ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 275 ของรักของเซียนเหอ
บทที่ 275 ของรักของเซียนเหอ
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เต็มใจ” เหอซีเสวี่ยเอ่ยถามขึ้น
“เอ่อ…เห็นท่าทางของเซียนเหอดูแล้ว เหมือนจะไม่เต็มใจ”
“ข้าต้องการดูว่าเจ้ามีเจตนาร้ายหรือไม่”
“ฟ้าดินเป็นพยาน เมื่อข้าอยู่กับเซียนเหอ ข้าย่อมไม่คิดปรารถนาสิ่งใดที่มิบังควร” สวี่หยางเอ่ยอย่างจริงจัง
“ได้! ข้าจะเชื่อเจ้า” เหอซีเสวี่ยมองใบหน้าของสวี่หยาง รู้สึกว่าเขาจริงใจและซื่อสัตย์
“ว่าไปแล้ว ข้าก็เหนื่อยอยู่มิน้อยเลย เจ้าจงนำแก่นวิญญาณมาให้ข้าเถิด”
“เตรียมไว้ให้เซียนเหอเรียบร้อยแล้ว”
“เจ้าไม่เสียดายหรือ ทั้งที่ได้ผลประโยชน์มากมายเช่นนี้”
สวี่หยางเหลือบมองค่าความชอบของเหอซีเสวี่ย
จู่ ๆ เขาก็มีความสุข
เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ค่าความชอบของนางพุ่งขึ้นไปถึง 99
แม้เหอซีเสวี่ยจะไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจนางมีความรู้สึกซาบซึ้งมิน้อยเลย
สวี่หยางมองเข้าไปในดวงตาที่กลมโตของเหอซีเสวี่ย แล้วส่ายหัว “เซียนเหอ เจ้ากล่าวเช่นนี้เกรงใจกันเกินไปแล้ว”
“ฮ่า ๆ จริงด้วย เป็นข้าเองที่เกรงใจ เจ้าช่วยเหลือข้ามากมาย ข้าจะเข้าไปที่ห้องก่อน เจ้าเข้ามาทางประตูหลังเถิด”
เข้าทางประตูหลังอีกแล้วหรือ
สวี่หยางทำได้เพียงรออยู่ข้างนอก จากนั้นก็ส่งข่าวให้หลินไห่ถังบอกว่าตนได้กลับมาแล้ว แต่ต้องปรึกษากับเซียนเหอ เรื่องการพัฒนาเหมืองแร่ในอนาคต อาจจะกลับช้าเล็กน้อย
จากนั้นก็เข้ามาทางประตูหลัง และรีบขึ้นไปยังที่พักของเหอซีเสวี่ย
ไม่พูดพร่ำทำเพลง สวี่หยางก็นำแก่นวิญญาณสามเส้นออกมา
“หลังจากที่ภรรยาของเจ้าหลินไห่ถัง ได้ดูดซับแก่นวิญญาณนี้แล้ว นางเป็นอย่างไรบ้าง”
เหอซีเสวี่ยถามขึ้น
“ได้ผลดีมาก ขึ้นไปถึงสองระดับเลยละ ตอนนี้ขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้าแล้ว”
“นางโชคดีที่มีดาวนำโชคอย่างเจ้าเป็นสามี” เหอซีเสวี่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ขณะรับแก่นวิญญาณสามเส้นจากสวี่หยาง
“ข้าจะมอบให้อาจารย์หนึ่งเส้น ที่เหลือข้าเก็บไว้เอง”
สวี่หยางพยักหน้า “หลังจากที่เซียนเหอได้ดูดซับแก่นวิญญาณแล้ว พลังจินตานก็จะยิ่งแข็งแกร่ง ทีนี้ก็คงจะจัดการกับโจวป๋อซู่ได้ง่ายขึ้นมาก”
“โจวป๋อซู่นั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก จัดการไม่ง่ายดั่งที่คิด หลังจากที่ข้าได้เหมืองแร่วิญญาณมา คราวนี้เขาคงสืบสวนหาความจริง เจ้าเองก็ต้องระมัดระวังตัวด้วย”
“แน่นอน” สวี่หยางพยักหน้า จากนั้นก็เดินไปด้านหลังของเหอซีเสวี่ยตามคำเชิญ แล้วนวดไหล่ให้นาง
“ฝีมือพัฒนาขึ้นแล้ว”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม พลางหรี่ตาเพลิดเพลินกับการปรนนิบัติของสวี่หยาง
“เดี๋ยวเจ้าเป็นผู้คุ้มกันให้ข้า ข้าจะดูดซับแก่นวิญญาณเดี๋ยวนี้”
จู่ ๆ เหอซีเสวี่ยก็พูดขึ้น
“อ๊ะ? เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” สวี่หยางอึ้งไปชั่วครู่
“ข้าต้องรีบยกระดับพลังปราณของข้าโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้บางคนเกิดอาการหัวเสียจนเปลี่ยนใจ นอกจากนั้นแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังอยู่ใกล้กับสำนักไท่อี้ด้วย ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดการแย่งชิงสิทธิ์ครอบครองที่นี่กับสำนักไท่อี้มาก่อน!”
“ตอนนี้ข่าวสารเรื่องเหมืองแร่วิญญาณได้แพร่ออกไปยังสำนักไท่อี้แล้ว พวกนั้นอาจจะมาสร้างปัญหาได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี แต่ว่า…” สวี่หยางนึกอะไรขึ้นมาได้ ทันใดนั้นเขาก็เผยสีหน้าอับอายเล็กน้อย
“แต่ว่าอะไร?”
“หลังจากที่ใช้ของวิเศษอย่างแก่นวิญญาณ หลินไห่ถัง ภรรยาของข้าก็มีความต้องการทางนั้นสูงมาก!”
สวี่หยางเผยสีหน้าเขิน
“หึ!”
ไม่คาดคิดเลยว่า เหอซีเสวี่ยจะไม่โกรธ แต่กลับหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น
“นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าก็มีวันที่กลัวเหมือนกัน”
“ก็ไม่มีวิธี ข้าใช้เวลาถึงห้าวันเต็ม ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าห้าวันที่ผ่านมานี้ข้าใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง?”
สวี่หยางอยากจะร้องไห้
“อะไรนะ ห้าวันเชียวรึ?”
เหอซีเสวี่ยเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
นางเคยได้ยินมาว่าแก่นวิญญาณมีสรรพคุณที่รุนแรงมาก เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับเข้าไปแล้ว คุณภาพโดยรวมทุกด้านจะเพิ่มสูงขึ้น
เรื่องบนเตียงก็ย่อมดีขึ้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังวังชา โดยชายและหญิงจะมีกำลังวังชาที่ยกระดับมากขึ้นเป็นพิเศษ จะนานหลายวันหลายคืนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่กระนั้นก็เป็นสิ่งที่นางได้ยินมาเท่านั้น
ทว่าบัดนี้ได้ยินสวี่หยางพูดแล้ว ดูเหมือนจะเป็นความจริง ทันใดนั้น นางจึงจ้องมองสวี่หยางด้วยสายตาอันร้อนแรง “สวี่หยางดูเหมือนเจ้าจะตั้งใจมาอยู่ที่นี่จริง ๆ เจ้าคงไม่อยากให้ข้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกระมัง”
สวี่หยาง “…”
อีกแล้วหรือที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยเหมือนหมา “เซียนเหอ ได้โปรดอนุญาตให้ข้าใช้ของวิเศษ” สวี่หยางรีบอ้อนวอน เหอซีเสวี่ยยิ้มมุมปากแล้วดึงหูสวี่หยางเข้ามาใกล้ พลางกระซิบ “หากเจ้ากล้าพูดจาไร้สาระอีก ข้าจะฉีกหูเจ้าทิ้ง”
“อะ..อะ..เอ่อ เซียนเหออภัยให้ข้าเถิด” ถึงแม้ว่าเหอซีเสวี่ยจะดูดุร้าย แต่ก็มิได้ใช้แรงจริง
เพียงแค่ใช้แรงดึงหูของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น นอกจากจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว กลับรู้สึกแปลก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหอซีเสวี่ยอยู่ใกล้เช่นนี้ สวี่หยางจึงได้กลิ่นดอกกานพลูจาง ๆ จากกายของนาง ช่างหอมชื่นใจนัก นิสัยของเซียนเหอเขารู้ดีแท้ ๆ ด้วยความคิดบางอย่าง สวี่หยางจึงโอบเอวเหอซีเสวี่ย “เซียนเหอ…”
ดวงตาสองคู่ประสานกัน
เหอซีเสวี่ยผู้มั่นคงดั่งภูผา ไม่อาจสั่นคลอน ทว่าชั่วขณะนี้กลับดูตื่นตระหนกเล็กน้อย
“สวี่หยาง เจ้า…เจ้ามาทำอะไร กล้าล่วงเกินข้ารึ?”
บางครา สวี่หยางเองก็มิอาจหยั่งรู้ได้ว่าเหอซีเสวี่ยจงใจหว่านล้อมหรือสวมบทบาทกันแน่?
“เช่นนั้นเจ้าจูบข้าสักที แล้วข้าก็ปล่อยเจ้า”
เหอซีเสวี่ยเหลือบมองสวี่หยางด้วยหางตา เอ่ยคำว่าน่ารำคาญในใจ แต่ก็ยังคงมอบจุมพิตลงบนใบหน้าของสวี่หยาง
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าสวี่หยางจะกล้าทำเช่นนี้กับยอดฝีมือขอบเขตจินตาน
กระนั้นยอดฝีมือขอบเขตจินตานเองก็ยังคงเชื่อฟังอย่างยิ่ง
“เช่นนั้น เจ้าก็ดูดซับมันเถอะ ข้าจะเป็นคุ้มกันให้เจ้าเอง”
สวี่หยางคลายมือออกจริง ๆ
“ได้ เมื่อข้าดูดซับแก่นวิญญาณแล้วจะตามไปคิดบัญชีกับเจ้า”
เหอซีเสวี่ยจ้องมองสวี่หยางอย่างมีเลศนัย แววตานั้นช่างเย้ายวนราวกับจะดูดกลืนวิญญาณผู้คน
สวี่หยางรู้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่าคิดบัญชีอาจทำให้เหนื่อยล้าอย่างแน่นอน
ฉะนั้นเขาจึงนั่งสมาธิฟื้นฟูร่างกาย
ในขณะเดียวกัน ก็ส่งสารไปยังหลินไห่ถัง แจ้งให้ทราบว่าเหอซีเสวี่ยได้ดูดซับแก่นวิญญาณแล้ว เวลานี้ตนเป็นผู้คุ้มกันให้แก่นาง
ผู้คุ้มกัน? หลินไห่ถังผู้โดดเดี่ยวในห้องว่างเปล่า รู้สึกแปลกใจ
นางคร่ำครวญว่า สามีของนางช่างเป็นคนโดดเด่นยิ่งนักในสายตาของเซียนเหอ และยังได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งปกติแล้วนั้น ผู้คุ้มกันจะไม่ได้รับความไว้วางใจใด ๆ และจะไม่มีผู้ใดได้รับมอบหมายให้มาคุ้มกัน
เวลาผ่านไปสองวัน
เหอซีเสวี่ยดูดซับแก่นวิญญาณได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น
เมื่อการบำเพ็ญเพียรสิ้นสุดลง ทั่วร่างกายของนางก็เปียกโชกด้วยเหงื่อเช่นเดียวกับหลินไห่ถังในตอนแรก
สวี่หยางกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่เหมือนปลาหมึกพันร่างกายเขาจากด้านหลัง
หัวใจของเขาเต้นแรง เขาหันศีรษะกลับมา แล้วก็รู้สึกได้ถึงริมฝีปากอุ่น ๆ ของเหอซีเสวี่ยประทับลงมา
“ทำไมไม่ให้เวลากับข้าบ้างเล่า…”
ในไม่ช้า ภายในห้องก็เต็มไปด้วยเสียงแห่งความสุข
………
เวลาผ่านไปสามวัน
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยความห่วงใย “เจ้าลำบากมามากแล้ว ข้าจะไม่รังแกเจ้าอีกแล้ว”
สวี่หยางเกาจมูก รู้สึกขำอยู่เล็กน้อย
เพราะหากว่าด้วยฝีมือการต่อสู้ที่แท้จริง แน่นอนว่าหลินไห่ถังย่อมเหนือกว่าเหอซีเสวี่ยอย่างชัดเจน
ณ วันนี้เหอซีเสวี่ยชัดเจนแล้วว่า นางไม่ไหว
แม้ว่านางจะเป็นขอบเขตจินตานผู้ยิ่งใหญ่ แต่เรื่องเช่นนี้มิใช่สิ่งที่จะพึ่งพลังปราณได้
สวี่หยางพูดเบา ๆ ว่า “ข้าว่าข้ายังไหว”
กล่าวจบ เขาก็ไม่สนใจการขัดขวางของเหอซีเสวี่ย…
เหอซีเสวี่ยถึงกับอึ้งไปเลย หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง นางพลันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“สวี่หยางหยุดเถิด ข้า…ข้าทนไม่ไหวจริง ๆ”
เหอซีเสวี่ยรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าว
ครั้งนี้ นางรู้สึกละอายใจจริง ๆ
หากจะกล่าวถึงก่อนหน้านี้ นางย่อมใช้ข้ออ้างเพื่อสื่อจิตกับสวี่หยาง ด้วยการผสานเทวะ
แต่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ
ทันใดนั้น เหอซีเสวี่ยถึงกับไม่กล้าสบตาสวี่หยาง
สวี่หยางหัวเราะ ขณะนี้เหอซีเสวี่ยกลับยิ่งดูน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ
“เจ้านี่ช่างน่ารักเสียจริง”
เหอซีเสวี่ยเบิกตากว้าง “เจ้ายังกล้าพูดอีก เจ้ากับภรรยาของเจ้าก็เป็นเช่นนี้หรือ?”
สวี่หยางหัวเราะในใจและกล่าวว่า “เซียนเหอ ข้ามีเรื่องจริงจังจะหารือกับเจ้า”
“เจ้าคงอยากจะพูดถึงของดีที่เจ้าสัญญาจะให้กับข้ากระมัง” เหอซีเสวี่ยพูดด้วยสีหน้าเย้ยหยันราวกับล่วงรู้ความคิด
สวี่หยางลูบมือนาง “ใช่แล้ว ข้าคาดหวังมานาน อยากรู้ว่าเซียนเหอจะมอบของวิเศษอะไรให้แก่ข้า”
“คอยดู”
เหอซีเสวี่ยหยิบขวดหยกประณีตบรรจุสิ่งของออกมาจากถุงเก็บของ
เมื่อเปิดออกไอปราณสีเหลืองพลันลอยออกมา
“นี่คือเสวียนหวงจิง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปรุงยารวมจินตาน หากปราศจากสิ่งนี้แม้จะรวบรวมส่วนผสมได้ถึงเก้าส่วนแล้วก็ตาม ก็มิอาจกลั่นยารวมจินตานได้ แต่จะได้เพียงยาสร้างจินตานธรรมดาเท่านั้น!!”
สวี่หยางตกใจ
แท้จริงแล้วเรื่องเหล่านี้ เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก
อย่างไรก็ตาม ยารวมจินตานขั้นสูงเช่นนี้ ส่วนผสมต่าง ๆ ล้วนเป็นความลับ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ดังนั้นผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั่วไปจึงมักจะรวบรวมยาสร้างจินตาน
นอกจากทรัพยากรจะไม่เพียงพอแล้ว เส้นทางที่เลือกก็ผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ด้วย
“เซียนเหอ ข้าอยากจะหอมเจ้าแรง ๆ สักที เจ้าช่างแสนดีกับข้าเสียจริง ๆ”
“ไปให้พ้น!”
เหอซีเสวี่ยเหลือบมองสวี่หยางตาขวางแล้วกล่าวต่อ “นอกจากนี้ ข้ายังเตรียมของดีอีกอย่างไว้ให้เจ้าด้วย”
สวี่หยางยักคิ้วหรี่ตา แล้วเอ่ย “สิ่งใดกัน?”
“พูดให้ถูก ต้องเกี่ยวกับที่อยู่ของไข่มุกวารีระดับสาม”
เหอซีเสวี่ยเพ่งมองสวี่หยาง ราวกับต้องการจับท่าทางของสวี่หยาง
แววตาของสวี่หยางเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
ชั่วครู่ ก็เกิดความตกใจขึ้น
“ไข่มุกวารีระดับสาม เป็นของที่ข้าจำเป็นต้องใช้ซ่อมแซมตราเทพ เซียนเหอเจ้ามีเบาะแสไข่มุกชนิดนี้จริงหรือ?”
เหอซีเสวี่ยไม่พอใจนัก “อะไรกัน? เจ้าไม่ไว้ใจข้ารึ?”
“ไม่ ๆ เพียงแต่แปลกใจเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าก็รู้ว่าบัดนี้ข้ายังเหลือเพียงไข่มุกวารีระดับสาม และบัวหิมะระดับห้าที่ยังหาไม่พบ หากพบไข่มุกวารีแล้ว สิ่งที่เหลือก็จะมีเพียงบัวหิมะระดับห้าเท่านั้น”
เหอซีเสวี่ยยิ้มแย้ม “วางใจเถิด ข้าไม่ได้ล้อเล่น สิ่งนี้คนของข้าพอจะพบบางสิ่ง”
“พอจะพบ?” สวี่หยางไม่เข้าใจถ้อยคำนี้
“อืม เขาเคยค้นพบ ตกอยู่ในแดนนั้น เจ้าจงไปหาดูเถิด”
“ดี แดนใดรึ?”
“คราหน้าข้าจะบอก เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน ข้าได้ส่งคนไปตรวจสอบแล้วรอข่าวสารจากข้าก็เพียงพอ”
“เช่นนั้นก็ได้”
สวี่หยางเก็บเสวียนหวงจิงก่อนจะพยักหน้า
“นอกจากนี้ ข้าจะให้ส่วนแบ่งเหมืองแร่วิญญาณแก่เจ้าสิบส่วน”
สวี่หยางใจเต้น!!
“เอ่อ… ขอบคุณเซียนเหอเป็นอย่างยิ่ง”
เหอซีเสวี่ยยิ้ม “เหตุใดเจ้าไม่พูดอะไรอีก”
สวี่หยางคิดในใจ แล้วเราเป็นอะไรกัน?
แท้จริงแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเพิ่ม เพราะเขาไว้ใจเหอซีเสวี่ยเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ค่าความชอบพุ่งสูงถึง 99 เหอซีเสวี่ยคงไม่เอาเปรียบเขาเป็นแน่
หากถามอะไรมากไป อาจจะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจก็ได้
“เช่นนั้น ข้าจะกลับภูเขาซานชิงก่อน” สวี่หยางพูดอย่างเคารพ
“ได้!! กลับไปพักผ่อนให้สบายเถอะ เจ้าคงเหนื่อยมาหลายวันแล้ว”
เหอซีเสวี่ยกล่าวอย่างมีนัยยะ
สวี่หยางยิ้ม “ข้าสบายดี แต่เจ้าต่างหากที่ควรพักผ่อน”
“เจ้าหาเรื่องรึ…”
“วูบ!!!”
สวี่หยางวิ่งหนีออกไปไกลแล้ว
“เจ้านี่! คราวหลังเจอเมื่อไหร่ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายคาที่เลย!!”
เหอซีเสวี่ยส่งเสียงออกมาด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนคล้ายประชดประชัน
“เซียนเหอใจเย็น ๆ ก่อน ตอนเที่ยงข้าจะกลับไปหาเจ้า”
สวี่หยางกล่าวตอบอย่างจริงใจ
เขาจะต้องกลับไปหาเหอซีเสวี่ยเพื่อซักถามเรื่องราวของเสี่ยวไป๋หู และหนูสุ่ยหลิงที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ดี