้น ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเขา
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีลมปราณของเฉินซานเลย
สวี่หยางคาดเดาว่า
เฉินซานสามารถหลบเลี่ยงการติดตามได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ น่าจะมีวิธีบางอย่างในการรับรู้การเคลื่อนไหวของหอบังคับใช้กฎ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้
สวี่หยางหันกลับไปมองจ้าวลี่เหยี่ยนและลูกน้องอีกหลายสิบคนข้างหลังนาง
“กองกำลังเช่นนี้ แน่นอนว่าค้นพบได้ง่าย ข้าคิดผิดตั้งแต่แรกแล้ว ควรพาเฉพาะจ้าวลี่เยี่ยนไปปฏิบัติการ”
สวี่หยางพึมพำ
เขาเล่าการคาดเดาของตนให้จ้าวลี่เยี่ยนฟัง
จ้าวลี่เยี่ยนเสนอว่า “เช่นนั้นข้าจะให้พวกเขาออกไปเดี๋ยวนี้?”
“ไม่มีประโยชน์แล้ว เฉินซานคงรู้แล้วว่าพวกเรามา หากจะอยู่ที่นี่เพื่อหาคนก็คงหาไม่เจอแล้ว เอาอย่างนี้เถอะ เจ้าให้พวกเขาอยู่ที่นี่ แสร้งว่ากำลังหาคน! ส่วนพวกเราไปหาที่อื่นดู”
สวี่หยางเพิ่งพบจากในแผนที่ว่าบริเวณใกล้เคียงนี้มีป่าทึบแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีแม่น้ำหลายสายที่ไหลเชื่อมกัน
เขาคิดว่า ขณะนี้พื้นที่นี้มีผู้คนเฝ้าระวังอยู่มากมาย หากเฉินซานยังสามารถเดินไปมาได้ เป็นไปได้สูงที่เขาจะใช้เส้นทางน้ำ
นึกถึงตอนที่เฉินซานเคยประสบภัยกลางทะเล แต่สุดท้ายกลับฟื้นฟูบาดแผลจนหายดีแล้วเดินทางกลับมาแสดงว่าเขาต้องเชี่ยวชาญในเรื่องว่ายน้ำ ซึ่งสามารถอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานานแน่
คงเป็นเช่นนี้
สวี่หยางนำจ้าวลี่เยี่ยนและหลินไห่ถังเดินตรงไปที่ป่าทึบแห่งนั้น
ว่าไปแล้ว ผืนป่าทึบแห่งนั้นก็กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลซ่งซึ่งเรียกกันว่าผืนป่าตระกูลซ่ง
เมื่อพวกเขาจากไป ทั้งสามก็อยู่ในสายตาของผู้คนในหอบังคับใช้กฎ
คนผู้นั้นหยิบยันต์ส่งข่าว
เสี้ยววินาทีถัดมา
ด้านซ่งเต้าหมิงได้รับการสื่อสาร
ซ่งเต้าหมิงที่มาถึงหมู่บ้านซื่อโหลวอยู่ก่อนแล้วได้รับยันต์ส่งข่าว
เมื่อได้ยินข้อมูลภายใน ใจของซ่งเต้าหมิงก็ก่อตัวเป็นคำถามขึ้นมาทันทีว่า “แปลกจริง ทำไมถึงพรวดพราดไปยังป่าตระกูลซ่งของข้า หรือว่าเฉินซานจะสติไม่ดี ถึงได้ไปซ่อนตัวที่นั่นกัน?”
พื้นที่ด้านในป่าทึบแห่งนั้นมีสัตว์อสูร ระดับสอง
ซึ่งนั่นก็เทียบเท่ากับสัตว์อสูรที่พลังปราณอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน
เฉินซานที่หลบซ่อนตัวที่นั่นกับสัตว์อสูรที่มีประสาทการรับรู้ทางกลิ่นที่ไว มันสามารถที่จะสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายและอาจจะถูกโจมตีได้ทันที
ถึงแม้ตอนนี้ พลังปราณของเฉินซานจะอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน แต่การต่อสู้ก็จะก่อให้เกิดความวุ่นวายที่สามารถทำให้คนอื่นรู้ได้อย่างง่ายดาย
และอีกอย่างในพื้นที่ป่าทึบแห่งนั้น ตระกูลของเขาก็ยังมีคนออกลาดตระเวนอยู่เป็นประจำ การที่เฉินซานหลบซ่อนตัวที่นั่นก็เหมือนกับการเดินไปติดกับดักด้วยตนเองนั่นแหละ
เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากเช่นนี้ เขาจึงไม่สงสัยเลยว่าเฉินซานอาจซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้เขาตัดสินใจที่จะไปตรวจสอบที่นั่นเช่นกัน
“สวี่หยางและจ้าวลี่เยี่ยนมาที่นี่โดยไม่ได้วางแผน อาจเป็นเพราะพวกเขาค้นพบเบาะแสบางอย่างก็ได้”
จากนั้นเขาก็ส่งข่าวถึงฟ่านเฉิงตงในทันที
ฟ่านเฉิงตงตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว แสดงความจำนงที่จะไปยังป่าตระกูลซ่ง
ในป่าทึบ เมื่อสวี่หยาง จ้าวลี่เยี่ยนและหลินไห่ถังมาถึง ก็ได้พบเห็นสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งกำลังหากินอยู่ที่นั่น
จ้าวลี่เยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเตือนอย่างหวังดี “ป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรระดับสองอาศัยอยู่ เฉินซานไม่น่าจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้ และพวกเราก็อาจจะถูกขัดขวางจากตระกูลซ่งเมื่อเราเข้าไปสืบสวนที่นี่ เพราะว่าที่นี่เป็นอาณาเขตของตระกูลซ่ง”
สวี่หยางไม่พูดอะไร แต่กลับใช้จิตเทวะสำรวจภายในป่า
ในไม่ช้า
เขาก็ค้นพบเบาะแสในที่สุด
“เฉินซานน่าจะใช้หนทางใดหนทางหนึ่งในการซ่อนปราณของตัวเอง ทำให้สัตว์อสูรไม่สามารถค้นพบเขา ข้าสังเกตเห็นแล้ว เจ้าหมอนี่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่”
สวี่หยางสังเกตเห็นเพิ่มเติม
รอบ ๆ เฉินซาน มีกลิ่นอายของหญิงสาวที่อ่อนมาก ซึ่งน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญหญิงที่เขาจับตัวมา
“เจ้าพบเขาแล้วหรือ?”
“ตามข้ามา”
สวี่หยางรีบเข้าไปในป่า
แต่เดิมพลังปราณของฮวาโหย่วเชวี่ยก็เพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเท่านั้น
แต่เพื่อความรอบคอบ สวี่หยางก็ยังคงให้จ้าวลี่เยี่ยนติดตามไปด้วย เพราะจ้าวลี่เยี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานย่อมปลอดภัยกว่า