ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 273 ห้าวันห้าคืน
บทที่ 273 ห้าวันห้าคืน
ฟ่านเหม่ยเหม่ยกับซ่งเต้าหมิง แทบจะหันหลังวิ่งหนีในเวลาเดียวกัน
“คิดว่าจะหนีพ้นหรือ หัวหน้าจ้าว ข้าฝากเจ้าจัดการซ่งเต้าหมิงด้วย” สวี่หยางพูดเสียงเรียบ “อืม~ จับข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับเฉินซาน”
“รับทราบ!”
โดยที่ไม่รู้ จ้าวลี่เยี่ยนที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน นางได้ยอมรับสวี่หยางเป็นเจ้านายที่แท้จริงไปเสียแล้ว
ซ่งเต้าหมิงต้านการโจมตีของจ้าวลี่เหยียนไม่ไหว
ไม่นานก็ถูกจับ ซ่งเต้าหมิงร้องโอดครวญด้วยความตกใจว่า “ตระกูลซ่งของพวกข้ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานถึงสามคน ปล่อยพวกข้าเถอะ ข้าจะยอม…”
“ปัง!”
จ้าวลี่เยี่ยนลงมืออย่างรวดเร็ว แส้ในมือพุ่งตรงมายังลำคอของซ่งเต้าหมิงราวกับหอก เขาไม่สามารถแม้แต่จะส่งเสียงใด ๆ ได้อีกแล้ว
สวี่หยางกับหลินไห่ถังขวางทางฟ่านเหม่ยเหม่ย
ฟ่านเหม่ยเหม่ยที่ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้วจึงหนีไม่พ้น
สวี่หยางยกมือขึ้นฟาดไปที่หน้าผากนาง
ในพริบตาฟ่านเหม่ยเหม่ยรู้สึกเหมือนมีสิ่งใดบางอย่างเข้ามาในภวังค์จิต ใบหน้าของนางเผยอาการงุนงง ภายในภวังค์จิตนางได้ยินเสียงของสวี่หยางดังขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
“หากคิดจะขัดขืนอีก ข้าจะทำให้เจ้าเสียสติไปเสียเลย”
“ข้า…จะไม่ขัดขืนแล้ว ปล่อยข้าไปเถอะ”
ขณะที่มองสวี่หยาง เสียงของฟ่านเหม่ยเหม่ยก็อดไม่ได้ที่จะสั่นเทาด้วยความตื่นกลัว
นางมิอาจล่วงรู้ว่าสวี่หยางใช้วิธีใด แต่ก็รู้ดีว่าตนเองถูกควบคุมเอาไว้แล้ว
หากมีความคิดจะขัดขืน สวี่หยางก็จะสามารถปลดปล่อยข้อจำกัดที่อยู่ในภวังค์จิตของนางได้ และทำให้นางตายลงในทันที
ที่สวี่หยางเพิ่งใช้ไปนั้นแน่นอนว่าคือยันต์พันธนาการที่ได้มาก่อนหน้านี้จากโจรสลัด
ก่อนหน้านี้เขาได้ควบคุมคนผู้หนึ่งนามว่าอวี๋ลี่ ขณะนี้คนผู้นี้ได้ติดตามหลิวเป้าไปยังสำนักไท่อี้แล้ว
คนผู้นี้จะคอยเป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของหลิวเป้าอยู่ทุกฝีก้าว
บัดนี้เขาตั้งใจที่จะควบคุมฟ่านเหม่ยเหม่ยด้วยเช่นกัน
หญิงผู้นี้คือลูกน้องของโจวป๋อซู่ ที่จะทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ของโจวป๋อซู่ได้มากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันนั้น ก็สามารถนำนางมาเป็นเครื่องพิสูจน์บางสิ่งบางอย่างได้
อาทิเช่น กรณีการตายของฟ่านเฉิงตงที่สามารถโยนความผิดให้กับผู้อื่นได้ โดยให้ฟ่านเหม่ยเหม่ยเป็นคนพูดออกมาเอง แม้ว่าโจวป๋อซู่จะมีข้อสงสัยอยู่บ้างแต่ก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว
เมื่อเห็นฟ่านเหม่ยเหม่ยเชื่อฟังเช่นนี้ จ้าวลี่เยี่ยนจึงส่งเสียงอุทานเบา ๆ ด้วยความเกรงกลัวต่อสวี่หยางยิ่งขึ้นไปอีก
คนผู้นี้ใช้คาถาลึกลับบางอย่างควบคุมผู้บำเพ็ญมนุษย์เอาไว้ได้เช่นนี้ช่างน่ากลัวจริง ๆ
“หัวหน้าจ้าว ฟ่านเหม่ยเหม่ยได้ละทิ้งความมืดและหันมาหาความสว่างแล้ว” สวี่หยางอธิบายสั้น ๆ
จ้าวลี่เยี่ยนรู้สึกมุมปากกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ คิดในใจว่าควบคุมก็ควบคุมไปเถอะ แต่กลับอ้างว่านางละทิ้งความมืดหันมานับถือความสว่าง อธิบายเช่นนี้ก็เท่ากับไม่อธิบายเลยนั่นแหละ
แต่อย่างไรก็ตาม นางจำต้องแสดงความเกรงอกเกรงใจ
“ดีแล้วที่ละทิ้งความมืดหันมานับถือความสว่าง แต่ฟ่านเฉิงตงและซ่งเต้าหมิงได้ตายไปแล้ว เรื่องของซ่งเต้าหมิงนั้น ข้าพอจะอธิบายได้ว่า เขาถูกหุ่นเชิดระดับสามของเฉินซานฆ่าตาย แต่ฟ่านเฉิงตง ทางนี้เกรงว่าจะอธิบายได้ยาก”
“ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร หรือแม้ว่าคำอธิบายจะสมบูรณ์แบบแค่ไหนคนก็ยังสงสัยอยู่ดี เมื่อถึงเวลาก็บอกว่าเฉินซานใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ ฟ่านเฉิงตงฝีมือด้อยกว่าคนอื่นและตามหลังอยู่มาก แต่ในท้ายที่สุดเราก็ตามจับเฉินซานมาได้”
คำพูดของสวี่หยางนับเป็นการกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
หลังจากพูดคุยในรายละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของฟ่านเหม่ยเหม่ย สวี่หยางก็ให้นางเล่าซ้ำอีกครั้ง จากนั้นทั้งสี่คนจึงจากไป
ระหว่างทาง สวี่หยางตรวจสอบถุงเก็บของของทั้งสองคน
ปรากฏว่าพบว่าทรัพย์สมบัติของซ่งเต้าหมิงนั้นร่ำรวย แต่ก็ร่ำรวยกว่าเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ซ่งเต้าหมิงเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลซ่ง เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในบรรดาคนรุ่นใหม่ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากตระกูลซ่ง จึงกล้าใช้ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายมาแข่งขันกับตำแหน่งหัวหน้าหอกับข้า”
จ้าวลี่เยี่ยนอธิบายเหตุผล
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว ต่อจากนี้เจ้าไม่ต้องกังวลว่าตำแหน่งจะถูกแย่งไป”
หลินไห่ถังพูดกับจ้าวลี่เยี่ยนพลางยิ้ม
สวี่หยางตรวจสอบและพบว่าในถุงเก็บของของซ่งเต้าหมิงมีโอสถวิญญาณขอบเขตเจี่ยตานอยู่จำนวนหนึ่ง
เขารู้ในทันทีว่า ซ่งเต้าหมิงต้องการเตรียมยาสร้างจินตาน
“ตอนนี้เป็นของข้าหมดแล้ว!”
สวี่หยางรู้สึกดีใจ
โอสถวิญญาณมีถึงสี่ชนิด ทั้งหมดนี้มีค่าไม่น้อยเลย
ส่วนในถุงเก็บของของฟ่านเฉิงตง กลับมียันต์แสงทองจำนวนหลายสิบแผ่น รวมถึงดาบยาวระดับสาม ก็คือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่าดาบเกล็ดมังกร
“ดาบเล่มนี้ดีมิน้อยเลย ไห่ถังเจ้าจงใช้มันเถิด”
สวี่หยางยื่นดาบเกล็ดมังกรให้โดยตรง
หลินไห่ถังก็ใช้ดาบเช่นกัน และยังมีวิชายุทธ์รวมพลังกับเขานั่นคือกระบี่ยวนยาง
เมื่อไรที่มิได้ใช้วิชายุทธ์รวมพลัง ดาบเล่มนี้จึงเหมาะกับนางนัก
ส่วนตัวเอาเองนั้นมีตราประทับสวรรค์ที่ทั้งรุกและรับได้ดี ขวดกลืนฟ้า และแม้แต่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ต้องใช้ดาบเช่นนี้แล้ว
หลินไห่ถังดูชื่นชอบยิ่งนักเมื่อได้รับดาบเกล็ดมังกรมา
“นี่คือดาบที่ดีจริง ๆ เหมาะกับข้ายิ่งนัก”
หลินไห่ถังสัมผัสกับดาบนี้ ดาบทั้งเล่มนั้นโค้งงอ ผิวดาบมีลวดลายคล้ายเกล็ดปลาแกะสลักอยู่
ดาบเกล็ดมังกรนี้มีวิธีโจมตีสองแบบ
วิธีแรกก็คือ การส่งพลังปราณผ่านดาบเปลี่ยนเป็นปราณดาบเพื่อใช้โจมตี ซึ่งมีความรุนแรงเข้มข้นเป็นอย่างมาก
ส่วนวิธีที่สองนั้นแปลกประหลาดนัก
เกล็ดมังกรบนตัวดาบสามารถแยกตัวออกมาได้เหมือนดอกไม้ที่กำลังร่วงหล่น แล้วค่อยก่อตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อโจมตี
หลังจากกลับมาที่หอบังคับใช้กฎ สวี่หยางจึงได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง แล้วให้จ้าวลี่เยี่ยนส่งคนไปยังเมืองเซียนชิงหนิวเพื่อนำจดหมายไปส่งให้เหอซีเสวี่ย
เมืองนี้ไกลจากเมืองเซียนพอสมควร ไกลเกินกว่าที่ยันต์ส่งข่าวจะไปถึง
ตัวเขาและหลินไห่ถังไม่สามารถจากไปได้มิเช่นนั้นเขาจะกังวลว่าเหมืองแร่วิญญาณแห่งนั้นจะถูกคนอื่นจับตามอง
พวกเขามิอาจประมาทได้ เผื่อจ้าวลี่เยี่ยนเกิดสติฟั่นเฟือน เผลอหลุดปากคายความลับออกมา เขาจำเป็นต้องเฝ้าระวังอยู่ที่นี่
จ้าวลี่เยี่ยนพยักหน้ารับคำสั่งการให้คนสนิทไปส่งข่าว
ด้วยประการฉะนี้ สวี่หยางและหลินไห่ถังจึงอาศัยอยู่ที่นี่ต่อ
กลางดึก
สวี่หยางกับหลินไห่ถังได้บำเพ็ญตนอยู่ที่ถ้ำฝึกตนขั้นสูงระดับสองที่จ้าวลี่เยี่ยนจัดเตรียมไว้
สายของแก่นวิญญาณห้อยลอยอยู่เบื้องหน้าของหลินไห่ถัง
มิผิดแน่ หลินไห่ถังตัดสินใจว่าจะใช้แก่นวิญญาณเพื่อเพิ่มพลังปราณ
นอกถ้ำฝึกตน แสงจันทร์ที่ส่องลงมาช่างงดงามนัก
มิอาจปฏิเสธได้ว่าเกาะจันทร์ดับมีราตรีกาลอันแสนวิจิตร ท้องฟ้ายามค่ำประดับประดาด้วยดวงดารามากมาย
หลินไห่ถังฝึกฝน สวี่หยางคอยพิทักษ์อยู่ข้าง ๆ
สวี่หยางจุดธูปกำยานขณะมองดูหลินไห่ถังนั่งหลับตาทำสมาธิ ควันธูปลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศแผ่กระจายกลิ่นหอมเป็นพิเศษ
แก่นวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าหลินไห่ถังค่อย ๆ ลดลง สภาพร่างกายของนางก็ปรับเปลี่ยนไปด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ
แก่นวิญญาณเป็นหัวใจของเหมืองแร่วิญญาณ
หากผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณเสพแก่นวิญญาณอย่างไม่จำกัด ก็อาจมีโอกาสระเบิดตัวเองได้ง่าย เพราะพลังอันมหาศาลนั้นต้องใช้เวลาย่อยนาน
หากเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานก็จะดีขึ้นมาหน่อย
ยามนี้ร่างกายของหลินไห่ถังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ มีหมอกสีขาวลอยขึ้นเหนือศีรษะ
นั่นคือปรากฏการณ์ของปราณวิญญาณที่เข้มข้นเกินไป
ขุมขนทั่วร่างกายของนางปิดลง แม้พลังวิญญาณจะพุ่งชนไปมาทั่วร่างก็ตาม โดยที่นางไม่รู้ตัว รากฐานและการบ่มเพาะก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ
“ถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว”
สวี่หยางยิ้มด้วยความจริงใจ รู้สึกยินดีกับหลินไห่ถังอย่างถึงที่สุด
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณของหลินไห่ถังก็ยังก้าวหน้าขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันดีเยี่ยมของแก่นวิญญาณ
“แต่ถึงอย่างนั้น เฉินซานก็ยังนับเป็นผู้มีปราณแห่งโชคชะตาที่ดีจริง ๆ เขาเผชิญมรสุมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ทุกครั้ง น่าเสียดายที่เขาไม่รู้จักถ่อมตัว”
หากสลับบทบาทกัน
แล้วสวี่หยางกลายเป็นเขา เขาก็คงกลับไปที่ตระกูลแล้วทำตัวเงียบ ๆ หรืออาจจะออกจากตระกูลไปเลยด้วยซ้ำ
โดยยึดหลักสามประการ
ประการแรก อย่าพัวพันกับหญิงใด ให้ห่างไกลจากหญิงสาว การห่างไกลจากหญิงสาวเท่ากับการห่างไกลจากปัญหา
ประการที่สอง อย่าไปขัดแย้งกับใคร อย่าพยายามแย่งชิงทรัพยากรสำหรับบ่มเพาะในตระกูล เนื่องจากแย่งไปก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่มีพื้นเพ
ประการที่สาม อย่าได้กล่าวคำใดที่ไปกระตุ้นผู้อื่น เช่น อย่าดูถูกคนจน เพราะนั่นจะเป็นการจงใจยั่วยุให้ผู้อื่นลงมือกับเจ้าก่อน
แต่เฉินซานกลับทำผิดทั้งสามข้อนี้
มิเพียงพัวพันกับสตรีเท่านั้น เขายังคิดแย่งชิงทรัพยากรในตระกูลด้วย
ที่น่าขันยิ่งกว่าคือ ตอนที่ตนเองอ่อนแอกลับข่มขู่ผู้อื่น บอกว่าหากตนแข็งแกร่งแล้วจะจองเวร
มิใช่การหาเรื่องตายหรอกหรือ?
คิดว่าตนเป็นตัวเอกในนิยายกระนั้นหรือ
บุคคลที่ฝึกพลังปราณขั้นสูงจึงถูกกำจัดเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ สวี่หยางก็เตือนตนเองในใจว่าอยู่ให้ต่ำ ๆ เข้าไว้
ขณะที่สวี่หยางกำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย หลินไห่ถังก็ได้เลื่อนขั้นอีกครั้ง
นางร้องออกมาด้วยความยินดี “สร้างรากฐานระดับห้าแล้ว”
“เยี่ยม เยี่ยมจริง ๆ ไห่ถังของข้าเก่งที่สุดแล้ว” สวี่หยางยิ้มรับแล้วกำชับว่า “เจ้าลองพยายามฝึกตำราโบราณกลั่นวิญญาณดูสิ บางทีอาจได้อะไรก็ได้”
“ได้”
ช่วงนี้สวี่หยางได้มอบตำราโบราณกลั่นวิญญาณให้ภรรยาทั้งหลายศึกษาด้วย แต่ละคนก็มีความก้าวหน้าไม่เหมือนกัน
เมื่อพิจารณาดูแล้ว หลินไห่ถังฝึกวิชาจิตเทวะที่เน้นการโจมตีได้ผลดีที่สุด และก้าวหน้าเร็วที่สุด
คงเป็นเพราะหลินไห่ถังนั้นเดิมทีเป็นนักปรุงยา ซึ่งนักปรุงยาต้องใช้จิตเทวะอย่างมาก
ดังนั้นนางจึงฝึกจิตเทวะได้อย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุด
ไม่นานหลินไห่ถังก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อทั้งตัว
“ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว?”
หลินไห่ถังงงงันเล็กน้อย นางมองไปที่สวี่หยางที่กำลังกินปลาเผาอยู่เบื้องหน้าแล้วถาม
สวี่หยางหัวเราะ “สองวันสองคืน!!”
“โอ้… นานขนาดนี้แล้วหรือ?” หลินไห่ถังตกใจ นางคิดว่าเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น
สวี่หยางกินอาหารจนหมดแล้ว จึงตบมือและพูดว่า “เจ้าหิวหรือไม่ กินอะไรสักหน่อยแล้วพักผ่อนเถิด”
“ข้าไม่หิวเลย แก่นวิญญาณนี้วิเศษยิ่งนัก ทำให้พลังปราณของข้าก้าวถึงขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้า ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลัง”
กล่าวจบ นางก็เดินเข้าไปหาสวี่หยางแล้วเอนกายพิงเขา
สวี่หยางยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วเอื้อมแขนโอบเอวบางเอาไว้
“สามี ข้ามิรู้ว่าเป็นเพราะข้าคิดไปเองหรือเปล่า หลังจากที่ใช้ไปแล้ว ข้ากลับรู้สึกมีกำลังขึ้นมา”
ใจสวี่หยางเต้นรัว
นอกจากที่เมืองเซียน สำนักชิงหยางแล้ว หลินไห่ถังเคยร้องขอให้เขาเสพสมด้วย แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่ค่อยเป็นฝ่ายรุกเท่าไร
ไม่นึกไม่ฝันว่าคราวนี้จะรุกขนาดนี้
ใบหน้าของนางเปล่งปลั่งราวกับยามอรุณ โน้มใบหน้าเข้าหาสวี่หยาง หอมกลิ่นกล้วยไม้ที่พวยพุ่งออกมา กระตุ้นกำลังเพศชายของสวี่หยางในทันที
มือน้อยของสวี่หยางนั้นได้ล่วงล้ำเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของหลินไห่ถังเรียบร้อยแล้ว นิ้วมืออันคล่องแคล่วราวเครื่องสูบน้ำ ในยามนี้ฤทธิ์แห่งดัชนีฝังเข็มก็ได้ถูกนำมาใช้จนเต็มประสิทธิภาพ
เมื่อเวลาผ่านไป หลินไห่ถังก็ยิ่งผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าอันงดงามก็ยิ่งแดงก่ำ ร่างกายราวกับติดก๊อกน้ำเอาไว้ หยุดยั้งแทบจะไม่อยู่
ในไม่ช้า นางก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่ นั่งคร่อมร่างของสวี่หยางอย่างเต็มใจ เอวหมุนควง ผมยุ่งเหยิง สะโพกขยับอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาชายฝั่ง…
สวี่หยางคิดว่าตนเองหาญกล้ามากแล้ว
โดยเฉพาะยามเผชิญหน้ากับหลินไห่ถัง กล่าวได้ว่าในบ้านผู้ที่มีพลังต่อสู้สูงที่สุดคือ หลินหวั่นชิงและเสิ่นม่านอวิ๋น
หลินอวี้และหลินไห่ถังนั้นอ่อนแอที่สุด ง่ายต่อการคุกเข่าขอร้อง ร้องขอวิงวอนเขาในยามที่ปะทะกันอย่างดุเดือด
แต่คราวนี้เขากลับพลาด…
เพราะศึกครานี้กลับยาวนานถึงห้าวันห้าคืน…