ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 286 สวมถุงน่องให้เซียนเหอ
บทที่ 286 สวมถุงน่องให้เซียนเหอ
เวลานี้สวี่หยางพูดอะไรไม่ออก
นึกไม่ถึงว่าพวกเขาล่วงเกินกันขนาดนั้นแล้ว เจ้ายังจะมาทำเป็นถือตัวอีก
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น มันก็ยิ่งมีอารมณ์พิชิตใจ
คราวนี้จะต้องให้เหอซีเสวี่ยใส่ให้จงได้
“เซียนเหอ ถ้าเช่นนั้นเจ้าสวมเอง ข้าจะยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถุงน่องชนิดนี้ไม่ได้ทนทานเท่ากับเสื้อผ้าธรรมดา ถ้าใช้แรงมากเกินไป มันอาจฉีกขาดได้ง่าย ๆ ซึ่งก็จะไม่ดีนัก”
เหอซีเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้น “ฉีกขาดง่ายงั้นหรือ?”
นางดึงถุงน่องสีดำดู ความเหนียวยืดหยุ่นดี
สำหรับผู้บำเพ็ญธรรมดาทั่วไปแล้ว ถุงน่องนี้ก็ไม่ง่ายที่จะฉีกขาด
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานแล้วนั้น มันก็ฉีกขาดได้ง่ายมาก
สวี่หยางยังคงอ้อนวอนต่อไป พูดจานุ่มนวล “เซียนเหอ เพื่อไม่ให้เจ้าฉีกถุงน่องขาดโดยไม่ตั้งใจ ข้าขอสวมถุงน่องให้เจ้าเถอะ ข้าจะเบามือและจะไม่ทำให้ขาดเด็ดขาด”
“อืม”
เหอซีเสวี่ยมองสวี่หยางอยู่ครู่หนึ่ง บนใบหน้าไม่มีอารมณ์ใด ๆ ปรากฏ ในที่สุดนางก็พยักหน้าอย่างเงียบงัน “เห็นแก่ที่เจ้าจริงใจ เช่นนั้นเจ้าจงสวมให้ข้าเถอะ”
สวี่หยางดีใจ รีบก้าวเดินเข้ามา
แต่ไม่คาดคิดว่า ขาขวาที่กลมกลึงของเหอซีเสวี่ยจะดันเข้าที่หน้าอกของสวี่หยางอย่างกะทันหัน อำนาจกดดันของขอบเขตจินตานแผ่กระจายออกมา ทำให้การเคลื่อนไหวถัดไปของสวี่หยางหยุดชะงักในทันที
“เซียนเหอ…” สวี่หยางตกใจ
“ถึงแม้จะให้เจ้ามาสวมให้ แต่ข้าขอเตือน มือไม้อย่าล้วงในที่ที่ไม่ควรล้วง เจ้าเข้าใจหรือไม่? หากเจ้ากล้าล่วงเกินข้าละก็ ข้าจะ…จะ..ตัดตรงนั้นของเจ้าทิ้ง ให้เป็นขันทีเลย!”
กล่าวจบ เหอซีเสวี่ยก็อดหัวเราะอย่างพอใจไม่ได้ ความรู้สึกที่เหนือกว่าผู้อื่นเช่นนี้ ช่างน่าพึงพอใจเสียจริง
สวี่หยางรู้สึกอึดอัดใจนัก “เซียนเหอเจ้ากระทำเช่นนี้ไม่เหมาะไม่ควรเลย”
“เหตุใดจึงไม่เหมาะ มีจุดใดที่เจ้าไม่พอใจลองกล่าวมาได้เลย ข้าเป็นคนมีเหตุผล จักไม่กระทำสิ่งใดที่ทำให้เจ้าลำบากใจแน่”
เหอซีเสวี่ยรู้สึกว่า เวลาที่สวี่หยางจริงจังนั้น ช่างน่าขันยิ่งนัก นางจึงนั่งตัวตรงแล้วจ้องหน้าสวี่หยางอย่างไม่วางตา
สวี่หยางยื่นมือทั้งสองข้างออกไปแล้วกล่าวว่า “เซียนเหอ เจ้ากล่าวว่าข้าไม่สามารถล่วงเกินที่ที่ไม่ควรได้ เจ้าก็ควรบอกข้าด้วยมิใช่หรือว่าสิ่งใดที่ข้าไม่สามารถล่วงล้ำเข้าได้”
เหอซีเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าสวี่หยางกล่าวถูกต้อง
นางพยักหน้าแล้วว่า “ได้! เช่นนั้นข้าจะกล่าวให้ฟังที่เจ้าไม่สามารถล่วงล้ำได้คือ…”
นางเพิ่งจะเอ่ยปากก็รู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล
คำบางคำจะให้กล่าวออกมาได้อย่างไร
ส่วนที่ไม่สามารถล่วงล้ำได้บนตัวนางนั้น จะกล่าวออกมาได้อย่างไรเล่า
“ฮึ่ม อย่างไรก็ตาม เจ้าห้ามล่วงล้ำเด็ดขาด” เหอซีเสวี่ยดวงตาเบิกกว้าง นางอดขันไม่ได้กับความไร้เหตุผลของตนเอง
สวี่หยางส่ายหน้าอย่างจนใจ “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเริ่มแล้ว”
สวี่หยางจับจ้องไปที่กระโปรงของเหอซีเสวี่ย ขณะที่พูดก็ยกถุงน่องสีดำ แล้วเปิดกระโปรงเหอซีเสวี่ยขึ้น
“ห้ามแม้แต่มองเชียว” เหอซีเสวี่ยเตือนอีกครั้ง หลังจากนั้นริมฝีปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย นางรู้สึกว่าสถานการณ์เช่นนี้ที่ตนมีชัยเหนือสวี่หยางได้นั้น ช่างน่าสนุกเสียจริง
ในขณะเดียวกัน ก็มองดูสวี่หยางค่อย ๆ เข้ามาใกล้ตนเอง ค่อย ๆ เปิดกระโปรงของตนขึ้น เหอซีเสวี่ยในส่วนลึกของหัวใจราวกับมีมดเป็นหมื่นตัวไต่ไปมา ทำให้ใจของนางคันยุบยิบไปหมด
ความรู้สึกเช่นนี้ ช่างเร้าใจเสียจริง
“เซียนเหอ แม้แต่ดวงตาของเจ้าเองก็ยังมองไม่ได้เลย” สวี่หยางถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เหอซีเสวี่ยรู้สึกขันจนอยากจะหัวเราะออกมา
แต่เมื่อพบว่าสวี่หยางเงยหน้าขึ้นมา นางก็รีบทำหน้าเข้มขมวดคิ้วกล่าวว่า “ทำไม? ไม่ได้หรือ เจ้าเคยได้ยินคำพูดนี้หรือไม่”
“คำพูดใด?”
“ชายชาตรีจะพูดได้อย่างไรว่าตนไร้ความสามารถ”
นี่มันอะไรกัน
สวี่หยางอยากจะบ่นออกมาเสียให้ได้ สุดท้ายก็กล่าวออกมาตรง ๆ ว่า “เซียนเหอ จริง ๆ แล้วข้าก็เคยเห็นมาแล้ว”
“หืม? เจ้าว่าอย่างไรนะ”
“เปล่า เปล่า ไม่ดูก็ไม่ดู ข้าจะดูเฉพาะเท้าของเจ้า ตกลงหรือไม่?”
“อย่างนั้นก็ถูกแล้ว จำไว้ให้ขึ้นใจว่าเจ้าจะดูได้เพียงเท้าของข้าเท่านั้น”
เหอซีเสวี่ยเอ่ยออกมา เท้าทั้งสองข้างของนางก็ขยับเล็กน้อย เท้าบอบบางของนางทำให้นางดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด จนอดใจไม่ไหวอยากจะเอามือไปสัมผัสเล่นสักครั้ง
“แต่จะว่าไปแล้วเซียนเหอ เท้าของเจ้าช่างงดงามเสียเหลือเกิน ยังมีกลิ่นจาง ๆ ด้วย…”
“กลิ่นอะไร” เหอซีเสวี่ยถูกคำพูดเร้าของสวี่หยางจนในใจคันยุบยิบโดยไม่รู้ตัว
“มีกลิ่นหอมจาง ๆ” สวี่หยางพูดตามความจริง
“เจ้าอย่ามาประจบประแจงข้า เจ้าดูถูกว่าเท้าข้าเหม็นหรือ?” เหอซีเสวี่ยถาม
“ไม่ ไม่ ไม่ จะกล่าวเท็จต่อหน้าเซียนเหอได้อย่างไรเล่า”
สวี่หยางพูดตามความจริง
เท้าคู่นี้ ไม่ว่าจะมองหรือดม ล้วนเป็นเท้าที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ
นิ้วเท้าเล็กเรียว ผิวขาวผ่อง ใสราวกับแก้ว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ยังคงอบอวลอยู่ที่ปลายจมูกไม่จางหาย
สวี่หยางจึงคาดเดาว่า “เซียนเหอ เจ้าเพิ่งอาบน้ำมาหรือ?”
เหอซีเสวี่ยตกใจ!!
เจ้านี่เดาถูกได้อย่างไร
ถูกแล้วนางเพิ่งจะอาบน้ำมา
ถึงแม้จะมียันต์ชำระล้างที่สามารถใช้กำจัดสิ่งสกปรกบนร่างกายได้โดยตรง แต่การอาบน้ำกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง พร้อมทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดตัวอีกด้วย
แต่โดยธรรมชาติแล้ว นางย่อมไม่ยอมรับ กลับยิ้มบาง ๆ แล้วว่า “เจ้าเดาผิดแล้ว”
สวี่หยางยิ้มไม่ได้ใส่ใจอะไร “นั่นแสดงว่า ถึงแม้ร่างกายของเซียนเหอจะไม่ต้องอาบน้ำ เซียนเหอก็ยังคงเป็นหญิงสาวที่เลอเลิศอยู่ดี”
เหอซีเสวี่ยเขินอายจนเอ่ยอะไรไม่ออก ความรู้สึกดีในใจยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ขนตายาวสวยงามของนางกะพริบเบา ๆ ก่อนจะว่าเสียงออดอ้อน “อย่าชมอีกเลย ชมอีกข้าก็จะรู้สึกว่ามันไม่จริงแล้ว”
“เซียนเหอ…เจ้ายังมิมั่นใจอีกหรือ?”
สวี่หยางยิ้มอย่างสบายใจ เงยหน้าขึ้นมองเหอซีเสวี่ยอย่างจริงจัง “เช่นนั้นข้าจะเริ่มแล้ว”
ระหว่างพูด เขาก็สวมถุงน่องที่ขาขวาของนางก่อน
ความรู้สึกเวลาสวมถุงน่อง ทำให้เหอซีเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะขยับสะโพกของตนเอง
เมื่อกระโปรงถูกยกขึ้นไปเรื่อย ๆ หัวใจของเหอซีเสวี่ยก็เหมือนกับจะทะลุออกมาจากอก
โชคดีที่หลังจากสวมถุงน่องข้างนั้นเสร็จแล้ว สวี่หยางก็หยุดมือลงอย่างเหมาะเจาะ
สุดท้าย สวมถุงน่องที่ขาอีกข้างหนึ่ง
หลังจากที่สวมถุงน่องเสร็จทั้งสองข้างแล้ว สวี่หยางก็จัดการส่วนที่ย่น ๆ ให้เรียบ
จากนั้น เขาก็ลุกขึ้น ถอยหลังสองก้าว พิจารณาอย่างจริงจังและยกคางขึ้นเล็กน้อย “สุดยอด”
เหอซีเสวี่ยยิ้ม “สุดยอดอะไร? เจ้าพูดถึงถุงน่องหรือว่า…”
สวี่หยางก็ไม่หลบเลี่ยง “ก็ขาของเซียนเหออย่างไรล่ะ”
“คิกคิกคิก…”
ในที่สุด เหอซีเสวี่ยก็หัวเราะออกมาอย่างเต็มที่ โบกมือเรียกสวี่หยาง “เจ้ารับใช้ได้ดีมาก เมื่อเจ้าชอบขาของข้ามากนัก ก็ปล่อยให้เจ้าทำการนวดขาให้ข้าเสียหน่อย เจ้าจะว่าอย่างไร?”
สวี่หยางตกใจ!!
กลืนน้ำลายลงคอและรีบพยักหน้า “เมื่อเซียนเหอร้องขอเช่นนี้แล้ว ข้าก็จะต้องแบ่งเบาความทุกข์ให้กับเซียนเหอ”
เสร็จแล้วก็อดใจไม่ไหว จับกดเลย
ไม่นานเหอซีเสวี่ยก็เริ่มจะควบคุมตนเองได้ยากแล้ว นางมองสวี่หยางด้วยสายตาเย้ายวน ลำตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ยื่นมือเข้าไปโอบรอบคอของสวี่หยาง
เหอซีเสวี่ยมีมือที่อุ่นมาก
เห็นท่าทางของเหอซีเสวี่ยแล้วสวี่หยางจะไม่รู้ความคิดของนางได้อย่างไร?
ในทันใดนั้นสวี่หยางจับมือเหอซีเสวี่ยไว้ “เซียนเหอ ปราณกำลังก่อตัวได้ดีแล้ว ข้าว่าเราผสานเทวะกันสักหน่อยดีหรือไม่”
เหอซีเสวี่ย มองตาขวางแล้วก็สั่งให้สวี่หยางเข้ามาใกล้ ๆ
สวี่หยางขยับเข้าไปใกล้ ๆ จู่ ๆ เหอซีเสวี่ยก็คว้าสวี่หยางไว้เสียอย่างนั้น
“เจ้าไม่ซื่อสัตย์เลยนะ…”
“ตรงไหนล่ะ…”
เหอซีเสวี่ยยิ้มละมุน “ไม่ซื่อสัตย์แถมยังขี้ขลาด ไม่ยอมรับเสียด้วย”
ถึงกับพูดแบบนี้เลยหรือ
สวี่หยางเพิ่งรู้สึกตัวว่าเหอซีเสวี่ยต้องการให้เขาแสดงออกรุนแรงขึ้น
จะยังเกรงใจอะไรกันอีก
ทันใดนั้นเขาก็พุ่งตัวเข้าไปเลย…
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป…
ในห้องที่อบอุ่น
บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวที่ส่งกลิ่นหอมวางอยู่ ได้แก่ หมูสามชั้นตุ๋น ปลาแดงตุ๋น แกงจืด หมั่นโถวสามลูก เหล้าหนึ่งเหยือก งานเสร็จแล้วย่อมต้องกินข้าว
เพราะมื้อเย็นยังไม่ได้กินอะไร สวี่หยางหิวจนหน้าท้องแทบจะแนบกับหลังแล้ว
พูดถึงเรื่องนี้แล้ว… ก็ยังเป็นครั้งแรกที่สวี่หยางได้กินข้าวอย่างจริงจังกับเหอซีเสวี่ย
สวี่หยางพบว่าเมื่ออยู่กับเหอซีเสวี่ยนาน ๆ จะพบว่าเหอซีเสวี่ยไม่ใช่คนเย็นชาจริง ๆ
แต่ภายนอกดูเย็นชาเท่านั้น แท้จริงแล้วภายในค่อนข้างร้อนแรง
อย่างไรก็ตาม เช่นนั้นก็ถือว่าดี ความลึกลับเย่อหยิ่งเช่นนี้กลับทำให้เขาใจสั่น จนอดไม่ได้ที่จะอยากครอบครองอีกฝ่าย
“จริง ๆ แล้ว พวกเราเป็นแบบนี้ไม่ค่อยดีนัก เจ้าก็มีภรรยาอยู่แล้ว” ดวงตาของเหอซีเสวี่ยลึกล้ำ เวลาพูดก็จ้องมองสวี่หยางราวกับต้องการอ่านความคิดในใจของสวี่หยาง
สวี่หยางตกใจ จ้องมองเหอซีเสวี่ยอย่างคาดไม่ถึง ไม่คาดคิดว่านางจะถามคำถามนี้อย่างกะทันหัน แต่คิดดูก็ไม่ผิดเลยสักนิด
เขาเป็นผู้มีภรรยาแล้ว
อยู่กับเหอซีเสวี่ยเช่นนี้ ให้ความรู้สึกแอบคบชู้กันอย่างไรชอบกล
ก่อนหน้านี้ ยังพอจะอ้างได้ว่าเพราะการผสานจิตเทวะ ทั้งสองเพียงแค่ฝึกตนเท่านั้น
แต่บัดนี้ คงมิอาจหลอกตัวเองได้ตลอดกาลแล้วกระมัง?
“ข้าจะแต่งเจ้าเป็นภรรยาดีหรือไม่?”
สวี่หยางกล่าวลองเชิง
เหอซีเสวี่ยเบิกตากว้าง “เจ้าคิดได้ดียิ่งนัก กล้าพูดออกมาได้อย่างไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าไม่ว่าจะเป็นฐานะ หรือพลังปราณ พวกเราต่างกันราวฟ้ากับเหว แล้วเจ้ามีความสามารถอย่างไร กล้าเอ่ยว่าจะแต่งข้า ข้าแต่งเจ้ายังจะเหมาะกว่า”
สวี่หยางเกาจมูกกล่าว “เซียนเหอ ข้ามิได้รังเกียจที่จะเกาะผู้หญิงกินหรอก”
“คิกคิก…”
เหอซีเสวี่ยถูกคำพูดของสวี่หยางเรียกเสียงหัวเราะออกมาเสียแล้ว
นางก็รู้ว่าสวี่หยางมิได้หมายความเช่นนั้นจริง ๆ เพียงแต่สวี่หยางมิใช่พวกชายเป็นใหญ่
เหอซีเสวี่ยมองสวี่หยาง พลางถอนหายใจ กล่าวว่า “มิใช่ว่าพวกเราจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพียงแต่ศัตรูของข้ามากมาย หากเจ้ากับข้าใกล้ชิดกันเกินไป ผู้อื่นจะหมายหัวเจ้า!! ส่วนข้าก็ไม่อยากมีจุดอ่อน เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
แววตาของเหอซีเสวี่ยจริงจังยิ่งนัก ดวงตาแวววาว เปล่งประกายเจิดจ้า
ถ้อยคำเหล่านี้ ล้วนเป็นคำพูดจากหัวใจของเหอซีเสวี่ย
สวี่หยางเข้าใจดีว่านางมิได้รังเกียจเขาจริง ๆ เพียงแต่คำนึงถึงอนาคตของพวกเขา
เมื่อพิจารณาแล้ว เป็นเพราะพลังปราณของเขาอ่อนแอเกินไป
หากพลังปราณแข็งแกร่ง เขาจะต้องคิดมากมายเช่นนี้หรือ?
ทันใดนั้น
สวี่หยางก็คว้ามือเหอซีเสวี่ยและจ้องตาของนาง
เหอซีเสวี่ยถูกจ้องเช่นนี้หัวใจก็เต้นแรง “สวี่หยางไยเจ้าจ้องข้าเช่นนี้?”
สวี่หยางเอ่ยอย่างจริงจัง “เวลา…ให้เวลาข้า ข้าก็สามารถบรรลุขอบเขตจินตานได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะอยู่ข้างเจ้าได้แน่”
“คิกคิกคิก…”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะ “เข้าใจแล้ว เจ้าจงพยายามเถิด การบรรลุขอบเขตจินตานมิใช่เรื่องง่ายดาย แม้แต่เกาะเจ็ดเซียนหลิวหลีอันยิ่งใหญ่ หรือเคหาสน์เขาเทพดาบเหล่านั้นก็ยังมีผู้แข็งแกร่งขอบเขตจินตานเพียงสิบกว่าคน”
“ข้ารู้ แต่ข้ามีความมั่นใจ”
เมื่อมองดูใบหน้าจริงจังของสวี่หยาง เหอซีเสวี่ยก็รู้สึกอุ่นใจและเอ่ยถาม “เจ้าอิ่มแล้วหรือ”
“อิ่มแล้ว”
“เช่นนั้น…ข้าจะ…”
“ดี ข้าพร้อมปรนนิบัติเซียนเหอทุกเมื่อ”
สวี่หยางโอบอุ้มเหอซีเสวี่ยขึ้น เหอซีเสวี่ยผู้เป็นขอบเขตจินตานผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ได้ขัดขืนที่จะถูกสวี่หยางโอบ
ทันใดนั้น สวี่หยางก็กระซิบข้างหูเหอซีเสวี่ย “เซียนเหอ เจ้าอยากกินกุนเชียงยาวหรือไม่”
“เจ้าอย่าแม้แต่จะคิด ฝันไปเถอะ!”
เซียนเหอทำตาขวางใส่เขา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “ยกเว้นว่าเจ้าจะเก่งกล้ากว่าข้า แต่เรื่องเช่นนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่…”
สวี่หยางงุนงง “เซียนเหอ เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย?”