ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 276 สัตว์เลี้ยงเติบโต
บทที่ 276 สัตว์เลี้ยงเติบโต
เมื่อกลับถึงที่พัก หลินไห่ถังก็เห็นว่าเขากำลังนั่งสมาธิฝึกตนอยู่
เสี่ยวไป๋หูนอนพักอยู่ด้านข้าง มีหนูขาวตัวเล็กที่ชื่อว่าเสี่ยวป๋ายนอนหมอบอยู่ใกล้ ๆ
หลังจากที่ถูกสวี่หยางนำมาเป็นพวก เสี่ยวป๋ายยังไม่คุ้นชินในตอนแรก แต่หลังจากที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากหลินไห่ถัง รวมถึงการฝึกฝน เสี่ยวป๋ายก็เริ่มคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้แล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าเสี่ยวไป๋หูที่อยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียว ออกหากินด้วยกันเป็นคู่
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เจ้าหนูสุ่ยหลิงอย่างเสี่ยวเฉียง ร้อนใจเป็นอย่างมาก
ต้องรู้ไว้ว่ามันเป็นตัวแรกที่ติดตามสวี่หยางมา
แต่ตอนนี้กลายเป็นตัวที่มีสถานะต่ำที่สุด
แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลไป!
มันแค่หวังให้เสี่ยวป๋ายหันมามองมันสักครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ลังเลที่จะทุ่มเทความคิด
เอาของอร่อยให้เสี่ยวป๋ายกินก่อน ของเล่นก็ให้เสี่ยวป๋ายเล่นก่อน แค่ต้องการให้ได้ชื่นชมโฉมสักครั้ง
น่าเสียดายที่ทุกอย่างล้วนเป็นความพยายามที่ไร้ผล
สวี่หยางผลักประตูเข้ามาในห้อง ก็เห็นเสี่ยวเฉียงกำลังเลียขนของเสี่ยวป๋ายอยู่ สวี่หยางถึงกับพูดไม่ออกมองไปที่หลินไห่ถัง
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
เสี่ยวเฉียงวิ่งเข้ามาหาเป็นตัวแรก
เมื่อไม่กี่วันก่อนสวี่หยางได้สัญญากับมันว่าจะไปปรึกษาเหอซีเสวี่ยเพื่อหาวิธีช่วยให้พวกมันเติบโต มันอดทนรอไม่ไหวแล้วที่จะตามพลังปราณของเสี่ยวป๋ายให้ทัน
“ไม่ต้องกังวลไป”
สวี่หยางยิ้มแล้วลูบหัวเสี่ยวเฉียง
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ การบำเพ็ญเพียรของเซียนเหอเป็นเช่นไรบ้าง” หลินไห่ถังเดินเข้ามาควงแขนสวี่หยาง พลางทำเสียงดุ “เจ้ามิได้กลับมานานหลายวันแล้ว ข้าต้องเฝ้ากระท่อมร้างอยู่ทุกเมื่อ หากมิได้เหล่าตัวน้อยคอยอยู่เป็นเพื่อน อาจจะเหงาจนตายก็ได้”
“เช่นนั้นหรือ? ไฉนจึงทนมิได้เพียงนี้? หากเช่นนั้นสามีจะนวดคลึงให้เจ้าดีหรือไม่”
“เกลียดจริง เจ้าคนโฉด วัน ๆ เอาแต่…”
หลินไห่ถังเหลือบมองสวี่หยางแล้วถามอีกครั้ง “แล้วทางเซียนเหอ นางว่ากระไรบ้าง”
“ราบรื่นยิ่งนัก เราได้ประโยชน์มากมาย! นางยังรับปากว่าจะคอยช่วยเหลือหนูสุ่ยหลิงให้เติบโต และจะดูสายพันธุ์ของเสี่ยวไป๋หูให้ด้วย”
คำพูดของสวี่หยางไปเข้าหูของเหล่าตัวน้อยทั้งสามเข้าอย่างจัง
พลันหันมามอง
โดยเฉพาะ เสี่ยวเฉียงที่กระโดดขึ้นไปบนบ่าของสวี่หยางทันที “จี๊ด จิ๊ด…”
บัดนี้ ความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งของมันรุนแรงยิ่งนัก
สวี่หยางยิ้ม “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้จะพาพวกเจ้าไปพบกับเซียนเหอ เมื่อพบแล้วจงทำตัวดี ๆ อย่าได้เกเรเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น เซียนเหอจะตบพวกเจ้าตาย ข้าก็ช่วยพวกเจ้ามิได้นะ”
“สามี ข้าจะไปด้วยก็แล้วกัน จะได้เรียนรู้วิธีการฝึกสัตว์และหาความรู้ในการฝึกสัตว์ด้วย”
หลินไห่ถังเสนอ
สวี่หยางจึงตอบตกลง “เช่นนั้นเราไปกันเถอะ”
ทั้งสองออกเดินทางและในไม่ช้าก็มาถึงที่พักของเหอซีเสวี่ย
บริเวณประตู มีผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานเฝ้าอยู่สองคน
เนื่องจากก่อนหน้านี้ สวี่หยางได้ใช้เส้นสายเข้าไป เหล่าศิษย์ที่เฝ้าประตูจึงไม่มีผู้ใดรู้ว่าสวี่หยางเคยมาที่นี่
ทว่าพวกเขาทุกคนต่างก็รู้ดี บัดนี้สวี่หยางเป็นคนสนิทของเซียนเหอ แถมยังได้สร้างวีรกรรมไว้มากมายอีกด้วย!!
ยกตัวอย่างเช่นในครั้งนี้ เพราะสวี่หยาง เซียนเหอถึงได้เหมืองแร่วิญญาณแห่งหนึ่งมาครอบครอง ความชอบเช่นนี้ ยากนักที่พวกนางจะเอื้อม
มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เซียนเหอได้รวบรวมยาสร้างจินตาน
เป็นที่ทราบกันว่าเซียนเหออยู่ในขอบเขตจินตาน หากนางได้รวบรวมวัสดุยาสร้างจินตานอีกครั้ง นั่นย่อมหมายความว่านางกำลังรวบรวมให้ผู้อื่น
หลายคนคาดการณ์ว่าอาจเป็นสวี่หยาง
อย่างไรก็ตามสวี่หยางอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายแล้ว ในช่วงเวลานี้ยังได้สร้างความชอบไว้มากมาย นับเป็นผู้ช่วยที่เซียนเหอโปรดปรานที่สุดในเวลานี้ก็ว่าได้!!
พลังปราณอาจเทียบไม่ได้ เขาเหล่านั้นอยู่ในขอบเขตเจี่ยตานและเจินตานแล้ว แต่ความชอบนั้นมากที่สุด เซียนเหออาจมอบวัสดุยาสร้างจินตานเพื่อตอบแทนความชอบของเขาก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าผู้ใดที่ได้พบเห็นสวี่หยาง ต่างก็ให้ความเคารพ ยกย่อง ไม่กล้ากระทำการใดที่ไม่สุภาพต่อเขา
“พี่ใหญ่สวี่ เช่นนั้นท่านโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปบอกเซียนเหอในทันที”
ทันทีที่ศิษย์ผู้นั้นกล่าวจบ นางก็ได้รับการสื่อสารจากเหอซีเสวี่ยทันที
ศิษย์ทั้งสองต่างรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ พวกนางคิดในใจว่าไม่ผิดคาด สวี่หยางได้รับเกียรติยศที่ดีเช่นนี้ โดยมิต้องบอก เซียนเหอแจ้งให้พวกนางทราบโดยตรงให้สวี่หยางเข้าไปได้เลย
เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าไป สวี่หยางยิ้มและกล่าวว่า “ขอบคุณ”
ภายในห้อง
ควันธูปส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว
เหอซีเสวี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง รอรับการมาเยือนของสวี่หยางและหลินไห่ถัง
หนูสุ่ยหลิงและเสี่ยวไป๋หูทั้งสองวิ่งมาอยู่ข้าง ๆ เหอซีเสวี่ยแล้ว
“ตัวน้อยทั้งสามนี้ดูดีทีเดียว เห็นได้ชัดว่าเจ้าคงดูแลอย่างดีสินะสวี่หยาง”
เหอซีเสวี่ยจ้องสวี่หยางแล้วกล่าว
ขณะนี้บุคคลทั้งสามดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้านายลูกน้องจริง ๆ
“หนูทั้งสองตัวนี้เป็นสัตว์สายเลือดขั้นสูงระดับสอง แต่ตัวที่ชื่อเสี่ยวป๋ายนั้นเป็นตัวเมียและมีสายเลือดเข้มข้นกว่า โดยอยู่ในสายเลือดระดับสาม”
เหอซีเสวี่ยสังเกตเห็นความแตกต่างได้ง่ายดาย
สวี่หยางตกใจ!
“ไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้ได้เข้าถึงพลังปราณขั้นต้น ระดับสองแล้ว” สวี่หยางพยักหน้า “แล้วเสี่ยวไป๋หูล่ะ?”
“เสี่ยวไป๋หู เป็นสัตว์ที่มีสายเลือดพิเศษ!”
คำพูดของเหอซีเสวี่ยสอดคล้องกับการคาดเดาของสวี่หยางก่อนหน้านี้
แท้จริงเสี่ยวไป๋หูเป็นสัตว์อสูรสายเลือดพิเศษ มันจึงมีวิชาภาพลวงตาเช่นนี้
เหอซีเสวี่ยกล่าวต่อว่า “แปลก เหตุใดเสี่ยวไป๋หูจึงเป็นสัตว์อสูรสายเลือดพิเศษ โดยมากสิ่งมีชีวิตจำพวกนี้ล้วนมีที่มา พวกเจ้าไปพบมาจากที่ใด”
สวี่หยางเล่าโดยย่อว่าเขาพบมันในถ้ำแห่งหนึ่ง ครั้นพบเข้าก็ยุ่งยากพอสมควร
หากครั้งนั้นมิใช่เขาที่มีจิตเทวะไม่เหมือนผู้ใด เกรงว่าคงเหนื่อยไม่น้อย
“เสี่ยวไป๋หูเกรงว่าจะไม่ธรรมดา อาจเป็นลูกหลานของสัตว์อสูรระดับสามหรือระดับสี่”
ในที่สุดเหอซีเสวี่ยก็สรุป
สวี่หยางประหลาดใจมิใช่น้อย นึกไม่ถึงว่าเสี่ยวไป๋หูจะมีที่มาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้
“สัตว์อสูรเช่นนี้มีที่มา พวกเจ้ามิต้องกังวลถึงการเติบโต ปล่อยให้เป็นไปเองตามธรรมชาติ เพียงแค่ดูแลให้ไม่ขาดแคลนของบำรุง ย่อมเพียงพอแล้ว”
“สิ่งที่พวกเจ้าต้องระมัดระวังก็คือ ระวังสัตว์อสูรอันทรงพลังจะตามหาเสี่ยวไป๋หูของเจ้าก็เท่านั้น”
อันที่จริงแล้ว สวี่หยางคาดการณ์ว่าบิดามารดาของเสี่ยวไป๋หูอาจจบชีวิตลงแล้ว
ไม่เช่นนั้น เหตุใดจึงตกระกำลำบากในเกาะร้างแห่งนี้
ท้ายที่สุดเหอซีเสวี่ยบอกให้เพิ่มพลังปราณให้หนูสุ่ยหลิงก่อน
ได้ยินดังนั้น เสี่ยวเฉียงจึงมีความสุขจนแทบจะน้ำลายไหล
“ช่างเหมือนเจ้านายเจ้าเสียจริง” เหอซีเสวี่ยพึมพำ
สวี่หยาง “…”
หลินไห่ถัง “…”
หลินไห่ถังแปลกใจเล็กน้อยที่เหอซีเสวี่ยพูดคุยกับสวี่หยางอย่างสนิทสนมกันยิ่งนัก
บัดนั้นเองความรู้สึกแปลกประหลาดก็เกิดขึ้นในใจนาง
ทว่าไม่นานนัก สิ่งที่เหอซีเสวี่ยพูดก็ดึงดูดความสนใจของนาง
เหอซีเสวี่ยหยิบยาสีน้ำตาลอมเหลืองสองเม็ดออกมา
เมื่อยาสองเม็ดนี้ปรากฏขึ้น ก็ดึงดูดหนูสุ่ยหลิงทั้งสองตัวมาในทันที
แม้แต่เสี่ยวไป๋หู ก็อยากจะเข้ามาใกล้ ทว่ากลับถูกหลินไห่ถังฉุดรั้งไว้
“นี่คือโอสถวิญญาณของสัตว์อสูรระดับสอง ช่วยเพิ่มพูนรากฐานสัตว์อสูรได้มาก ลดเวลาในการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งด้วย”
เหอซีเสวี่ยเอ่ย
ในเรื่องนี้สวี่หยางเองก็มีความรู้มิน้อย
ก่อนหน้านี้ เขาเคยให้หนูสุ่ยหลิงกิน แต่เป็นเพียงยาคุณภาพขั้นหนึ่ง
หากต้องการยาที่ดีกว่านี้ ต้องไปซื้อจากตระกูลผู้ฝึกสัตว์โดยเฉพาะ ซึ่งภายนอกมีน้อยนัก
เหอซีเสวี่ยสมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์อสูร นางพกพาของดีเช่นนี้ติดตัวไว้เสมอ
“นอกจากนี้ หนูสุ่ยหลิงจัดเป็นสัตว์อสูรธาตุดิน และควรมีสมบัติธาตุดินระดับสาม ซึ่งจะช่วยให้หนูสุ่ยหลิงซึมซับพลังยาได้ดียิ่งขึ้น”
เหอซีเสวี่ยส่ายศีรษะ “น่าเสียดายที่สมบัติธาตุดินระดับสามหาได้ยากยิ่ง กระทั่งข้าเองก็มิได้มีในครอบครอง อย่างไรก็ดี ข้าจะลองถามอาจารย์ของข้าให้ แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะมีหรือไม่”
หลินไห่ถังตกใจ
เหอซีเสวี่ยปฏิบัติกับสามีดีเกินไปแล้วกระมัง เพียงแค่สัตว์อสูรถึงกับต้องรบกวนชิงหนิวเจินเหริน
สวี่หยางกลับหัวเราะตอบ “สมบัติธาตุดินระดับสาม ข้ามีอยู่พอดี”
ก่อนหน้านี้ เขาได้รับผลึกแก้วหลิวหลีระดับสามเป็นรางวัลมา แต่ไม่รู้จะนำไปใช้อย่างไร
มิคาดคิดว่าจะมีประโยชน์กับสัตว์อสูรเช่นนี้ จึงรีบหยิบออกมาให้เหอซีเสวี่ยตรวจดู
เหอซีเสวี่ยรับไป พลางพยักหน้าด้วยความยินดี “เจ้าช่างทำข้าประหลาดใจเสียจริง ไม่นึกว่าจะมีของดีเช่นนี้ ตอนนี้ข้ารับรองได้ว่าภายในหนึ่งเดือน ข้าจะช่วยให้เสี่ยวเฉียงก้าวหน้าได้”
เสี่ยวเฉียงตื่นเต้นเหลือเกิน จ้องมองเหอซีเสวี่ยตาเป็นประกาย ราวกับจะยกนางเป็นเจ้าของคนใหม่
แล้วเหอซีเสวี่ยก็หยิบตำราวิธีเพิ่มพลังปราณของสัตว์อสูรมอบให้สวี่หยาง
“นี่คือบันทึกประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์อสูรของข้า รวมถึงวิธีเพิ่มพลังปราณของสัตว์อสูรที่ข้าเคยใช้เมื่อครั้งก่อน เจ้าจงเก็บไว้ เมื่อกลับไปแล้วเจ้าก็จะสามารถเพิ่มพลังปราณให้เจ้าตัวน้อยนี้ได้”
เหอซีเสวี่ยกำชับสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย สวี่หยางและหลินไห่ถังจึงขอลาออกไป
………
“สามี ข้ารู้สึกว่าเซียนเหอปฏิบัติกับเจ้าดีเหลือเกิน ช่างเอาใจใส่เจ้าเสียทุกเรื่องเลย”
ระหว่างทางหลินไห่ถังอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้
“ฮ่า ๆ นางคงจะหมายปองข้ากระมัง” สวี่หยางตอบกลับพลางหัวเราะ
“ปากเสียจริง ๆ นางมีพลังขอบเขตจินตานเชียวนะ นางจะมาว่านางชอบเจ้าได้อย่างไร สามีของข้านั้นแม้เก่งกาจ แต่หากขอบเขตสร้างรากฐานกับนางที่อยู่ในขอบเขตจินตาน นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว”
หลินไห่ถังส่ายหัวรู้สึกราวกับว่าสวี่หยางนั้นเล่าความเท็จ
“เหตุใด ไม่เชื่อเล่า?”
“ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว!! แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากนางหมายปองเจ้าแล้ว ก็คงจะดีนัก”
สวี่หยางยินดี “เจ้าไม่หึงหวงเลยหรือ?”
“เหตุใดจะต้องหึงหวงเล่า ก็ในเมื่อเซียนเหอหมายปองเจ้า ชีวิตของพวกเราก็คงสุขสบายยิ่งขึ้น”
หลินไห่ถังยักคิ้วพลางกล่าว
สวี่หยางยิ้มโดยมิได้กล่าวอันใด “กลับไปก่อน พักผ่อนสักหน่อยแล้วเราค่อยเดินทางกลับ”
เรื่องเหมืองแร่วิญญาณ สวี่หยางก็มิอาจเข้าไปจัดการได้ จึงคิดจะกลับไปเสียแต่เนิ่น ๆ
ในเวลาเดียวกัน
เมืองเซียนชิงหนิว ภายในจวนของโจวป๋อซู่ ประตูใหญ่ได้เปิดออก ฟ่านเหม่ยเหม่ยก้าวเข้ามาพลางเงยหน้าขึ้นมองป้ายห้าประตู ดวงตาของนางพลันซับซ้อน
ในอดีต นางภาคภูมิใจยิ่งนักที่เป็นคนของโจวป๋อซู่
แต่บัดนี้ นางได้หักหลังเขาเสียแล้ว
ภวังค์จิตของนางนั้นได้ฝังข้อจำกัดของสวี่หยางไว้แล้ว ทำให้รู้ว่าสวี่หยางนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ นางไม่อาจยอมรับได้ เพราะนางรู้ดีว่าในอนาคต นางคงมิอาจเอื้อมถึงยาสร้างจินตานหรือแม้แต่ขอบเขตเจี่ยตานอีกแล้ว
ทว่านางก็ยังยอมรับชะตากรรม
เมื่อระลึกถึงสภาพศพของฟ่านเฉิงตงและซ่งเต้าหมิง นางกลับรู้สึกว่าการได้มีชีวิตอยู่ช่างงดงามยิ่งนัก
อีกประการหนึ่ง สวี่หยางได้กล่าวว่าหากโจวป๋อซู่ล่มสลายลงแล้ว เขาจะปลดปล่อยนาง
อิสรภาพ!!
นางรวบรวมสติ เดินมุ่งหน้าสู่จวนของโจวป๋อซู่
ภายในห้องโถงใหญ่
โจวป๋อซู่ ยืนเอามือไพล่หลังรอฟ่านเหม่ยเหม่ยเข้ามา
“ตุบ!”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยคุกเข่าลงทันที โขกศีรษะลงกับพื้นพลางกล่าวว่า “โจวเจินเหริน ข้าขออภัย…”