ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 284 หลิวเป้าตัวปลอมและการวิเคราะห์ที่แท้จริง
บทที่ 284 หลิวเป้าตัวปลอมและการวิเคราะห์ที่แท้จริง
สวี่หยางสวมหน้ากากไร้รูปบนใบหน้าของตนเอง
และในเวลาอันรวดเร็ว หน้ากากก็ละลายราวกับน้ำแข็ง ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นใบหน้าใหม่ แน่นอนว่านี่คือใบหน้าของหลิวเป้า
ครั้งก่อนหลิวเป้าได้รับการว่าจ้างจากสำนักไท่อี้ให้พยายามแทรกแซงการก้าวสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ย
ต่อมาหลิวเป้านำเหล่าลูกน้องให้ล่าถอย กลับไปยังอาณาเขตของสำนักไท่อี้และใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาสวี่หยางได้รับข่าวจากสายในของหลิวเป้า อย่างอวี๋ลี่ว่าหลิวเป้าพาคนห้าหกราย ประจำการอยู่ที่เกาะตะวันดับ ณ ฐานที่มั่นของสำนักไท่อี้
เกาะตะวันดับและเกาะจันทร์ดับห่างกันราวเจ็ดร้อยกงหลี่ เป็นแนวหน้าของเหล่ามหาอำนาจ
ครั้งนี้ สำนักไท่อี้มีแผนโจมตีเกาะจันทร์ดับ หลิวเป้าก็ได้รับคำสั่งจึงได้เดินทางมายังที่แห่งนี้
ตอนนี้หากเขาปลอมเป็นหลิวเป้า อาจเป็นไปได้ว่าผู้คนแถบนี้จะรู้จัก
‘หากคนเหล่านี้รู้จักหลิวเป้า และคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน พวกเขาก็คงจะล่วงรู้แผนการทั้งหมดเช่นกัน’
‘และถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้จักหลิวเป้าก็ตาม การเข้าไปเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นโดยตรงก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไร ถึงอย่างไรเขาก็สามารถถอนตัวออกมาได้ทันที เพราะเขาได้จดจำกลิ่นอายของคนเหล่านั้นไว้แล้ว ครั้นหากพวกเขาจะหลบไปที่ใด เขาก็พอจะล่วงรู้ได้’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สวี่หยางจึงเดินตรงไปยังกระท่อมไม้
ในห้องนั้น มีผู้คนรวมกันห้าคน
นอกจากหญิงหนึ่งคนชายสามคนเมื่อครู่แล้ว ยังมีผู้แข็งแกร่งอีกคนที่แผ่ลมปราณของขอบเขตเจี่ยตานออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหัวหน้ากลุ่ม
เมื่อสวี่หยางปล่อยลมปราณของขอบเขตเจี่ยตานทันทีที่เข้ามา ผู้แข็งแกร่งแห่งขอบเขตเจี่ยตานผู้นี้ก็สังเกตเห็น
“อืม หลิวเป้าเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ลมปราณของเจ้าอาจถูกเหอซีเสวี่ยพบเห็น จึงไม่ควรมาล่วงหน้าเช่นนี้”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน ซึ่งมีรูปร่างและวัยไล่เลี่ยกับหลิวเป้า ได้ส่งกระแสเสียงตรงมายังสวี่หยาง
ใจของสวี่หยางเต้นรัว
ดังที่เขาคาดการณ์ไว้ หลิวเป้ารู้จักกับพวกเขาทั้งคู่
เช่นนี้ก็ยิ่งง่ายดายขึ้นไปอีก
สวี่หยางเลียนเสียงหลิวเป้า พูดด้วยน้ำเสียงแหลมสูงว่า “ข้าได้รับข่าวสารสำคัญ เหอซีเสวี่ยขณะนี้อยู่ที่คฤหาสน์เหวินเฟิงแล้ว!!”
หากต้องการให้พวกเขาวางใจอย่างสนิทใจ ก็จะต้องเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อศัตรู
เนื่องจากตามข่าวสารที่เหอซีเสวี่ยส่งมา เห็นว่าผู้บำเพ็ญชั่วร้าย ข่ายถังถูกปราบแล้ว ตอนนี้จะเปิดเผยแก่พวกเขาเหล่านั้นก็คงไม่เป็นไร
“อะไรนะ??”
ผู้คนในกระท่อมต่างก็ตะลึงงัน
“ไฉนเหอซีเสวี่ยจึงมาปรากฏที่คฤหาสน์เหวินเฟิงได้ ที่แห่งนั้นมิใช่ที่พักอาศัยของหญิงสาวผู้มีนามว่าจางลี่หรือ?”
หญิงสาวที่แต่งกายคล้ายแม่บ้านเอ่ยด้วยความตกใจ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานผู้นั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ร้องอ้อขึ้น “หรือว่าจางลี่ผู้นั้นก็คือเหอซีเสวี่ยมิผิดแน่!”
“ถูกต้องแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของเหอซีเสวี่ยก็คือการล่อให้ข่ายถัง ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายออกมา”
สวี่หยางมองดูท่าทางของคนเหล่านั้นแล้วไม่เห็นแม้แต่สัญญาณความกังวลเกี่ยวกับข่ายถัง จึงเข้าใจในทันทีว่า พวกนี้คงไม่รู้จักกับข่ายถัง ผู้บำเพ็ญชั่วร้าย
มิฉะนั้นแล้ว คงจะมีการรีบแจ้งข่าวไปยังข่ายถังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เซียนเหอผู้นั้น นางคอยจับตาดูผู้บำเพ็ญชั่วร้ายและคอยเปิดกระโปรงอยู่เป็นนิจ ข้าจึงแอบแฝงกายเข้าไป เกรงว่านางคงไม่ทันสังเกตเห็น”
“ฮ่า ๆ เจ้าคิดจะสร้างความชอบใช่หรือไม่?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานเอ่ยพลางแย้มยิ้มพร้อมกับแววตาที่ดูราวกับล่วงรู้ทุกสิ่ง
สวี่หยางพยักหน้า ทำทีมิสนใจแล้วกล่าวต่อว่า “เจ้ากล่าวอะไรเช่นนั้น ข้าสร้างความชอบเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มิเช่นนั้นไยข้าจึงต้องเสี่ยงภัยเช่นนี้ ครานี้เราจะต้องทำลายที่นี่เสีย!”
“ทำลายกระนั้นหรือ ภารกิจของเราคือกำจัดหอบังคับใช้กฎมิใช่หรือ?” หญิงชรากล่าว
‘แย่แล้ว ภารกิจคือเช่นนั้นจริงหรือ?’ สวี่หยางครุ่นคิดในใจ
ยามที่ผู้คนทั้งมวลเกิดความสงสัย ชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์จึงเอ่ยอธิบายว่า “สำนักไท่อี้ มอบหมายให้เราทำลายหอบังคับใช้กฎ ทั้งนี้ก็เพื่อสำรวจที่มั่นของที่แห่งนี้และพิสูจน์ให้ได้ว่าแผนที่ป้องกันนั้นเป็นของจริงหรือไม่ ทว่าภารกิจที่แท้จริงก็คือการทำลายเหมือง มิใช่หรือ?”
“อื้ม! เจ้ากล่าวถูกต้อง สำนักไท่อี้สร้างความวุ่นวายอยู่ที่แห่งนี้ ด้วยจุดประสงค์เดียวคือทำลายเหมือง” สวี่หยางหันไปมองผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นี้อย่างยินดี
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ภารกิจของเราสำเร็จ หากสำนักไท่อี้ไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิด เราก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยง”
“เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ข้ามาในคราวนี้เพื่อดูว่าพวกเจ้าทั้งหลายจะเคลื่อนไหวเมื่อใด เพื่อที่ข้าจะได้เตรียมตัว” สวี่หยางกล่าวเสียงหนักแน่น
“ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราได้สำรวจที่มั่นแห่งนี้และได้ข้อสรุปว่ามันตรงกับแผนที่ป้องกันทุกประการ”
“จะว่ากันไป แผนที่ป้องกันที่ได้มานี้มาจากผู้ใด เจ้ารู้หรือไม่” สวี่หยางเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ข้าไม่รู้ แต่มีเสียงเล่าลือกันว่ามาจากคนผู้หนึ่งในเมืองเซียนชิงหนิว แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของสำนักไท่อี้บางคนยังไม่ทราบด้วยซ้ำ”
“ข้าพอรู้เรื่องนี้มาบ้าง” สวี่หยางกล่าวพร้อมกับยิ้ม
“หือ เจ้ารู้หรือ”
ทุกคนต่างมองมาที่เขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สวี่หยางยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
“หลิวเป้า สมแล้วที่เจ้าเป็นถึงผู้ร่วมสำนักไท่อี้ ข่าวสารว่องไวยิ่งนัก แม้กระทั่งความลับที่แม้แต่ผู้อาวุโสหลายท่านในสำนักไท่อี้ยังไม่รู้ เจ้ากลับรู้!” ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานหรี่ตาลง เกิดความรู้สึกเคารพหลิวเป้าขึ้นมา
สวี่หยางพูดพลางหัวเราะ “คนผู้นี้คือศิษย์พี่ใหญ่ขอบเขตจินตานของชิงหนิวเจินเหริน โจวป๋อซู่ไงล่ะ!”
“ว่าไงนะ? เขางั้นหรือ?”
“มีคนเล่าลือกันว่า โจวป๋อซู่เป็นคนดีมาก ในยามปกติก็ไม่ชอบการต่อสู้ เป็นที่รักใคร่ของชิงหนิวเจินเหรินมาก แล้วเขาจะกลายเป็นคนทรยศได้อย่างไรกัน?”
ผู้บำเพ็ญมนุษญ์ขอบเขตเจี่ยตานที่ดูชรารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย รู้สึกว่าข่าวของสวี่หยางมาจากที่ที่ไม่น่าเชื่อถือ
“พวกเจ้าลืมไปกระมัง ข้าเป็นคนแรกที่ค้นพบที่อยู่ที่แท้จริงของเซียนเหอยามที่นางกำลังก้าวสู่ขอบเขตจินตาน เวลานั้นเซียนเหอเผชิญหน้ากับการปิดล้อมของพวกเรา แต่ก็ยังต้านทานได้ ต่อมาได้มีผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานอีกคนมาสมทบ บุคคลผู้นั้นก็คือ โจวป๋อซู่!”
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลิวเป้าเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยไปยังที่ที่เหอซีเสวี่ยเคยฝึกตนจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ คำพูดของเขาจึงมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้
“ถึงแม้ว่าในยามปกติ โจวป๋อซู่ดูเหมือนจะเป็นคนใจดี ทว่าเป้าหมายของเขาควรจะเป็นร่างวิญญาณ! หากเหอซีเสวี่ยเติบโตขึ้นมา วันหน้าทรัพยากรที่มีในมือของชิงหนิวเจินเหริน พวกเจ้าคิดว่าจะตกเป็นของใครกันเล่า?”
สวี่หยางพูดต่อไป
เมื่อได้ยินเช่นนี้
ผู้คนในห้องก็ถึงกับตะลึง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชราขอบเขตเจี่ยตานพยักหน้าเห็นด้วย “พรสวรรค์ของโจวป๋อซู่นั้นมากล้น แต่การที่เขาจะก้าวไปถึงขั้นร่างวิญญาณนั้นคงเป็นไปได้ยาก!”
“แต่เซียนเหอไม่เหมือนกัน นางเป็นคนที่ชิงหนิวเจินเหรินเคยพูดเอาไว้ด้วยตนเองว่า ความสำเร็จในอนาคตนั้น อาจจะถึงขอบเขตแปรเทวา! หากข้าเป็นชิงหนิวเจินเหริน ข้าจะต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อฝึกฝนเหอซีเสวี่ยอย่างแน่นอน เพราะในอนาคตเมืองเซียนชิงหนิวจะกลายเป็นมหาอำนาจแห่งขอบเขตแปรเทวา ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในสามของกลุ่มมหาอำนาจเขตแดนเซียนตงไห่ และความขัดแย้งโดยรอบก็จะคลี่คลายไปเอง ไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่องกับมหาอำนาจขอบเขตแปรเทวาแน่”
สวี่หยางยิ้ม “ใช่แล้ว พอพูดเช่นนี้ แรงจูงใจของโจวป๋อซู่ก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นมาแล้ว ต้องรู้ไว้ว่าศิษย์สายตรงของชิงหนิวเจินเหรินนั้นมีศิษย์ขอบเขตจินตานทั้งสี่คน ศิษย์ทั้งสามคนนั้นต่างก็มีอายุมากแล้ว โอกาสที่จะก้าวถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดในอนาคตนั้นริบหรี่ ในขณะที่โจวป๋อซู่มีอายุไม่ถึงแปดสิบปี เขายังมีเวลาอีกเป็นร้อยปีในการเตรียมการเพื่อก้าวถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด โอกาสที่เขาจะก้าวถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดนั้นยังสูงมากด้วย”
เมื่อวิเคราะห์เช่นนี้ ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“หากข้าเป็นโจวป๋อซู่ ข้าก็คงจะระแวงเหอซีเสวี่ยที่เติบโตขึ้นมาและแย่งชิงทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรของข้า”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชราขอบเขตเจี่ยตานกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านหลิวเป้า ท่านวิเคราะห์ได้มีเหตุผล”
หญิงสาวผู้ปลอมตัวเป็นหญิงชรากล่าวด้วยความเคารพ
“หากได้ลงมือลงแรงและใคร่ครวญให้มากขึ้น หลาย ๆ เรื่องก็จะคิดออกเอง แล้วทีนี้ก็มาพูดถึงแผนการต่อไปกันเถอะ”
สวี่หยางพยักหน้า
จากนั้น สวี่หยางก็พูดคุยถึงแผนการกับผู้คนในห้องนี้ เขาไม่ออกไปไหนแล้ว เกรงว่าหากตนออกไปแล้วกลับมาอีกครั้ง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานผู้นี้จะติดต่อกับหลิวเป้าตัวจริงผ่านยันต์ส่งข่าว เช่นนั้นก็คงจะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น
แถมการอยู่กับพวกเขานั้น ยังช่วยให้สวี่หยางรับรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ตลอดเวลา
ในที่สุดก็ปรึกษาหารือกันว่า ขณะที่เหอซีเสวี่ยจับข่ายถัง พวกเขาจะฉวยโอกาสนี้โจมตีหอบังคับใช้กฎ!
ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่สวี่หยางเสนอขึ้นมาด้วยตนเอง
“ดี สหายเต๋าหลิวกล่าวเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็จะร่วมมือด้วย”
ในคืนนั้นหอบังคับใช้กฎก็ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ค่ายกลถูกทำลายจนหายไปสิ้น
กระนั้นสิ่งแปลกประหลาดคือ เหล่าศิษย์ของหอบังคับใช้กฎที่อยู่ที่นี่กลับมีเพียงน้อยนิด และเมื่อพวกเขาพบว่าศัตรูโจมตีกลับก็จะรีบหนีเตลิดไปทันที
เหล่าผู้คนมิได้รู้สึกแปลกใจสิ่งใด
ด้วยศิษย์ของหอบังคับใช้กฎส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปจัดการกับข่ายถัง เหล่าศิษย์ของหอบังคับใช้กฎที่นี่จึงน้อยลงเป็นธรรมดา
……
ยามนี้เป็นเวลากลางวัน
เหล่าผู้คนต่างตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อพวกเขากลับมาถึงที่กระท่อมไม้
“ฮ่าฮ่าฮ่า คราวนี้ต้องขอบคุณสหายเต๋าหลิวที่ช่วยเหลือพวกเรา เราจึงชนะอย่างถล่มทลาย ข้าเพิ่งรายงานไปแล้วว่าหอบังคับใช้กฎเสียหาย ผู้อาวุโสเหรินต้าหู่พึงพอใจยิ่งนัก”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานกล่าวพลางหัวเราะ
“ต่อไปนี้ ก็ต้องสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งรับของที่นี่ต่อไป” สวี่หยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ถูกต้อง ค่ายกลนั้นยากแก่การสืบหา ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของเราคือการหาตำแหน่งของปืนใหญ่หงอู่ทั้งห้าบนเกาะนี้”
ปืนใหญ่หงอู่ เป็นปืนใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ กระสุนปืนหนึ่งนัดมีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน
แต่ปืนใหญ่หงอู่จะฆ่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานไม่ได้ เนื่องจากผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ ไม่เหมือนปืนใหญ่หงอู่ที่เคลื่อนที่ยาก ดังนั้นจึงยากแก่การจัดการกับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน
เว้นแต่จะลอบโจมตี
ปืนใหญ่หงอู่ ธรรมดาจะใช้สำหรับการโจมตีเป็นกลุ่ม เมื่อศัตรูรุกรานเป็นวงกว้าง นั่นคือยามที่ปืนใหญ่จะแสดงประสิทธิภาพออกมา
เกาะจันทร์ดับ เป็นด่านหน้าสำคัญ ปืนใหญ่หงอู่จึงพร้อมยิงตลอดเวลา ซึ่งเป็นอาวุธโจมตีที่ข้าศึกเกรงขามที่สุดยามบุกโจมตี
สวี่หยางพยักหน้า “ถูกต้อง ปืนใหญ่หงอู่มีความสำคัญมาก เจ้าต้องตรวจสอบอย่างละเอียด! แต่เรื่องนี้ขอฝากพวกเจ้าด้วย ข้าคงต้องไปแล้ว”
“สหายเต๋าหลิว เจ้าจะไปเดี๋ยวนี้เลยหรือ?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานได้ยินเช่นนั้นกลับรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
สวี่หยางกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ “เหอซีเสวี่ยจัดการข่ายถังไปแล้ว หากข้ายังอยู่ที่นี่ เกรงว่านางจะพบเข้า แล้วข้าจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร”
สวี่หยางส่ายหัวแล้วจากไปอย่างสง่างาม
“มีข่าวลือเสมอว่า หลิวเป้าโหดเหี้ยม ไร้เมตตา แต่วันนี้เมื่อพบเจอตัวจริง กลับรู้สึกว่าเขาเฉลียวฉลาดนัก”
หญิงสาวผู้บำเพ็ญมนุษย์กล่าวด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
“อย่าเพิ่งตัดสินจากสิ่งที่เห็น ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานท่าทางเหมือนจะมองบางอย่างทะลุปรุโปร่ง กล่าวว่า “หลิวเป้าโหดเหี้ยมจริง คราวก่อนเขาเป็นผู้นำกลุ่มรับมือกับเหอซีเสวี่ย และเขายังได้รับความสูญเสียอย่างหนัก คราวนี้เขาเสนอตัวมาช่วยเรา ทว่าดูเหมือนจะช่วยเรา แต่ที่จริงมีเจตนาแก้แค้นเหอซีเสวี่ยต่างหาก!!”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
“แต่ก็คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเมืองเซียนชิงหนิวจะมีโจวป๋อซู่ที่คิดทรยศ”
“ใช่แล้ว เขาหักหลังเมืองเซียน การสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกเช่นนี้ หากตรวจสอบพบ…”
ผู้คนต่างตกใจ
จู่ ๆ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานก็หัวเราะขึ้นมา “แต่คราวนี้ได้โจวป๋อซู่ให้ข่าว แผนการของเราจึงไม่มีทางพลาด”
…………
สวี่หยางทะยานออกไป หน้ากากได้ถูกเปลี่ยนเป็นผู้ชายหน้าตาขี้เหร่อีกครั้ง
เมื่อคืนเหอซีเสวี่ยได้ส่งข่าวสารมาบอกเขาว่า ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายได้ถูกจับกุมตัวแล้ว
ตอนที่ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายถูกจับกุมตัว ยังมีกลุ่มคนที่พยายามช่วยเหลือเขา แต่สุดท้ายพยายามจะฆ่าผู้บำเพ็ญชั่วร้ายทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน
ถึงกระนั้นคนพวกนั้นก็ถูกนางจัดการเรียบ
แต่นางฆ่าผู้บำเพ็ญชั่วร้ายไม่ได้ เพราะต้องปล่อยให้คนทั้งโลกรู้ว่าตัวจริงของผู้บำเพ็ญชั่วร้ายคือใคร
ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายตอนแรกก็ยังมีปราณที่แข็งแกร่ง ไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นใคร
และที่น่าเสียดาย เขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นบุตรชายของตระกูลผู้บำเพ็ญเซียน
จึงถูกจำได้อย่างรวดเร็วว่าเขาคือ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่ใกล้เคียง นามว่า ‘เวินเสี่ยวเย่’