ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 277 ทรยศกันเสียแล้ว
บทที่ 277 ทรยศกันเสียแล้ว
โจวป๋อซู่หันกลับมา ใบหน้าเคร่งขรึมเอ่ยกับนางว่า “เล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยละเอียด อย่าได้ปกปิด เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดซ่งเต้าหมิงและฟ่านเฉิงตงจึงตาย เหอซีเสวี่ยพบเหมืองแร่วิญญาณได้อย่างไรกัน?!”
แรงกดดันทางวิญญาณอันมหาศาลของผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสำแดงฤทธิ์ดุจภูผาใหญ่กดทับฟ่านเหม่ยเหม่ย
ฟ่านเหม่ยเหม่ยเหงื่อเย็นไหล กัดดฟันพยายามต้านทานแรงกดดันนี้
นางแทบจะหมอบไปกับพื้นอยู่แล้ว
“เป็นสวี่หยาง เขาเป็นผู้พบเหมืองแร่วิญญาณก่อน เมื่อซ่งเต้าหมิงและศิษย์พี่ของข้าพบ ก็ติดตามไป ที่มิคาดคือพบการต่อสู้ครั้งใหญ่ ศิษย์พี่ของข้าเดิมทีนั้นพลังสูงกว่า แต่สวี่หยางมียันต์ศักดิ์สิทธิ์! ศิษย์พี่ของข้าถูกฆ่าในพริบตา ซ่งเต้าหมิงก็ถูกฆ่าตามมาด้วย!! ข้ารอคอยอยู่ห่าง ๆ ขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อสำรวจเหมืองแร่วิญญาณ ต่อมาเมื่อข้าสัมผัสได้ว่าศิษย์พี่ของข้าตายจึงรีบปลอมตัวแล้วกลับจากเกาะจันทร์ดับมา”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยโยนความผิดทั้งหมดให้สวี่หยาง
แท้จริงแล้วสวี่หยางเป็นผู้ขอร้องให้ฟ่านเหม่ยเหม่ยพูดเช่นนี้
ในสายตาของสวี่หยาง โจวป๋อซู่เป็นคนขี้สงสัยย่อมสามารถสังเกตเห็นพิรุธได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีสายลับคนอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย โจวป๋อซู่ย่อมค้นพบว่าเขาแอบแทรกซึมเข้ามาได้แน่
หากเทียบกับการที่ให้โจวป๋อซู่ตรวจสอบด้วยตนเอง การให้ฟ่านเหม่ยเหม่ยพูดออกมาย่อมช่วยสร้างความเชื่อใจได้มากกว่า
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก…”
โจวป๋อซู่กลับมานั่งบนเก้าอี้ มือเคาะเก้าอี้ไม้เบา ๆ ครู่ใหญ่แล้วจึงพยักหน้า “เพียงแค่เหมืองแร่วิญญาณเท่านั้นหรือนี่ จากที่ข้ารู้มา เหมืองแร่วิญญาณธรรมดาทั่วไปย่อมมีแก่นวิญญาณกำเนิดขึ้นอยู่”
“ถูกต้อง ข้าได้ยินมาว่า หลังจากที่สวี่หยางพบเหมืองแร่วิญญาณแล้ว เขาได้ใช้เวลานานพอสมควรกับจ้าวลี่เยี่ยนหัวหน้าหอบังคับใช้กฎที่นั้น ข้าสงสัยว่านางอาจจะเก็บแก่นวิญญาณไป”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยรีบกล่าว
“แก่นวิญญาณ!! เหอซีเสวี่ย เจ้าช่างโชคดีเหลือเกินที่สามารถบำเพ็ญตนได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ยาสร้างจินตานได้จมลงไปในน้ำพร้อมกับเรือลำนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าสวี่หยางจะตามหาพบ และเพราะสวี่หยางทำให้เจ้ามีโอกาสอันประเสริฐเช่นนี้…”
โจวป๋อซู่กล่าวคำนี้ออกมาด้วยความเคียดแค้น
ในใจฟ่านเหม่ยเหม่ยคลายกังวลลง เมื่อความกดดันหายไปสิ้น
นางรีบกล่าวขึ้น “โจวเจินเหริน ข้าได้ยินข่าวว่าเหอซีเสวี่ยผู้โชคดีคนนั้น ได้ร่วมมือกับตระกูลซ่ง และบังคับให้ปฏิบัติตามกฎเพื่อขุดเหมืองแร่วิญญาณ”
“พวกเขาลงมือได้รวดเร็วดีเหลือเกิน”
โจวป๋อซู่ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ เขารู้ดีว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้แต่การฝึกฝนก็คงจะได้รับผลกระทบแน่
นี่คือพลังแห่งโชคชะตา หากโชคชะตาของเหอซีเสวี่ยดีเยี่ยม โชคของเขาก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น
“โจวเจินเหริน ข้ามีอุบายหนึ่ง”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“ว่ามา” โจวป๋อซู่เอ่ยพลางพยักหน้าราวกับว่ากำลังตายใจแล้ว
“เหมืองแร่วิญญาณบนเกาะจันทร์ดับอยู่ไม่ไกลจากสำนักไท่อี้ และเรากับสำนักไท่อี้ก็เคยเปิดศึกแย่งชิงเกาะจันทร์ดับกันมาแล้วด้วย”
“ข้าคิดว่าเราสามารถส่งข่าวให้สำนักไท่อี้ แล้วให้พวกเขาก่อกวนเกาะจันทร์ดับ เพื่อขัดขวางไม่ให้เหอซีเสวี่ยขุดเหมืองแร่วิญญาณได้ เมื่อเหอซีเสวี่ยต้านทานไม่ไหว โจวเจินเหรินก็สามารถอาสามาช่วยเหลือเพื่อแสดงความเป็นพันธมิตรได้ ถึงแม้ว่าเหอซีเสวี่ยจะไม่ยินยอม แต่ตราบใดที่นางยังไม่สามารถขุดเหมืองแร่วิญญาณได้ นางก็จะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ วิธีนี้ก็คือการยืมมือ… ”
สายตาของโจวป๋อซู่เป็นประกายขึ้นมาทันใด
แต่ไม่นานนัก ความกังวลก็ปรากฏขึ้นในแววตา เพราะการส่งข่าวให้สำนักไท่อี้คือการร่วมมือกับศัตรู
หากความจริงเปิดเผย เขาจะไม่มีที่ยืนบนโลกนี้อีกต่อไป
เรื่องนี้ทำให้เขากังวลใจ
“เกาะจันทร์ดับคือเมืองเซียนของข้า สถานที่เพาะปลูกพืชวิญญาณที่สำคัญที่สุด บนเกาะมีผู้พิทักษ์ระดับสี่คอยปกป้อง พร้อมค่ายกลสังหารขนาดเล็ก คอยปกป้องทุ่งวิญญาณแต่ละแห่ง! บริเวณท่าเรือและสถานที่ต่าง ๆ ยังมีปืนใหญ่ป้องกัน เสมือนเป็นป้อมปราการ… หากสำนักไท่อี้สามารถยึดที่นั่นได้ คงลงมือทำไปนานแล้ว”
โจวป๋อซู่ครุ่นคิดแล้วรู้สึกว่าวิธีนี้มีความเสี่ยงมากเกินไป
ฟ่านเหม่ยเหม่ยรีบแจ้งว่านางมีแผนที่แสดงการป้องกันของเกาะจันทร์ดับ หากนำแผนที่นี้มอบให้แก่สำนักไท่อี้ การป้องกันเหล่านั้นก็จะจัดการได้ง่ายดาย
เมื่อถึงเวลานั้นเหอซีเสวี่ยคงจะต้องโกลาหลเป็นแน่
การขุดเหมืองแร่วิญญาณย่อมต้องมีอุปสรรคใหญ่อย่างแน่นอน!!
โจวป๋อซู่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขามองฟ่านเหม่ยเหม่ยด้วยสายตาอันลึกล้ำ “เจ้าได้แผนที่ของเกาะจันทร์ดับมาจากที่ใด?”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยบอกเขาด้วยท่าทีเคารพ “ข้าได้รับมาจากซ่งเต้าหมิง ก่อนหน้านี้ซ่งเต้าหมิงเห็นว่าศิษย์พี่ของข้าถูกฆ่า เขารู้ว่าตนเองคงไม่มีชีวิตรอดเช่นกัน จึงให้สัตว์เลี้ยงของตนถือถุงเก็บของเดินทางมาหาข้า หวังให้ข้าหนีออกไปและนำข่าวที่พวกเขาถูกสวี่หยางฆ่าตายมาบอกเล่า!! ภายหลังข้าก็พบแผนที่ในถุงเก็บของของเขา”
ซ่งเต้าหมิง ในฐานะรองหัวหน้าหอบังคับใช้กฎแห่งเกาะจันทร์ดับ การมีแผนที่แสดงการป้องกันก็เป็นเรื่องปกติ
โจวป๋อซู่ไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพียงแค่พิจารณาความเป็นไปได้ของเรื่องนี้
“โจวเจินเหริน ข้าเต็มใจไปเจรจากับสำนักไท่อี้!!”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยอาสา ขณะเดียวกันก็โน้มกายลงใช้พลังทั้งหมดกล่าวว่า “ข้าจะต้องแก้แค้นให้ศิษญ์พี่ของข้าให้ได้”
“เจ้าช่างมีน้ำใจนัก”
โจวป๋อซู่รู้สึกปลาบปลื้มใจ เดิมทีเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับฟ่านเหม่ยเหม่ยมากนัก
แต่เดิมนั้นฟ่านเหม่ยเหม่ยเดินทางไปบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เพราะความพยายามของฟ่านเฉิงตง
ทว่าครานี้เขามองฟ่านเหม่ยเหม่ยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เพราะแผนการนี้ดีจริง ๆ
การใช้สำนักไท่อี้เพื่อย่ำยีแผนการของเหอซีเสวี่ย
ถึงเวลานั้น เขาจะได้ข้ออ้างอันชอบธรรมในการเข้าร่วมเกาะจันทร์ดับเพื่อแย่งชิงเหมืองแร่วิญญาณ
แม้จะเข้าร่วมไม่ได้ แต่ในระยะสั้นเหมืองแร่วิญญาณแห่งนั้นจะไม่ก่อประโยชน์ให้แก่เหอซีเสวี่ย ดังนั้นพวกเขายังคงอยู่บนจุดเริ่มต้นเดียวกัน
ทว่า
แผนการนี้มีความเสี่ยงสำคัญประการหนึ่ง
นั่นคือการมอบแผนที่ป้องกันการรุกรานและติดต่อกับสำนักไท่อี้เพื่อโจมตีเกาะจันทร์ดับถือเป็นการทรยศหักหลังบ้านเมือง
หากถูกตรวจพบเมื่อใด…
ฟ่านเหม่ยเหม่ยอึ้งไป
นางเหลือบมองโจวป๋อซู่
ถูกต้องแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแผนการของสวี่หยาง
แผนการของสวี่หยางนั้นเรียบง่าย
โดยพื้นเพแล้วคือการให้โจวป๋อซู่ทำลายแผนการทำเหมืองของเหอซีเสวี่ย ทว่าเมื่อใดที่โจวป๋อซู่ติดต่อกับสำนักไท่อี้ เขาก็จะหาโอกาสทำให้ทุกคนรับรู้ว่าโจวป๋อซู่ทรยศหักหลังบ้านเมือง
เมื่อนั้น
ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ไม่จำเป็นต้องให้เหอซีเสวี่ยลงมือด้วย
เมืองเซียนชิงหนิวจะไม่มีที่สำหรับโจวป๋อซู่อีกต่อไป
เพราะเขาคือพวกทรยศ!!
เหล่าผู้นำแห่งเมืองเซียนจะเป็นผู้ลงมือจับกุมเขาด้วยตนเอง
แน่นอนว่าแผนการนี้มีความยุ่งยากอยู่ประการหนึ่ง
หากโจวป๋อซู่รอบคอบมากพอ เขาอาจไม่เลือกที่จะร่วมมือกับสำนักไท่อี้
หากไม่ร่วมมือ สวี่หยางก็ไร้ซึ่งปัญหา เหอซีเสวี่ยจึงสามารถรวบรวมสมัครพรรคพวก เริ่มต้นขุดเหมืองได้อย่างสบายใจ
แต่สวี่หยางเชื่อว่า ท้ายที่สุดโจวป๋อซู่ก็จะตอบตกลง
เหมืองแร่วิญญาณมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเขาแม้แต่ชิงหนิวเจินเหรินเองก็ไม่อาจมองข้ามผลประโยชน์ตรงนี้ได้
แม้แต่ชิงหนิวเจินเหรินยังให้ความสำคัญ โจวป๋อซู่จะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร
ดังนั้น สวี่หยางจึงมั่นใจว่าโจวป๋อซู่คงจะเลือกเสี่ยง
แน่นอนว่า เขาคงจะใช้เคล็ดวิชาบางอย่าง เพื่อไม่ให้ตนเองถูกเปิดเผย
ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็รู้ว่าโจวป๋อซู่ได้ร่วมมือกับสำนักไท่อี้มาเนิ่นนานแล้ว
ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ที่เหอซีเสวี่ยกำลังหลอมยาสร้างจินตาน คนของโจวป๋อซู่และสำนักไท่อี้ได้ปรากฏตัวพร้อมกัน พวกเขาเตรียมลอบสังหารเหอซีเสวี่ย ทำลายการหลอบยาสร้างจินตานของนาง
จากจุดนี้แสดงให้เห็นว่าโจวป๋อซู่ยอมรับความเสี่ยงนี้ และได้ทรยศไปแล้ว
คราวก่อนไม่มีหลักฐานมัดตัวเขาได้
โอกาสเช่นนี้มาถึงอีกครั้ง โจวป๋อซู่อาจเสี่ยงอีกครั้งโดยเลือกที่จะร่วมมือกับสำนักไท่อี้
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
โจวป๋อซู่พูดขึ้น
“ฟ่านเหม่ยเหม่ย เจ้าเต็มใจเดินทางไปสำนักไท่อี้จริง ๆ หรือ?”
โจวป๋อซู่กล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย
“ข้าน้อยเต็มใจ! ศิษย์พี่เป็นผู้มีพระคุณต่อข้า บัดนี้เขาสิ้นชีพอย่างอนาถที่เกาะจันทร์ดับ ข้าจะต้องทำให้คนอย่างสวี่หยางชดใช้ให้ได้”
“ดี ข้าจะส่งคนไปกับเจ้า เจ้าจงมอบแผนที่ป้องกันและจดหมายของข้าให้กับคนผู้หนึ่ง…”
จากนั้นโจวป๋อซู่ก็เริ่มลงมือเขียนจดหมาย
เช่นเดียวกับที่สวี่หยางคาดการณ์ไว้
โจวป๋อซู่ตัดสินใจที่จะเสี่ยงอีกครั้ง
พูดตามจริง หากฟ่านเหม่ยเหม่ยไม่ถูกควบคุม แผนการของโจวป๋อซู่ก็ยังคงมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
เขาเชื่อเช่นเดียวกับคราวก่อนว่า คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แม้แต่สำนักไท่อี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนร่วมมือกับพวกเขา
นี่ก็เป็นสาเหตุที่เขาเลือกเสี่ยง เพราะนอกจากผู้ส่งสารแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าผู้ที่ติดต่อสำนักไท่อี้เพื่อแจ้งเบาะแสคือใคร
ครั้งก่อน เขาเป็นคนหาคนเร่ร่อนข้างนอกมาส่งจดหมาย
หลังจากนั้น คนเร่ร่อนคนนั้นก็ถูกฆ่าปิดปาก
ครั้งนี้ เขาจึงตัดสินใจให้ฟ่านเหม่ยเหม่ยเป็นคนส่งจดหมายแทน
มีเหตุผลสองประการ
ประการแรก แผนการนี้เป็นแผนที่ฟ่านเหม่ยเหม่ยคิดขึ้น แผนการจะดำเนินไปได้ดียิ่งขึ้นหากนางจัดการเอง
ประการที่สอง ฟ่านเหม่ยเหม่ยได้รับความไว้วางใจจากเขาแล้ว
ใครจะคิดว่า คนที่คิดแผนการชั่วร้ายนี้ขึ้นมาได้กลับกลายเป็นคนทรยศข้างกายเขาเสียเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ญาติพี่น้องของฟ่านเหม่ยเหม่ยก็ยังถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม นางจึงเจาะจงที่จะแจ้งเบาะแสว่า สวี่หยางคือตัวการใหญ่ การกระทำเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่าฟ่านเหม่ยเหม่ยมีความเกลียดชังต่อสวี่หยางและเหอซีเสวี่ยเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้จึงให้ฟ่านเหม่ยเหม่ยเป็นคนส่งจดหมาย ผลลัพธ์จึงจะดีกว่า
มิฉะนั้นแล้ว หากจะหาคนเร่ร่อนมาส่งอีกก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ไว้ใจฟ่านเหม่ยเหม่ย
ดังนั้น เขาจึงยื่นมือออกไปปล่อยคาถาใส่ไปที่บริเวณหน้าผากของฟ่านเหม่ยเหม่ย
“โจวเจินเหริน นี่มัน…”
“นี่คือยันต์ส่งข่าวของข้า เจ้าจงใช้มันเวลาที่เจ้ามีเรื่องราวใด ๆ ข้าจะได้รู้”
ยันต์ส่งข่าวนี้กับยันต์ส่งข่าวที่เหอซีเสวี่ยใช้กับสวี่หยางนั้นเป็นชนิดเดียวกัน
มันสามารถใช้ในการดักฟังและบอกตำแหน่งได้
อีกด้านหนึ่ง
สวี่หยางใช้ข้อจำกัดทางภวังค์จิตของฟ่านเหม่ยเหม่ยเพื่อรับรู้ทุกสิ่งอย่าง
เขาเผยรอยยิ้มออกมา
“เหยื่อติดเบ็ดแล้วละสิ!!”
ณ เกาะจันทร์ดับ ริมทะเลสาบแห่งหนึ่งซึ่งงดงามราวกับภาพวาด สวี่หยางกระตุกเบ็ดตกปลา ปลาเขียววิญญาณยาวเกือบเท่าคนตัวหนึ่งถูกกระชากขึ้นมา
“ได้มาอีกแล้ว สามีเก่งจริง ๆ เลย”
หลินไห่ถังกล่าว
สวี่หยางหั่นปลาเขียววิญญาณเป็นชิ้น ๆ เก็บมันใส่ถุงเก็บของ “เอาละ กลับบ้านกันเถอะ”
เวลาผ่านไปหลายวัน สวี่หยางก็กลับมาถึงเมืองซานชิงซานอีกครั้ง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….