ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 274 การแบ่งสันผลประโยชน์
บทที่ 274 การแบ่งสันผลประโยชน์
“ข้าไม่ได้แล้วจริง ๆ นะ…”
ห้าวันต่อมา
สวี่หยางเผลอจ้องมองใบหน้าที่เปล่งปลั่งและแววตาที่แจ่มใสของหลินไห่ถังด้วยความประหลาดใจ
เขารู้สึกราวกับว่าหลินไห่ถังกลายเป็นคนละคน
ภาพในช่วงห้าวันที่ผ่านมา เขาคิดว่าคงจะไม่มีวันลืมเลือนได้ในชีวิตนี้
“สามี เจ้าเป็นคนดี ดีจริง ๆ…”
เห็นได้ชัดว่าหลินไห่ถังพึงพอใจกับความสามารถในการรบของสวี่หยางเป็นอย่างมาก
นางรู้สึกราวกับว่าตนเองได้กลับมาเบิกบานอีกครั้งหนึ่ง และได้ค้นพบท่วงท่าใหม่ ๆ มากมาย
นางไม่เคยฝันมาก่อนว่า ยังสามารถเป็นเช่นนี้และเช่นนั้นได้ด้วย…
รับรู้ได้แต่ไม่อาจกล่าวออกมาได้!
ขณะนั้น สวี่หยางก็ได้รับการสารจากเหอซีเสวี่ย ซึ่งบอกว่านางได้มาที่หอบังคับใช้กฎแล้ว
ขณะนี้จ้าวลี่เยี่ยน หัวหน้าหอบังคับใช้กฎได้มาต้อนรับนางแล้ว
“เซียนเหอมาถึงแล้ว” สวี่หยางกล่าวด้วยความยินดี ความกังวลที่ค้างคาใจทำให้เขารู้สึกสบายใจในที่สุด
“ดีจริง ๆ นางมาแล้ว เราก็หมดห่วงแล้ว!”
หลินไห่ถังมีแววตาที่ใสแจ๋ว และได้กลับคืนสู่สภาพดั่งหญิงสาวบริสุทธิ์อีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้เป็นหญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนา
การเปลี่ยนท่าทางนั้นราบรื่นมากจนสวี่หยางถึงกับตกใจ
เมื่อทั้งคู่ออกจากถ้ำฝึกตนจึงได้ทะยานออกไปทันที
ไม่นานก็มาถึงหอบังคับใช้กฎ
วันนี้หอบังคับใช้กฎจัดขบวนต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ เจ้าหน้าที่หอบังคับใช้กฎทุกคนล้วนออกมายืนรอต้อนรับเหอซีเสวี่ยที่มาถึง
ทันทีที่มาถึง สวี่หยางก็ได้ยินผู้คนซุบซิบกันเบา ๆ ด้วยความอยากรู้ว่า เหอซีเสวี่ยมาในคราวนี้เพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่?
สวี่หยางเดินเข้าไปในห้องโถง ก็เห็นเหอซีเสวี่ยผู้เลอโฉม ร่างกายห่อหุ้มด้วยกลิ่นอายของขอบเขตจินตาน กำลังนั่งดื่มชาและพูดคุยกับจ้าวลี่เยี่ยน
“สวี่หยาง เจ้ามาแล้วหรือ? หัวหน้าจ้าวเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ข้าฟังแล้ว เจ้าทำได้ดีมาก! ดูท่าต้องมีรางวัลให้เจ้าเสียแล้ว”
เหอซีเสวี่ยยิ้มแย้มแจ่มใส มองสวี่หยางด้วยสายตาอันล้ำลึก
พูดตามตรง เหอซีเสวี่ยก็แปลกใจมากเช่นกัน
สวี่หยางไม่เพียงแต่จะแก้ไขปัญหาได้ที่นี่เท่านั้น
แต่ยังค้นพบแก่นวิญญาณ และเหมืองแร่วิญญาณอีกด้วย
จากนั้นสวี่หยางก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดตามความเป็นจริง แล้วส่งเสียงทางจิตบอกว่าตอนนี้ยังเหลือแก่นวิญญาณอีกเจ็ดเส้น
ภรรยาหลินไห่ถังได้ใช้ไปแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ส่วนที่เหลือ เขาคิดจะเก็บไว้ให้ตัวเองหนึ่งเส้น และจะเก็บไว้ให้ภรรยาอีกสามเส้น
“แล้วอีกสามเส้นที่เหลือล่ะ” เหอซีเสวี่ยถามทางจิต
“ทั้งหมดเป็นของท่านอยู่แล้ว” สวี่หยางตอบอย่างจริงจัง
“เจ้าไม่เสียดายหรือ?” เหอซีเสวี่ยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มแฝง
“ไม่เสียดายเลย เซียนเหอเมตตาข้าเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำ”
“เจ้านี่ประจบเก่งยิ่งนัก”
เหอซีเสวี่ยพยักหน้า “เอาเถิด ข้าจะเก็บไว้สามเส้น ตอนนี้เจ้าจงติดตามข้าไปที่ตระกูลซ่งเถิด”
สวี่หยางล่วงรู้ว่าเหอซีเสวี่ยกำลังจะไล่ล่าตระกูลซ่งเพื่อยึดผืนป่าแห่งนั้น
เป็นที่แน่ชัดว่าใต้ผืนป่าแห่งนั้นมีเหมืองแร่วิญญาณเป็นจำนวนมาก
กล่าวคือ ผู้ใดครอบครองผืนดินผืนแห่งนั้น คนผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ในการขุดแร่
ข่าวการมาเยือนเกาะจันทร์ดับของเหอซีเสวี่ยแพร่กระจายไปทั่วทั้งเกาะอย่างรวดเร็ว สำนักและตระกูลใหญ่เล็กทุกแห่งต่างก็รับทราบกันถ้วนหน้า
เหล่าผู้นำของสำนักต่าง ๆ ล้วนจัดเตรียมของมีค่ามากมายมารอต้อนรับการมาเยือน
เรื่องนี้ก็สร้างความประหลาดใจให้กับสวี่หยางเช่นกัน
เดิมทีเขาตั้งใจจะมุ่งหน้าไปยังตระกูลซ่ง ปรากฏว่าประมุขตระกูลซ่งและผู้อาวุโสสูงสุดพร้อมด้วยผู้อาวุโสใหญ่ ที่อยู่ในขอบเขตเจี่ยตานทั้งสามคนกลับเดินทางมาถึงก่อน
“ผู้บำเพ็ญจากตระกูลซ่งหรือ ข้ากำลังจะไปหาพวกเจ้าอยู่พอดี” เหอซีเสวี่ยกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนหวาน
ประมุขตระกูลซ่งถึงกับตะลึง “เซียนเหอกำลังตามหาพวกเราหรือ?”
“ถูกต้อง ข้ามาทวงหนี้” เหอซีเสวี่ยตอบด้วยใบหน้าเย็นชา
ตึ้ง!!!
สามผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานหัวแทบระเบิดด้วยเสียงอื้ออึง!!
เหอเสวี่ยมาทวงหนี้พวกเขาแล้ว
วิบัติแล้ว
“เซียนเหอ พวกเราครอบครวตระกูลซ่งอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่เคยรังแกใคร ขอเซียนเหอโปรดสืบให้ชัดเจนเถิด”
ประมุขตระกูลซ่งกลืนน้ำลายลงคอ ในใจแอบส่งจิตไปหาซ่งเต้าหมิงเพื่อสอบถามสถานการณ์
แต่น่าเสียดาย ซ่งเต้าหมิงตายไปนานแล้ว
เวลานี้จะให้ตอบพวกเขากลับมาได้อย่างไร
หลังจากสัมผัสได้ว่าไม่มีจิตตอบกลับจากซ่งเต้าหมิง หัวใจของเขาพลันจมดิ่งลง รู้แล้วว่าซ่งเต้าหมิงคงพบจุดจบอันเลวร้ายเสียแล้ว
เหอซีเสวี่ยกล่าวว่า “ข้าสืบมาแล้ว ผู้ล่วงละเมิดสตรีผู้นี้มีความสัมพันธ์ลับ ๆ กับซ่งเต้าหมิง คนหน้าด้านสองคนร่วมมือกันทำสิ่งชั่วช้า นับว่าชั่วช้าเหลือเกิน ข้าก็ว่าเหตุใดถึงตามจับตัวไม่ได้เสียที ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ โชคดีที่สวี่หยาง คนของข้าสืบจนรู้ความจริง จับเฉินซานได้ มิฉะนั้นไม่รู้จะมีหญิงบริสุทธิ์กี่คนที่ต้องตกเป็นเหยื่อ”
“อะไรนะ? ซ่งเต้าหมิงกับเฉินซานร่วมมือกันงั้นรึ?”
ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลซ่งใบหน้าเปลี่ยนสีทันที เรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้เลย
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีทาง”
ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลซ่งตะโกนปฏิเสธสุดเสียง
ซ่งเต้าหมิงเป็นลูกชายของเขา เขารู้จักลูกชายของตนดี หญิงสาวด้านนอกมีให้เลือกมากมาย เหตุใดต้องไปตามไล่ข่มขืน
มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?
“ทำไม? พวกเจ้าคิดว่าข้าพูดซี้ซั่วอย่างนั้นหรือ?”
เหอซีเสวี่ยมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา
สิ่งนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานทั้งสามรีบก้มหัวลง ไม่กล้ามองตรง ๆ
“เซียนเหอ เรื่องนี้… เรื่องนี้ต้องมีหลักฐานนะ ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง พวกเรา… พวกเราก็ยอมรับ” ประมุขของตระกูลซ่งแข็งใจกล่าว
“ได้ พวกเจ้าต้องการหลักฐาน ข้าจะให้หลักฐานพวกเจ้าเอง”
เหอซีเสวี่ยโบกมือเบา ๆ แล้วมองไปทางสวี่หยางกับจ้าวลี่เยี่ยน
สองคนนั้นเข้าใจ จากนั้นก็รีบพาหญิงสาวที่ช่วยมาได้ออกมาพบทุกคน
หญิงสาวคนนี้บอกว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงโดยฝีมือของซ่งเต้าหมิงและเฉินซาน
ต่อจากนั้นสวี่หยางกับจ้าวลี่เยี่ยนในฐานะพยาน ก็ได้บอกว่าตอนที่พวกตนจับกุมเฉินซาน ซ่งเต้าหมิงก็อยู่ที่นั่น
น่าเสียดายที่ฟ่านเฉิงตงถูกหุ่นเชิดระดับสามของเฉินซานสังหารจึงทำให้เขาต้องตายอย่างอนาถ
“ตอนนี้มีพยานบุคคลมากมาย พวกเจ้ายังจะมีอะไรพูดอีก??”
เหอซีเสวี่ยกล่าวอย่างเย็นชา
เอาจริง ๆ ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังมีจุดที่น่าสงสัยอีกมาก
ยกตัวอย่างเช่น ฟ่านเฉิงตงตายแล้ว ถ้าอย่างนั้นฟ่านเหม่ยเหม่ยล่ะ ทุกคนรู้ดีว่าทั้งสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน
เหตุใดฟ่านเหม่ยเหม่ยจึงไม่ปรากฏกายออกมาเป็นพยานเล่า?
อย่างที่สองเฉินซานและซ่งเต้าหมิงร่วมมือกันในรูปแบบใด? เหตุการณ์ต่อสู้โดยละเอียดเป็นเช่นไร?
ส่วนหญิงสาวที่ได้รับการช่วยเหลือผู้นี้ เป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น เมื่อถูกเหอซีเสวี่ยขู่ ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่นางจะกล่าวความเท็จ
ถึงแม้จะมีข้อสงสัยมากมายเช่นนี้ แต่ตระกูลซ่งก็ไม่กล้าจัดการอะไรต่อแล้ว
คราวนี้ ท่าทีของเหอซีเสวี่ยชัดเจนยิ่งนัก
นั่นคือซ่งเต้าหมิงมีความผิด และหากประมุขตระกูลซ่งยอมรับเช่นนั้น นางก็จะไม่เอาความผิดในอดีตมาพูด!
แต่หากพวกเขาไม่ยอมรับ ดันทุรังจะสาวความผิดไปจนถึงที่สุด เช่นนั้นตระกูลซ่งก็เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย!!
เป็นเช่นคาด เมื่อผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานทั้งสามของตระกูลซ่งยอมรับชะตากรรม แสดงให้เห็นว่าซ่งเต้าหมิงมีความผิด แต่ไม่เกี่ยวกับพวกตน เหอซีเสวี่ยพยักหน้ารับว่า “อืม ตามจดหมายที่ติดต่อกันระหว่างซ่งเต้าหมิงกับเฉินซาน พวกเจ้ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความชั่วช้าที่ซ่งเต้าหมิงก่อไว้จริง เจ้ามิใช่ผู้ปกปิดความผิด”
“เฮ้อ…”
ผู้คนทั้งตระกูลซ่งต่างพากันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ขอบคุณเซียนเหอที่สืบสาวความจริง!”
ประมุขตระกูลซ่งกล่าวขอบคุณ
เขาไม่โง่เช่นกัน ใจก็คาดเดาว่า เหตุที่เหอซีเสวี่ยจ้องเล่นงานซ่งเต้าหมิงนั้น อาจเป็นเพราะซ่งเต้าหมิงได้ไปเหยียบเท้านางเข้าแล้ว!
หรือมิฉะนั้นก็คงจะไปแตะต้องผลประโยชน์บางประการเข้า
ยามนี้ตระกูลซ่งก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน จำต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไป
เหอซีเสวี่ยเปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ยังคงกล่าวว่า “อีกอย่าง ตามแผนของเมืองเซียน ป่าด้านหลังเขตที่ตระกูลซ่งของพวกเจ้าอยู่ เราจะนำไปใช้ในกิจการอื่น!”
“เอ่อ ไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในกิจการใด”
ประมุขตระกูลซ่งงงเล็กน้อย
“เจ้าตามข้ามาเถิด เราจะพูดคุยในรายละเอียดนี้”
ไม่ช้าเหอซีเสวี่ยก็พาผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานทั้งสามเข้าไปคุย
เหอซีเสวี่ยมิได้ปิดบังเรื่องเหมืองแร่วิญญาณ
ขนมชิ้นนี้ใหญ่เกินไป นางเพียงลำพังต่อให้ได้มันมาแล้ว แต่จะขุดเองอย่างไรเล่า? จะจัดการเรื่องคนงานและการขนส่งอย่างไร ต่างก็จำเป็นต้องใช้คนทั้งสิ้น
และตระกูลซ่งก็ตั้งอยู่ ณ ที่ตั้งนี้มาโดยตลอด ย่อมเหมาะสมที่สุดที่จะมอบหมายให้พวกเขาดำเนินการ
อีกด้านหนึ่ง ด้วยฐานะของนางที่เป็นถึงหนึ่งในผู้ดูแลเมืองเซียน การยึดมาโดยมิชอบจึงไม่เหมาะสม
ถึงแม้ว่านางจะสามารถกวาดล้างตระกูลซ่งได้ หรือบังคับให้ตระกูลซ่งมอบเหมืองแร่วิญญาณมาให้นางก็ได้ หากแต่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ย่อมทำให้ชื่อเสียงของเมืองเซียนชิงหนิวมัวหมอง
เมื่อกระทำเยี่ยงนี้สิ่งที่นางทำก็มิต่างจากโจรผู้ฝึกตนกระนั้นหรือ
ผู้คนคงจะนินทากันว่าโจรผู้ฝึกตนยังมีดีกว่านางเสียอีก
นี่อาจทำให้เหล่าสำนักวิถีคุณธรรมรังเกียจขึ้นมาได้
ยกตัวอย่างเช่น สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี และเคหาสน์เขาเทพดาบ พวกเขาย่อมไม่พอใจการกระทำเช่นนั้นแน่
ทั้งสองนิกายนี้คือกองกำลังฮั่วเฉิน และเมืองเซียนชิงหนิวของเราก็ไม่อาจจะปิดกั้นทั้งแผ่นดินได้ด้วยมือเดียว
ดังนั้นไม่ว่าจะเก่งกาจปานใด แต่การแสดงละครนั้นก็ยังจำเป็นต้องทำ ไม่เช่นนั้นในภายหลังจะมีผู้ใดกล้าติดต่อกับนาง
จะทำให้ผู้คนยอมรับได้อย่างไร
จะปกครองเมืองเซียนอย่างไร
และอาจารย์ชิงหนิวเจินเหรินก็ยังพร่ำบอกเสมอว่า ต้องคำนึงถึงผลกระทบ
ด้วยเหตุนี้เหอซีเสวี่ยจึงตัดสินใจแบ่งผลประโยชน์บางส่วนให้แก่ตระกูลซ่ง เพื่อดึงตระกูลซ่งเข้ามาเป็นพวก
ได้ยินว่าใต้ผืนป่าแห่งนั้นมีเหมืองแร่วิญญาณ สามผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานแห่งตระกูลซ่งต่างก็ตื่นเต้นสุดขีด!!
“จริงหรือ?”
“แล้วค้นพบกันอย่างไร”
“นี่ มันช่าง…”
สีหน้าของทั้งสามเปลี่ยนไปอย่างมาก
แต่ในไม่ช้า พวกเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ พลางมองเหอซีเสวี่ยด้วยความตกใจ
เหตุใดนางจึงบอกเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้แก่พวกเขา
ผลประโยชน์เช่นนี้ ธรรมดาไม่ควรจะเก็บไว้เป็นของตนเองหรือ
หรือว่าจะฆ่าปิดปาก
มิอาจตำหนิที่พวกเขาคิดเช่นนี้ เพราะโดยปกติแล้ว พวกเขาก็ล้วนกระทำเช่นนี้
ขณะที่ทั้งสามกำลังตัวสั่นงันงก หาทางออกจากเทือกเขาแห่งนี้ เหอซีเสวี่ยก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ต้องกังวล เรียกพวกเจ้ามา เพื่อหารือถึงหนทางร่วมมือกัน”
“ร่วมมือ?”
ประมุขตระกูลซ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่สายตาจะเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “เซียนเหอ ท่านหมายความว่า จะให้เราร่วมมือกับท่านหรือ”
“ถูกต้อง เทือกเขานี้มีผลประโยชน์มากมาย ข้าเตรียมยกให้พวกเจ้าหนึ่งในสิบส่วน พวกเจ้าเป็นผู้ดูแลและขนส่งในยามปกติ ส่วนอีกห้าส่วนจะตกเป็นของอาจารย์ข้า นั่นก็คือเมืองเซียน และข้าจะรับส่วนที่เหลืออีกสี่ส่วน”
เหอซีเสวี่ยได้วางแผนไว้แล้ว
ผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้ของเมืองเซียน ย่อมต้องได้ส่วนแบ่งมากที่สุด
การกระทำนี้จะไม่ถูกคู่แข่งของนางตำหนิ
ส่วนสี่ส่วนของนางก็ไม่เลวแล้ว หากพัฒนาได้ดี ในแต่ละปีจะสามารถสร้างรายได้จากหินวิญญาณถึงสิบล้านก้อน
สามผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานแห่งตระกูลซ่งยินดีเป็นอย่างยิ่ง
รายได้หนึ่งส่วนถือว่าไม่เลวเลย
พวกเขาคาดไม่ถึงว่า เหอซีเสวี่ยจะใจกว้างถึงเพียงนี้
บัดนี้ พวกเขารู้สึกราวกับว่าเหอซีเสวี่ยนั้นน่ารัก ใจดี งดงาม แตกต่างจากบุคลิกลุย ๆ ก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว
“ขอบคุณในความเมตตาของเซียนเหอ พวกเราตระกูลซ่ง จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำภารกิจของเซียนเหอให้สำเร็จ”
“อืม แต่ไม่ต้องดีใจไวเกินไป! ต่อไปพวกเจ้าจะต้องจัดคนออกสำรวจพื้นที่บริเวณนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเตรียมการป้องกันให้ดี! ต่อมาข้าจะให้คนของเมืองเซียนมาช่วยป้องกัน พวกเจ้าต้องร่วมมือกับพวกเขา”
“รับทราบ!!”
สวี่หยางฟังอยู่ข้าง ๆ รู้ว่าที่เหอซีเสวี่ยชักชวนคนตระกูลซ่งร่วมมือก็เพื่อปิดปากพวกเขาเหล่านี้
ต้องบอกว่าวิธีการนี้ช่างยอดเยี่ยมมากจริง ๆ
หลังจากปรึกษากันเสร็จ
เหอซีเสวี่ยก็พาผู้คนจากตระกูลซ่งมุ่งหน้าไปยังผืนป่าเพื่อสำรวจสภาพภูมิประเทศ
สวี่หยางก็ตามไปด้วย
หลังจากขุดค้นสามวัน
ในที่สุดเหมืองแร่วิญญาณขนาดกลางก็ถูกขุดพบ
เมื่อปล่อยให้เจ้าหน้าที่จากหอบังคับใช้กฎและผู้คนจากตระกูลซ่งร่วมกันดูแลที่นี่ เหอซีเสวี่ยและสวี่หยางที่ทำงานหนักมาสามวันก็เดินทางกลับจากเกาะจันทร์ดับ
“เซียนเหอเหนื่อยหรือไม่ ข้าไปนวดไหล่ นวดเท้าให้ดีหรือไม่ แก้เมื่อยหน่อย?”
สวี่หยางอาสาขึ้น
“เจ้าแปลกไปนะ” เหอซีเสวี่ยเหลือบมองเขา “ปกติข้าใจดีกับเจ้าเกินไปใช่หรือไม่ เจ้าถึงคิดอยากแตะต้องเท้าข้า”
สวี่หยางอยากจะมองบน
คิดว่าข้ายังไม่เคยแตะต้องส่วนไหนของเจ้า บนปากข้ายังเคยกัดมาแล้วเลย
ปากก็พูดว่า “เป็นเพราะสงสารเซียนเหอก็เท่านั้น หากเซียนเหอไม่เต็มใจก็ช่างเถอะ”