ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 271 แก่นวิญญาณทั้งเก้า
บทที่ 271 แก่นวิญญาณทั้งเก้า
หุ่นเชิดมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังคงเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด
ในไม่ช้า จ้าวลี่เยี่ยนก็ตบมือจากกลางอากาศ ลมปราณก็ไหลเข้าใส่หุ่นเชิด เมื่อเป็นเช่นนั้นลมปราณอันแข็งแกร่งของหุ่นเชิดก็ถูกขัดขวางเอาไว้
ขณะที่คนและหุ่นกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เขาไม่คาดคิดว่าเฉินซานจะหันหลังวิ่งหนีไปเฉย ๆ
“เฉินซานเจ้าคนชั่ว ฆ่าหญิงสาวผู้ไร้เดียงสา กล้าทำก็ต้องกล้ารับ เจ้าโวยวายเรื่องอับโชคของตัวเอง แต่กลับไม่ยอมรับความจริงว่าเจ้าเป็นคนชั่วงั้นรึ”
สวี่หยางฮึดฮัดออกมา จากนั้นก็ปล่อยสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม ตราประทับสวรรค์ออกมากดขี่เฉินซานจากกลางอากาศ
สีหน้าเฉินซานเปลี่ยนไป “สมบัติระดับสาม! ไม่นะ…”
เมื่อตราประทับสวรรค์พุ่งชนร่าง เฉินซานก็กระอักเลือดออกมา
ส่วนอีกด้านหนึ่ง
หุ่นเชิดของเขาถูกจ้าวลี่เยี่ยนใช้ศัสตราวิเศษทุบขาและแขนจนแหลก ปราณวิญญาณก็ลดลง
เมื่อขาดการควบคุมของเฉินซาน จ้าวลี่เยี่ยนก็รีบคว้าหุ่นเชิด จากนั้นก็เก็บเข้าไปในถุงเก็บของของนาง
เมื่อมาถึงตัวเฉินซาน
“เจ้า…เจ้า…”
เฉินซานกระอักเลือดออกมา พร้อมกับนึกถึงชีวิตอันน่าเศร้าของตน
“รังแกเด็ก……”
เขาค่อย ๆ ทิ้งมือลง
“คนชั่วผู้นี้จักต้องรับโทษทัณฑ์”
เจ้าลี่เยี่ยนกล่าวด้วยใบหน้าเย็นชา
“ตายเช่นนี้ ช่างเหมาะกับมันเสียเหลือเกิน” สวี่หยางส่ายหน้า
หลินไห่ถังริบถุงเก็บของของเฉินซาน
สำหรับเรื่องนี้ จ้าวลี่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ไม่กล่าวอะไร
เมื่อพิจารณาโดยถ่องแท้ เฉินซานเป็นผู้ที่สวี่หยางพบ
ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางครั้งนี้ของนางก็มิได้ไร้ซึ่งผลตอบแทน
หุ่นเชิดระดับสามที่เพิ่งผ่านมานั้นดูเก่าทรุดโทรมเต็มที แต่แท้จริงแล้วสามารถซ่อมแซมได้
เพียงแค่ต้องใช้หินวิญญาณจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าคุ้มค่า
เก็บร่างของเฉินซานแล้ว สวี่หยางก็พบหยกสีเขียวขนาดเท่าเล็บมือที่ลำคอของเฉินซาน
“นี่คือหยกทานธารา เมื่อสวมใส่หยกชิ้นนี้แล้วจะสามารถหลีกเลี่ยงน้ำได้ หายใจในน้ำได้ และยังช่วยเพิ่มความเร็วในการว่ายน้ำได้อีกด้วย สะดวกนัก! สิ่งนี้มีระดับไม่สูง แต่หายากมาก”
แววตาของจ้าวลี่เยี่ยนเป็นประกาย นางย่อตัวลงและกล่าวต่อ “ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าสวี่ด้วยที่ได้ของวิเศษเช่นนี้”
สวี่หยางชื่นชอบสิ่งนี้มิใช่น้อย
เมื่อพิจารณาว่าหลังจากนี้จะต้องออกตามหาไข่มุกวารี การมีหยกทานธารานี้ติดตัวอาจทำให้สะดวกขึ้นอีกมาก
ถัดไป
พวกเขากลับไปยังที่ซ่อนเดิมของเฉินซาน
ก่อนหน้านี้เขาใช้จิตเทวะสำรวจและรู้สึกได้ว่ามีค่ายกลที่กั้นจิตเทวะจากผู้อื่นอยู่ที่นั่น
นั่นเพราะจิตเทวะของเขาก้าวถึงร่างวิญญาณแล้ว จึงไม่สนใจค่ายกลเหล่านั้น
เมื่อจะเข้าไปในถ้ำใต้น้ำ สวี่หยางที่มีหยกทานธาราเขาก็ให้หลินไห่ถังจับมือเขาไว้ น้ำรอบ ๆ ตัวพวกเขาก็ค่อย ๆ แยกจากกันโดยอัตโนมัติ
ส่วนจ้าวลี่เยี่ยนก็ใช้พลังยุทธ์กั้นน้ำ
ข้อเสียของวิชายุทธ์นี้คือ พลังยุทธ์จะลดลงเรื่อย ๆ หากใช้เวลานานก็จะไม่ไหว
ทันใดนั้นสวี่หยางก็เบิกตากว้าง เขาจ้องไปที่ผนังถ้ำอย่างตกใจ!
เขารู้แล้วว่าทำไมเฉินซานถึงเลือกซ่อนตัวที่นี่
นอกจากที่นี่จะซ่อนตัวได้ดีแล้ว สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือปราณวิญญาณที่นี่เข้มข้นมาก
อย่างน้อยก็ถึงเส้นชีพจรวิญญาณระดับสี่ ไม่สิอาจจะระดับห้า…
นั่นหมายความว่าอย่างไร?
แม้แต่เมืองเซียนชิงหนิวก็ยังไม่มีเส้นชีพจรวิญญาณที่ดีขนาดเช่นนี้
“ต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่าง ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดปราณวิญญาณที่ดีเช่นนี้ได้”
ถ้ำแห่งนี้ลึกมาก ยิ่งเข้าไปปราณวิญญาณก็ยิ่งเข้มข้น
บนพื้นยังมีสตรีคนหนึ่งนอนสลบ ร่างกายไม่ไหวติง
ในไม่ช้าก็ค้นพบสิ่งหนึ่ง
บนผนังถ้ำ กลับมีปราณวิญญาณบริสุทธิ์แขวนอยู่หลายเส้น โบกสะบัดไปมา
สิ่งนี้ดูเหมือนแส้ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แส้ ทว่าเป็นปราณวิญญาณที่เต็มเปี่ยมด้วยสมบัติอันล้ำค่า
หลินไห่ถังกล่าวอย่างหนักแน่น “หินวิญญาณ!! เป็นหินวิญญาณจริง ๆ”
นางจำมันได้แล้ว
จ้าวลี่เยี่ยนเองก็ร่างกายสั่นระริก กล่าวอย่างไม่น่าเชื่อ “ที่นี่มีหินวิญญาณได้อย่างไร เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?”
สวี่หยางก็ตกใจเป็นอย่างมาก
แก่นวิญญาณ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเส้นชีพจรของเหมืองแร่วิญญาณ
เหมืองแร่วิญญาณขนาดเล็กอาจจะผลิตหินวิญญาณได้เพียงสามเส้น
แต่ที่นี่กลับมีหินวิญญาณเก้าเส้น
คำนวณแล้วอย่างน้อยก็ต้องเป็นเส้นชีพจรเหมืองแร่วิญญาณขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่
หินวิญญาณคือเงินที่ใช้กันทั่วไปในโลกเซียน แม้แต่ร่างวิญญาณของผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ทรงพลังก็ยังต้องใช้หินวิญญาณซื้อของ
หากปราศจากหินวิญญาณ แม้แต่ก้าวเดียวก็ยากที่จะก้าวต่อไปได้
เมื่อใดก็ตามที่มีผู้ใดค้นพบหลอดเลือดเหมืองแร่วิญญาณ คนผู้นั้นต้องเผชิญกับสายลมแห่งการต่อสู้และสายฝนแห่งโลหิตอย่างแน่นอน
เหมืองแร่วิญญาณเป็นเพียงข้อดีอย่างหนึ่ง
แต่ส่วนแก่นวิญญาณนั้นสามารถยกระดับพลังปราณของเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ได้อย่างรอบด้าน
มีค่าดั่งทองคำ
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานหรือร่างวิญญาณก็ยังปรารถนา
ในยามนี้
สวี่หยางและหลินไห่ถังมองไปที่จ้าวลี่เยี่ยนในเวลาเดียวกัน
ทั้งสองแอบหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้ว
ตอนนี้สวี่หยางกำลังคิดว่าจะปิดปากจ้าวลี่เยี่ยนหรือไม่
แก่นวิญญาณและเหมืองแร่วิญญาณแห่งนี้ ห้ามให้ใครล่วงรู้เด็ดขาด
เมื่อรับรู้ได้ถึงการกระทำที่ลับลมคมในของสวี่หยาง และหลินไห่ถัง หัวใจของจ้าวลี่เยี่ยนก็ตื่นตระหนก รีบเอ่ยขึ้นว่า
“สหายเต๋าสวี่ ข้าได้ยืนอยู่ข้างเจ้าโดยสิ้นเชิงแล้ว เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่กล่าวอะไรออกไปโดยเด็ดขาด กลับกัน ข้าจะช่วยพวกเจ้าปกปิด จนกว่าเซียนเหอจะมาถึง!! อีกอย่าง ตอนนี้หากเจ้าลงมือกับข้า ที่นี่จะต้องมีความผันผวนของพลังงานอันมหาศาล ซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นเข้ามา สิ่งนี้ไม่มีผลดีต่อเจ้าอย่างแน่นอน”
พูดตามตรง
ขณะนี้ แม้แต่จ้าวลี่เยี่ยนเองก็รู้สึกพิกล
ทั้งที่ตนเองเป็นยอดฝีมือขอบเขตเจี่ยตาน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสวี่หยาง นางกลับรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาเฉย ๆ
ความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
สวี่หยางยิ้มและกล่าวว่า “อย่าตื่นตระหนก หัวหน้าจ้าวเพิ่งช่วยข้าจัดการเฉินซาน เราเป็นมิตรกันแล้ว จะสงสัยว่าเจ้าจะทรยศได้อย่างไร”
พูดจบ สวี่หยางก็กล่าวต่อว่า “ในที่นี้ มีแก่นวิญญาณเก้าเส้น ข้าสัญญาว่า ตราบใดที่หัวหน้าจ้าวเก็บรักษาความลับนี้ไว้ได้ ข้าจะแบ่งเส้นหนึ่งให้เจ้า”
จ้าวลี่เยี่ยนตกใจ “จริง…จริงหรือ?”
“แน่นอน!”
กล่าวจบ สวี่หยางก็นำเส้นวิญญาณเส้นหนึ่งส่งให้จ้าวลี่เยี่ยน
จ้าวลี่เยี่ยนมองเส้นวิญญาณที่อยู่ตรงหน้า กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าขอสาบานว่า จะไม่มีวันทรยศสหายเต๋าสวี่และเซียนเหอเป็นอันขาด!! หากข้าทรยศ ขอให้ฟ้าผ่าใส่ข้า”
“ดี เจ้าจงเก็บไว้เถิด หัวหน้าจ้าว ถึงแม้เจ้าจะเป็นเพียงขอบเขตเจี่ยตาน แต่การกินเส้นวิญญาณนั้นสามารถเพิ่มพลังปราณของเจ้าได้ ซึ่งจะทำให้พลังปราณของเจ้าก้าวสู่ขอบเขตเจินตานได้”
“ถึงแม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเจ้าเป็นเพียงขอบเขตเจี่ยตาน แต่พลังปราณที่พัฒนาขึ้นนั้นกลับเหมือนกัน เมื่อใดที่เจ้ามีพลังปราณในขอบเขตเจินตาน เจ้าก็สามารถใช้มันเพื่อแสวงหาเม็ดยาเพิ่มอายุขัยได้ อนาคตของเจ้านั้นไม่มีขีดจำกัด”
จ้าวลี่เยี่ยนรับเส้นวิญญาณมาด้วยความตื่นเต้น อดที่จะพยักหน้าไม่ได้ “ขอบคุณสหายเต๋าสวี่ ข้าสัญญาว่าจะเก็บรักษาความลับอย่างแน่นอน”
เมื่อได้รับผลประโยชน์ จ้าวลี่เยี่ยนก็ไม่มีความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากนางทรยศ นางคงไม่สามารถหากำไรจากทั้งสองฝ่ายได้
และซ่งเต้าหมิงก็ได้รับการสนับสนุนจากฟ่านเฉิงตงแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นหากสวี่หยางพ่ายแพ้ นางก็ยังจะถูกไล่ออกไปอยู่ดี
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ไฉนไม่มาอยู่ข้างสวี่หยาง ที่จะได้รักษาตำแหน่งไว้ และได้เส้นวิญญาณอีก นางจะปฏิเสธไปทำไมกันเล่า
“ดีแล้ว หัวหน้าจ้าว ตอนนี้ข้าต้องการให้เจ้าคอยอยู่ที่ด้านนอกเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ที่นี่”
สวี่หยางสั่ง
“ดี ข้าออกไปข้างนอกก่อน”
จ้าวลี่เยี่ยนตื่นเต้นเมื่อได้ยิน
“สามีเจ้าไว้ใจหญิงผู้นี้หรือ” หลินไห่ถังถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่เป็นไร ข้าคอยสังเกตอยู่ตลอด หากนางคิดทรยศซะตอนนี้ พวกเราแค่ถอยทัพไปก่อน จะได้ไม่เสียหายอะไร”
สวี่หยางพูดอย่างสบาย ๆ จากนั้นก็มองแก่นวิญญาณตรงหน้าด้วยความละโมบ
“ไห่ถัง เราได้สมบัติแล้ว”
“แต่ว่า แก่นวิญญาณเยอะขนาดนี้ เฉินซานทำไมไม่สนใจล่ะ?”
สวี่หยางคาดเดา “มีแค่ความเป็นไปได้หนึ่ง นั่นคือที่นี่เดิมทีมีแก่นวิญญาณมากกว่านี้ แต่เฉินซานนำไปใช้แล้ว! ไม่งั้นคงไม่สามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วขนาดนี้”
สวี่หยางนึกถึงอดีตของเฉินซาน
ครั้งนั้น พลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าพิศวง แล้วย้อนกลับไปดูตอนนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะเขาค้นพบที่นี่
ส่วนวิธีค้นพบ น่าจะเกี่ยวข้องกับหนูขาวตัวนั้น
หลังจากนั้น ที่นี่ก็กลายเป็นรากฐานของเขา
“เพราะเขาไม่กลัวว่าคนจะค้นพบที่นี่ จึงปล่อยให้แก่นวิญญาณอยู่ในที่แจ้ง วิธีนี้จะทำให้ที่นี่มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสี่ขึ้นไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการฝึกของเขา”
สวี่หยางคาดเดาแล้วหัวเราะ “แต่ก็โชคดีของเรา”
หลินไห่ถังหัวเราะขึ้น “เก็บมันเถอะ”
“อื้ม!”
สวี่หยางเดินไปทางเส้นแก่นวิญญาณที่อยู่ใกล้ที่สุด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหมืองแร่วิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุด
ปกติเหมืองแร่วิญญาณอาจมีเส้นวิญญาณเพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น จึงนับว่ามีค่ามากเพียงใด
เพียงสูดกลิ่นเข้าไปสวี่หยางก็หัวใจสั่นระรัว!
“ตูม!”
พลังวิญญาณอันมหาศาลไหลเข้ามาทางรูขุมขน พลังวิญญาณภายในร่างขยายตัวอย่างรวดเร็ว
“สุดยอดเลย แค่สูดกลิ่นก็ได้ผลขนาดนี้ ถ้าได้กลืนกินโดยตรง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หลินไห่ถังพูดด้วยความตื่นเต้น
สวี่หยางหัวเราะ “หากเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าคงจะก้าวหน้าไปมาก คงจะเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับกลางได้ในเร็ว ๆ นี้”
หลินไห่ถังแปลกใจ “ข้ากับหวั่นชิงก็กินได้ด้วยหรือ”
“แน่สิ!” สวี่หยางหัวเราะในลำคอ ลูบหัวหลินไห่ถังที่ทำหน้างุนงงพลางหัวเราะ “ที่นี่ยังมีแก่นวิญญาณอีกแปดเส้น ข้าจะเก็บไว้ห้าเส้น เราคนละเส้นส่วนอีกสามเส้นก็ให้เซียนเหอ”
“แบบนี้ได้ด้วยหรือ” หลินไห่ถังแปลกใจ ในความคิดของนาง แค่ได้เก็บแก่นวิญญาณไว้หนึ่งเส้นก็ถือว่าดีมากแล้ว
แต่สวี่หยางกลับกล้าได้กล้าเสีย
นางสงสัย “เจ้าจะโกหกเซียนเหอหรือ?”
“อืม…ไม่หรอก พูดความจริงไปเลย ในเมื่อแก่นวิญญาณนี้พวกเราเป็นคนค้นพบ จะเก็บไว้เยอะหน่อยก็ไม่ได้มีอะไรผิด”
สวี่หยางหัวเราะพลางส่ายหน้า
หลินไห่ถัง บัดนี้มีความรู้สึกว่าเวลาสวี่หยางเผชิญหน้ากับเซียนเหอ เขาดูผ่อนคลายนัก นางจึงคาดเดาว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองอาจจะดีมาก
“หรือว่าจริงอย่างที่เซียนเหอว่า นางซาบซึ้งสวี่หยางที่มีพระคุณกับนาง?”
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้นสวี่หยางก็เก็บแก่นวิญญาณทีละเส้น
หลังจากใส่แก่นวิญญาณลงในถุงเก็บของแล้ว จากนั้นก็เก็บถุงเก็บของลงในขวดกลืนฟ้า สวี่หยางก็รู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก
มองดูรอบ ๆ อีกที ไม่มีอะไรตกหล่นแล้ว สวี่หยางจึงออกไปพร้อมกับหลินไห่ถัง
ส่วนเวลานั้น
จ้าวลี่เยี่ยนได้ประคองหญิงสาวที่หมดสติออกไปแล้ว
สวี่หยางพลิกถุงเก็บของของเฉินซาน เฉินซานผู้นี้ช่างเป็นคนเด็ดขาดนัก บางทีเขาอาจจะรู้ตัวว่าจะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของสวี่หยาง จึงได้ทำลายหนังสือและยาบางส่วนในถุงเก็บของล่วงหน้า
เหลือไว้เพียงหินวิญญาณ อาวุธวิเศษ และป้ายควบคุมสัตว์อสูร
“หินวิญญาณ มีมากกว่าสามพันก้อน”
สวี่หยางมิได้ใส่ใจสิ่งนี้มากนัก แล้วหยิบป้ายควบคุมสัตว์อสูรขึ้นมา
นี่คือป้ายควบคุมสัตว์อสูรของหนูขาวตัวนั้น
หลังจากที่มันถูกเชือกเซียนมัดแล้ว หลินไห่ถังก็ใส่มันไว้ในถุงสัตว์เลี้ยงของนาง
สวี่หยางใช้จิตวิญญาณอันแกร่งกล้า ลบกลิ่นอายของเฉินซานออกจากป้ายควบคุมสัตว์อสูร แล้วใส่กลิ่นอายของตนเองเข้าไป
ไม่นานนัก สวี่หยางก็สื่อสารกับหนูขาวสำเร็จ
“จี๊ด จี๊ด…”
หนูขาวร้องออกมาอย่างสับสน
“จี๊ด จี๊ด…”
ด้านนอกหนูสุ่ยหลิงตะโกนเรียก
หนูจิ๋วสองตัวสนทนากันอย่างครึกครื้น
สวี่หยางได้รู้จากปากหนูขาวว่ามันชื่อเสี่ยวป๋าย มันถูกเฉินซานจับได้ที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง
หลังจากนั้นเฉินซานก็ใช้ป้ายควบคุมสัตว์อสูรควบคุมมัน ให้มันออกตามหาโอสถวิญญาณ ควบคุมหนูตนอื่น ๆ ใช้ชีวิตเป็นหนูรับใช้
เมื่อควบคุมได้แล้ว หลินไห่ถังจึงถอดเชือกเซียนที่มัดตัวเสี่ยวป๋ายออก แล้วคืนให้กับจ้าวลี่เยี่ยน
“จี๊ด จี๊ด…”
ทันใดนั้น หนูสุ่ยหลิงก็วิ่งออกไปหาเสี่ยวป๋าย ดูเหมือนว่ามันจะอยากจะตีสนิท
ไม่น่าเชื่อว่าเสี่ยวป๋ายจะยกขาหน้าขึ้นข่วนจนหนูสุ่ยหลิงปลิวไป
“อ้าว…ดูเหมือนว่าจะจีบไม่ติด”
สวี่หยางยิ้มกระตุกมุมปาก
เขาเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้
หนูขาวไปถึงขั้นต่ำระดับสองแล้ว
หนูสุ่ยหลิงยังอยู่แค่ขั้นสูงระดับหนึ่งเท่านั้น พลังปราณต่ำกว่าจึงไม่แปลกที่จะจีบไม่ติด
ในหมู่สัตว์อสูร พวกมันให้ความสำคัญกับพลังปราณมากกว่า จึงไม่ค่อยเห็นสัตว์อสูรเพศผู้ที่มีพลังปราณต่ำจีบสัตว์อสูรเพศเมียที่มีพลังปราณสูงสำเร็จ