ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 278 ความขัดแย้งที่ชายแดน
บทที่ 278 ความขัดแย้งที่ชายแดน
ณ ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู
การกลับมาของสวี่หยางและหลินไห่ถังทำให้ภรรยาทั้งสามมีความสุขอย่างมาก
หลายวันที่ไม่ได้พบกัน ภรรยาทั้งสามก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว
ผู้ที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดคงจะเป็นเสิ่นม่านอวิ๋น
ก่อนหน้านี้ เสิ่นม่านอวิ๋นเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณ แต่ตอนนี้ได้เข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป นางก็มีกลิ่นอายของปราณฟุ้งออกมา
เสิ่นม่านอวิ๋นยังได้บอกข่าวดีแก่สวี่หยาง
วิชาวาดยันต์ของนางได้บรรลุขั้นต่ำ ระดับสองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะนี้ อัตราความสำเร็จในการวาดยันต์ขั้นต่ำ ระดับสองอยู่ที่สิบส่วน!!!
โดยปกติแล้ว อัตราความสำเร็จจะไม่สูงขนาดนี้
ทว่าเสิ่นม่านอวิ๋นได้ใช้พู่กันสร้างยันต์วารีระดับสามที่ได้รับเป็นรางวัลเมื่อครั้งก่อนมาวาดยันต์ ทำให้นางรู้สึกราวกับสายน้ำกำลังหลั่งไหล ทุกอย่างดูง่ายดายยิ่งนัก
หากจะคิดคำนวณให้ดีแล้ว เครื่องรางขั้นสูง ระดับสอง นางก็สามารถใช้พู่กันสร้างยันต์วารีย์สร้างได้ เพียงแต่ว่าอัตราความสำเร็จจะต่ำมาก
สวี่หยางลูบศีรษะเสิ่นม่านอวิ๋นแล้วกล่าวด้วยความชื่นชมว่า “ดีมาก ดีมาก มีความก้าวหน้า ตอนเย็นข้าจะให้เจ้ากินกุนเชียง”
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
ทันใดนั้น ใบหน้าของเสิ่นม่านอวิ๋นก็แดงขึ้น นางดุเสียงดังว่า “อย่ามาล้อเล่นเช่นนี้นะ!”
“ฮะฮะฮ่า เจ้าเข้าใจผิดไปแล้ว ข้าพูดจริง”
สวี่หยางหัวเราะจากนั้นจึงบอกให้หลินไห่ถังหยิบของในถุงเก็บของออกมา
หลินไห่ถังยิ้มกล่าว “สามีได้เตรียมของขวัญมาฝากทุกคนด้วยนะ”
กล่าวจบ นางก็หยิบกุนเชียงออกมาเป็นอันดับแรก
“นี่คือกุนเชียงจากเกาะจันทร์ดับ ทำจากปลาเขียววิญญาณ เนื้ออร่อยมากเลยละ ก่อนจากมาสามีได้ไปตกปลาชนิดนี้มาหลายตัว ฉลามกระบี่ก็เช่นกัน มันมีสรรพคุณในการบำรุงกำลังอีกด้วย”
หลินไห่ถังกล่าวเน้นเป็นพิเศษ
“เอ่อ ไม่ต้องพูดถึงสรรพคุณในการบำรุงกำลังก็ได้”
สวี่หยางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“คิกคัก…”
หลินไห่ถังปิดปากหัวเราะ
จากนั้น นางก็หยิบรองเท้าปักลายดอกไม้ ชุดตัวใน ชุดชั้นใน และเสื้อคลุมออกมาเป็นของขวัญ
ทันใดนั้น
ในห้องก็มีเสียงร้องตกใจเป็นระยะ ๆ
“สวยจังเลย”
“ข้าชอบของขวัญชิ้นนี้”
“สามี เจ้าดีจริง ๆ…”
“กินกันเถิด ข้าหิวแล้ว”
สวี่หยางโอบหลินอวี้ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลินอวี้กะพริบตา ใบหน้าแดงก่ำกล่าวว่า “ข้าจะไปทำอาหาร”
อาหารค่ำอันอบอุ่นมื้อนี้ ช่างเป็นที่น่ายินดียิ่งนัก
เมื่อรับประทานอาหารเกือบหมดแล้ว สวี่หยางก็โบกมือแล้วกล่าวว่าไปนอนกันเถเอะ
เหล่าภรรยาต่างหัวเราะแล้วเดินเข้าไปในห้อง
…………
ไม่นานหลังจากสวี่หยางจัดระเบียบต่าง ๆ เสร็จ เขาไปที่ถ้ำฝึกตนข้าง ๆ
ตอนนี้เสี่ยวป๋ายและเสี่ยวเฉียง หนูสุ่ยหลิงทั้งสองมุ่งหน้าในการฝึกฝนเป็นอย่างดี
เบื้องหน้าของพวกมัน มีผลึกแก้วหลิวหลีระดับสามวางอยู่
จากบันทึกการใช้สัตว์อสูรของเหอซีเสวี่ย สวี่หยางก็สามารถรู้วิธีการใช้ผลึกแก้วหลิวหลีได้อย่างง่ายดาย
เขาแบ่งครึ่งหนึ่งของผลึกแก้วหลิวหลี วางไว้เบื้องหน้าของหนูสุ่ยหลิงทั้งสองตัว
ในยามปกติ เสี่ยวเฉียงมักจะตามใจเสี่ยวป๋าย แต่ครั้งนี้เสี่ยวเฉียงดูดซับผลึกแก้วหลิวหลีด้วยความโลภ
ลมปราณของมันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
สวี่หยางพบว่าเสี่ยวป๋ายสนใจผลึกแก้วหลิวหลีมาก แต่หลังจากดูดซับแล้วความคืบหน้าก็ไม่เร็วเท่าไร
มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือ
เสี่ยวป๋ายเคยดูดซับผลึกแก้วหลิวหลีระดับสามแล้ว การดูดซับซ้ำอาจได้ผลธรรมดาทั่วไป
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้สวี่หยางจึงสั่งให้เสี่ยวป๋ายออกไปเล่นที่อื่นก่อน แล้วปล่อยให้เสี่ยวเฉียงเป็นผู้ดูดซับ
เสี่ยวป๋ายรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงยอมอย่างไม่เต็มใจนัก
“ดูดซับช้า ๆ รอจนกว่าพวกเจ้าจะดูดซับจนเกือบหมดแล้ว ข้าจะให้เจ้ากินโอสถวิญญาณ รับรองว่าจะพัฒนาอย่างแน่นอน!!”
สวี่หยางยิ้ม
เมื่ออยู่ต่อหน้าสวี่หยาง เสี่ยวป๋ายดูเชื่อฟังมากทีเดียว เพราะมันไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากติดตามสวี่หยางแล้ว ชีวิตจะดีขนาดนี้
ไม่เพียงแต่มีเจ้าของบ้านที่งดงามเป็นผู้ดูแลเท่านั้น แต่ทุกวันยังมีผลไม้วิญญาณ รวมถึงปลาและเนื้อวัวชั้นดีให้กินด้วย ไม่รู้จะสุขไปมากกว่านี้ได้อย่างไร!!
หลังจากนั้นเสี่ยวป๋ายก็วิ่งมาถูไถขาของสวี่หยางอย่างสนิทสนม
โดยไม่รู้ตัวพลังปราณของสัตว์เลี้ยงตัวน้อยทั้งสองก็เพิ่มขึ้นอย่างเต็มที่
ส่วนผลึกแก้วหลิวหลีก็ค่อย ๆ หมดลง เมื่อพวกมันเข้าสู่จุดสูงสุด สวี่หยางก็ให้มันกินโอสถวิญญาณ
“นี่คือโอสถวิญญาณระดับสอง เป็นของพวกเจ้าแล้ว”
สวี่หยางมองดูพวกมันกลืนกินโอสถวิญญาณนั้น
ขณะที่สังเกตอาการของพวกมัน สวี่หยางก็ดูบันทึกสัตว์อสูรที่เหอซีเสวี่ยมอบให้ เมื่อใดที่มีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น เขาก็จะรีบลงมือในทันที
ไม่มีทางอื่น นี่เป็นช่วงเวลาที่สัตว์อสูรจะก้าวเข้าสู่ระดับสอง ซึ่งเทียบเท่ากับขอบเขตสร้างรากฐานของมนุษย์
เขาจึงให้ความสำคัญอย่างมาก
เวลาผ่านไปในพริบตา สามวันก็ล่วงเลยไปแล้ว
เหนือถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ มีกลิ่นอายของปราณแผ่กระจายอยู่
โชคดีที่มีค่ายกลปกปิด ทำให้คนภายนอกไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่
สวี่หยางหัวใจเต้น มุมปากกระตุกแล้วยิ้มออกมา
เสี่ยวป๋ายพลังปราณเพิ่มขึ้นแล้ว บรรลุถึงขั้นกลาง ระดับสอง ซึ่งเกือบจะใกล้เคียงกับขั้นสูง ระดับสอง
ส่วนเสี่ยวเฉียงก้าวขึ้นมาถึงขั้นต่ำ ระดับสองโดยตรง
“ดีมาก ตอนนี้ความสามารถเพิ่มขึ้นมาก”
สวี่หยางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ยกเลิกค่ายกลควบแน่นวิญญาณ ภายในถ้ำฝึกตน เขาพาสองตัวน้อยออกไป
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
เสี่ยวเฉียงกระโจนมาหาหลินอวี้ด้วยความดีใจ
ส่วนเสี่ยวป๋ายนั้นสนิทกับหลินไห่ถังมากกว่า จึงวิ่งมาทางหลินไห่ถัง
“พวกเจ้าล้วนก้าวมาถึงระดับสองแล้ว วันนี้คงต้องจัดโต๊ะสุรา ฉลองกันสักหน่อย”
หลินอวี้หัวเราะพลางกล่าว
“ข้าจะไปเตรียมตัว” เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าว
วันนี้ทั้งครอบครัวทาอาหารกันอย่างมีความสุขเป็นพิเศษ
สวี่หยางสังเกตเห็นว่า ท่าทีของเสี่ยวป๋ายที่มีต่อเสี่ยวเฉียงนั้นผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
ระหว่างที่พวกเขากินข้าว เสี่ยวป๋ายตัวน้อยได้วิ่งออกไปข้างนอก สุดท้ายเสี่ยวเฉียงก็ตามออกไปจีบสำเร็จ
สวี่หยางรู้สึกปลาบปลื้ม
ในที่สุดสิ่งที่สอนไปก็มิได้เปล่าประโยชน์
……
ครู่เดียวก็ผ่านไปกว่าเดือนแล้ว
ในช่วงเวลานี้
สวี่หยางใช้ยันต์พันธนาการบนตัวฟ่านเหม่ยเหม่ยคอยสังเกตการกระทำและคำพูดของนางทุกฝีก้าว
ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ นางได้เดินทางไปถึงสำนักไท่อี้และสามารถส่งจดหมายถึงผู้อาวุโสเหรินต้าหู่แห่งสำนักไท่อี้ได้สำเร็จ
หลังจากนั้น นางก็เดินทางกลับเมืองเซียน
สวี่หยางได้รับรู้จากปากของฟ่านเหม่ยเหม่ยว่า ตอนที่ออกเดินทางไปครั้งนี้ นางรู้สึกว่ามีคนติดตามมา
นอกจากนี้เพื่อให้แน่ใจว่าฟ่านเหม่ยเหม่ยจะไม่ทรยศต่อเขา โจวป๋อซู่จึงได้ติดยันต์ส่งข่าวไว้กับตัวนาง
ยันต์ส่งข่าวนี้สามารถใช้ส่งข่าวสารได้ นอกจากนี้ยังสามารถระบุตำแหน่งและดักฟังได้อีกด้วย
อืม เหมือนกับยันต์ส่งข่าวที่เหอซีเสวี่ยมอบให้เขา
ด้วยเหตุนี้ทุกการกระทำของฟ่านเหม่ยเหม่ยจึงอยู่ในสายตาของโจวป๋อซู่
ปัจจุบัน ฟ่านเหม่ยเหม่ยได้เดินทางกลับเมืองเซียนแล้ว
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้
สวี่หยางได้รับข้อมูลจากสายข่าวอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คืออวี๋ลี่ ได้ความว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริเวณสำนักไท่อี้มีการเคลื่อนไหวของผู้บำเพ็ญมนุษย์เป็นวงกว้าง แบ่งเป็นหลายระลอกกำลังมุ่งหน้าไปทางเกาะจันทร์ดับ
“คราวก่อนที่ข้าออกจากเกาะจันทร์ดับ ข้าได้บอกแผนการให้กับเซียนเหอล่วงหน้าแล้ว ด้วยเคล็ดวิชาของนาง นางน่าจะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของสำนักไท่อี้ และเตรียมตัวล่วงหน้าได้แล้ว”
สวี่หยางพึมพำเบา ๆ
ความขัดแย้งครั้งนี้ระหว่างสองกลุ่มอำนาจใหญ่จัดเป็นการปะทะกันที่แนวชายแดน เทียบเท่ากับสงครามระหว่างสองประเทศเลยก็ว่าได้
สุภาษิตที่ว่า “ทัพยังไม่ออก รอดก็ต้องเดิน”
สวี่หยางคาดการณ์ว่าอีกไม่นานราคาของยุทธปัจจัยของสำนักไท่อี้และที่นี่จะต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาจึงได้สั่งให้หลี่ลี่จือจากหอการค้าหงไห่ จัดหาเสบียงมาให้เขาจำนวนหนึ่ง
ต่อมา เวลาใดที่สวีหยางว่าง เขากับเสิ่นม่านอวิ๋นก็จะช่วยกันเขียนยันต์
วันนี้
สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีนั้นมีจดหมายส่งมา
เป็นหวงเสี่ยวเหมยแน่นอนที่เป็นคนส่งมา
นางบอกว่า เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวลือว่าเกาะจันทร์ดับของเมืองเซียนชิงหนิวนั้นได้ค้นพบเหมืองแร่วิญญาณ เนื่องจากเกาะจันทร์ดับนั้นตั้งอยู่ใกล้กับสำนักไท่อี้เป็นอย่างมาก สำนักไท่อี้จึงอาจจะลงมือแย่งชิง
วันนี้ผู้อาวุโสเหรินต้าหู่แห่งสำนักไท่อี้ได้เดินทางมาที่เกาะที่หกของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี เพื่อมาจัดหาเครื่องรางและกระดานค่ายกล ซึ่งเป็นเสบียงที่ใช้ในเชิงกลยุทธ์เป็นจำนวนมาก
นางให้สวี่หยางระมัดระวังตัวเอาไว้
นอกจากนี้ นางยังเล่าถึงสถานการณ์ของนางด้วย
การประลองของศิษย์สายตรงกำลังจะเริ่มขึ้น นางอยากจะยืมหินวิญญาณสักหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นก้อนจากสวี่หยาง
นางคิดจะเตรียมซื้อศัสตราศักดิ์สิทธิ์สักอันหนึ่ง และซ่อมหุ่นเชิดที่นางได้จากเขตแดนลับแห่งนั้นด้วย!
“เยอะขนาดนี้เลยหรือ!”
สวี่หยางอึ้ง
แต่เมื่อหวงเสี่ยวเหมยกล่าวเช่นนี้แล้ว สวี่หยางจึงตัดสินใจจะสนับสนุน!
เขาค่อนข้างรู้จักหวงเสี่ยวเหมย
หวงเสี่ยวเหมยไม่ใช่คนพูดมาก เมื่อนางพูดขึ้นเช่นนี้ แสดงว่านางมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะสามารถเป็นศิษย์สายตรงได้!
นี่ก็เหมือนเป็นการลงทุน
ลงทุนสำเร็จ กำไรมหาศาล
หากการลงทุนล้มเหลว ก็จะสูญหินวิญญาณหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นก้อนเท่านั้น สำหรับสวี่หยางมิใช่เรื่องใหญ่อะไร
เพราะเมื่อรอถึงคราที่เหมืองแร่วิญญาณถูกขุดแล้ว เขาคงได้กำไรถึงสิบส่วน
ฉับพลัน เขาก็ส่งยันต์ส่งข่าวติดต่อไปยังหอการค้าหงไห่ เพื่อขอความช่วยเหลือจากหลี่ลี่จือให้ช่วยหากองกำลังคุ้มกันที่วางใจได้
หลี่ลี่จือตอบรับว่าจะนำคนมาให้ถึงที่ในวันถัดไป
ต่อมาสวี่หยางจึงส่งจดหมายไปหาหวงเสี่ยวเหมย
โดยในจดหมายระบุว่า เขาได้ทราบเรื่องราวของสำนักไท่อี้เป็นที่เรียบร้อย และเขาก็ยินดีจะช่วยเตือนเหอซีเสวี่ย
ส่วนเรื่องหินวิญญาณ สวี่หยางได้ขอความช่วยเหลือจากกองกำลังคุ้มกันที่วางใจได้แล้ว หินวิญญาณจะถูกนำมาถึงอย่างปลอดภัย
หอการค้าหงไห่ก็มีหน้าที่ในการดูแลการขนส่งสินค้า
หินวิญญาณมากมายขนาดนี้ หากจะขนส่งโดยการส่งจดหมายคงไม่เหมาะนัก อาจจะถูกผู้ใดมาแย่งชิงไปได้ จึงควรหาคนคุ้มกันที่ไว้ใจได้จะดีกว่า
วันถัดมา
หลี่ลี่จือเดินทางมาถึงก่อน
เขาและสวี่หยางนั่งดื่มชาในบ้าน เขาได้กล่าวถึงเรื่องราวที่พบเห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้
ยังนึกเอ่ยชื่นชมโชคชะตาอันดีของสวี่หยางที่สามารถพบเหมืองแร่วิญญาณ
บัดนี้ ยังจะมีผู้ใดไม่ล่วงรู้ว่าเหมืองแร่วิญญาณแห่งนี้เป็นของสวี่หยาง ซึ่งได้มอบให้แก่เซียนเหอ
“ข้าจะพาเจ้าไปพบเซียนเหอ เจ้าเป็นแขกคนสำคัญของเซียนเหอ ข้าละอิจฉาเจ้าเหลือเกิน”
หลี่ลี่จือรำพึงด้วยความรู้สึกประหลาดใจเป็นพิเศษ สวี่หยางผู้ที่รับใช้เขานั้น การฝึกฝนกลับสูงส่งเทียบเท่าเขาแล้ว ทั้งสองคนต่างก็ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายแล้ว
สวี่หยางถอนหายใจเบา ๆ แล้วก็ถามอย่างจริงจังว่า “พี่หลี่ ข้ามิได้ปิดบังเจ้า ข้าต้องการส่งหินวิญญาณออกไป 170,000 ก้อน!!”
สวี่หยางไม่ได้คิดจะปิดบัง
ถึงอย่างนั้น การขนส่งของที่พิเศษก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สินค้ามีค่าสูงมาก
มิฉะนั้น คนส่วนใหญ่คงส่งจดหมายได้โดยตรงไปแล้ว
“มากขนาดนี้เชียวหรือ…”
หลี่ลี่จือตะลึงไปครู่หนึ่ง
“เพื่อมอบให้แก่สหายแห่งสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี นางจะเข้าแข่งขันศิษย์สายตรง ข้าก็เลยสนับสนุนนาง!!”
หลี่ลี่จือตาเป็นประกาย “ศิษย์สายตรงเชียวหรือ”
“อืม!”
“ดีเลย นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากได้เป็นศิษย์สายตรง อนาคตย่อมมั่นคง การจะเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานย่อมราบรื่นแน่นอน”
“เป็นเช่นนั้นหรือ อย่างนั้นก็ดีทีเดียว” สวี่หยางพยักหน้า
“พี่หลี่ ผู้คุ้มกันคนนั้นเชื่อใจได้หรือไม่”
“วางใจได้ ทรัพย์สินที่มีค่ามาก ข้าล้วนส่งมอบให้แก่เขา อีกอย่างครอบครัวของเขาก็อยู่ในความดูแลของข้า หากกังวลเรื่องครอบครัว เขาก็จะไม่คิดทรยศแน่นอน”
สวี่หยางทราบดีว่าการดูแลครอบครัวเช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นการจับตัวประกันทางอ้อม
เพียงครู่เดียวสวี่หยางก็ได้พบกับผู้คุ้มกัน ทว่าคนคนนั้นกลับกลายเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตาน แถมยังเป็นสตรีอีกด้วย
ยอดฝีมือเช่นนี้ ราคาค่าจ้างจึงแพงหูฉี่ วิ่งเพียงเที่ยวเดียวก็ใช้หินวิญญาณถึง 5800 ก้อน!
สวี่หยางจึงจ่ายค่าจ้างโดยไม่ลังเล
หลังจากรับถุงเก็บของที่ใส่จดหมายและหินวิญญาณ หญิงสาวผู้นี้ก็พยักหน้าหงึก ๆ กล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขอตัว!”
จิตเทวะของสวี่หยางแผ่กระจายออกไป
พบว่าเมื่อหญิงสาวผู้นี้จากไปแล้ว นางกลับสวมหน้ากากปลอมตัวเป็นชายหนุ่มรูปงาม
“สวี่หยางยังมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง! เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักไท่อี้มีคนเดินทางไปรวมตัวกันที่เกาะจันทร์ดับ เจ้าได้ยินเรื่องนี้หรือไม่? ข้าสงสัยว่ามีบางคนได้เริ่มก่อกวนที่เกาะจันทร์ดับแล้ว!”
“โอ้?” สวี่หยางมองหลี่ลี่จือที่เต็มไปด้วยท่าทีลึกลับ สวี่หยางเข้ามาใกล้ “พี่ใหญ่หลี่ เขาเริ่มวุ่นวายที่เกาะจันทร์ดับโดยไม่ให้ใครรู้ตัวเช่นนี้ เจ้าว่าใครกันที่กล้าหาญปานนั้น”
“ข้าก็ได้ยินจากหุ้นส่วนทางการค้าที่นั่นเช่นกัน! บุคคลผู้นี้มีฉายาว่าข่ายถังผู้บำเพ็ญชั่วร้ายซึ่งชื่นชอบการฆ่าฟัน”