ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 287 ป้อนกุนเชียงให้เจ้า
บทที่ 287 ป้อนกุนเชียงให้เจ้า
“เซียนเหอ เจ้ากล่าวสิ่งใด?”
สวี่หยางทำหน้าซื่อ
“เจ้าแกล้งโง่หรือ?”
สวี่หยางกล่าวว่า “มิได้แกล้งเลย เจ้าดู!”
กล่าวจบ ก็หยิบกุนเชียงออกมาจริง ๆ
เหอซีเสวี่ย “…”
สวี่หยางยิ้มกริ่มทันที หลอกเหอซีเสวี่ยได้อยู่หมัด
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขอบเขตจินตาน ก็แค่นี้แหละ
“แต่ว่าเซียนเหอ เจ้าเคยกล่าวไว้ว่า ในภายภาคหน้าหากข้าเก่งกล้ากว่าเจ้า เจ้าจะให้ข้าป้อนกุนเชียงเจ้า”
เหอซีเสวี่ยตำหนิ “คอยดูสิ เจ้าโดนซ้อมแน่!”
ทันใดนั้นเตียงก็เริ่มสั่นไหว ทั้งสองเข้าสู้รบกันจริง ๆ แล้ว
ผ่านไปกว่าหลายวัน
สวี่หยางพักอยู่กับเหอซีเสวี่ยเพียงวันเดียว ก็กลับไปหาหลินไห่ถังแล้ว
กลางวัน ทั้งสองคนก็ออกไปข้างนอก เพื่อสืบหาข่าวคราว
กลางคืนก็กลับไปพักผ่อน
ช่วงเวลานี้
ข่ายถัง ผู้บำเพ็ญชั่วร้าย อย่างเหวินเสี่ยวเย่ได้ถูกเปิดเผยตัวตนแล้ว จึงก่อให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าผู้บำเพ็ญตนอย่างคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเวิน เวินเสี่ยวเย่ จะเป็นข่ายถังผู้บำเพ็ญชั่วร้ายคนนั้น
เมื่อข่าวแพร่ไปยังสำนักไท่อี้ เบื้องต้นตระกูลเวินก็ปฏิเสธในทันที
ทว่า พวกเขามิได้ปฏิเสธตัวตนของเวินเสี่ยวเย่!!
กระนั้นเวินเสี่ยวเย่ในฐานะคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเวิน รูปโฉมของเขามีผู้คนมากมายที่รู้จัก
สิ่งที่พวกเขาปฏิเสธคือเรื่องที่เวินเสี่ยวเย่เป็นผู้บำเพ็ญชั่วร้าย
ทั้งยังกล่าวหาว่า นี่คือแผนการกลั่นแกล้งของเมืองเซียนชิงหนิว จงใจใส่ร้ายป้ายสี เพราะรู้ว่าตระกูลเวินสนับสนุนสำนักไท่อี้ จึงกระทำการตอบโต้เพื่อลงโทษ
ไม่ว่าอย่างไร เรื่องเช่นนี้ตระกูลเวินไม่มีทางยอมรับอยู่แล้ว
ทว่าไม่นานนักเหอซีเสวี่ยก็เผยหลักฐานออกมาอีกมากมาย
อาทิเช่น ภายในถุงเก็บของของเวินเสี่ยวเย่พบของใช้ของผู้ตายจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังพบจดหมายที่ข่ายถัง ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายทิ้งไว้ข้าง ๆ ศพอีกด้วย
โดยสรุป
แน่นอนว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ สำนักไท่อี้ย่อมไม่มีทางทำอะไรกับตระกูลเวินแน่
แต่ทุกคนมิใช่โง่เขลา พวกเขาตระหนักดีว่าคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเวินคือ ข่ายถัง ผู้บำเพ็ญชั่วร้าย เป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิตเป็นแน่
ถึงขั้นที่ยามนี้แทบไม่มีผู้ใดกล้าคบหาสมาคมกับตระกูลเวินเลย
………
ณ เวลาเดียวกัน
สำนักไท่อี้ก็ค่อย ๆ มีข่าวลือเล็ดลอดออกมา
ศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินขอบเขตจินตานอย่างโจวป๋อซู่ ถูกกล่าวหาว่าคิดทรยศ คบคิดกับสำนักไท่อี้
เรื่องนี้ถูกเหอซีเสวี่ยบันทึกเป็นหลักฐาน จากนั้นจึงมอบหมายให้คนนำข่าวสารส่งกลับไปยังเมืองเซียน
ถูกต้องแล้ว นี่คือแผนของสวี่หยางในตอนแรก
จะว่ามีหลักฐานจริงหรือไม่ก็ช่างก่อน จงแพร่ข่าวลือว่าโจวป๋อซู่แอบคิดทรยศไปเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยรอดูให้เขาตกที่นั่งลำบาก
ถัดจากนี้สำนักไท่อี้ก็เริ่มเคลื่อนไหวบ้าง
ทางด้านเกาะจันทร์ดับพบว่าหอบังคับใช้กฎของตนเองมักเผชิญกับอันตรายอยู่หลายครั้ง ค่ายกลในบางแห่งถูกทำลาย แม้แต่ปืนใหญ่หงอู่สองแห่งก็ยังถูกทำลายลงไปด้วย
ราวกับว่าศัตรูรู้ตำแหน่งที่ตั้งของปืนใหญ่หงอู่ทั้งหมด
สิ่งนี้ยิ่งทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่า โจวป๋อซู่อาจคิดทรยศจริง ๆ
เมืองเซียนชิงหนิว
ข่าวความเสียหายของเกาะจันทร์ดับได้ล่วงรู้ไปถึงโจวป๋อซู่ ทำให้เขาโมโหเป็นอย่างมาก
“ใครส่งข่าวออกไป?”
เหล่าคนของโจวป๋อซู่ต่างก็ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าเอ่ยปาก
โจวป๋อซู่มองคนของเขาที่อยู่ตรงหน้า สีหน้าไม่สู้ดีนัก
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนแพร่งพรายเรื่องที่เขาคิดทรยศออกไป
ในวันนั้นที่ให้ฟ่านเหม่ยเหม่ยออกไปสำนักไท่อี้ นอกจากฟ่านเหม่ยเหม่ยแล้วเพื่อความแน่ใจ เขายังได้ส่งหวังลี่ฉวินคนสนิทของตนติดตามไปด้วย
หลังจากกลับมาทุกอย่างก็ปกติดี
สองคนนี้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะเป็นหนอนบ่อนไส้
ถ้าจะให้กล่าวว่าเป็นฟ่านเหม่ยเหม่ย ในช่วงหลังมานี้ ฟ่านเหม่ยเหม่ยก็ไม่ได้ออกไปไหน
ส่วนหวังลี่ฉวินยิ่งเป็นไปไม่ได้ คนผู้นี้ติดตามเขามานานหลายปี ซื่อสัตย์ภักดียิ่ง
……
หวังลี่ฉวินในฐานะคนสนิทของโจวป๋อซู่ ได้แข็งใจก้าวออกมาแล้วกล่าวว่า “เจินเหริน เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิด สำหรับเหอซีเสวี่ยแล้ว นางอาจจะไม่รู้เลยว่าใครคือคนทรยศ เพียงแค่ชี้มาที่ท่านก็เพียงพอแล้ว”
ใส่ร้ายงั้นรึ?!
โจวป๋อซู่คิดในใจ
“ถูกต้องแล้ว มันคือการใส่ร้ายป้ายสี”
หวังลี่ฉวินพยักหน้าอย่างแรง “ท่านลองคิดดู เกาะจันทร์ดับที่มีการป้องกันแน่นหนามาก ทว่ากลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเช่นนี้ แม้แต่ปืนใหญ่หงอู่ก็สูญเสียไปถึงสองอัน นั่นแสดงว่าศัตรูต้องรู้ที่ตั้งการป้องกันเป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นได้ เหอซีเสวี่ยคงไม่รู้ว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้ มิเช่นนั้นนางคงตั้งรับการโจมตีไว้ก่อนแล้ว”
ผู้คนทั้งหลายพยักหน้าเห็นด้วย
เหมือนว่า…คำพูดนี้จะมีเหตุผล
“พูดต่อ!!” โจวป๋อซู่เอ่ย
“รับทราบเจินเหริน!” หวังลี่ฉวินหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวต่อว่า “บัดนี้ เหอซีเสวี่ยที่ประจำการอยู่บนเกาะจันทร์ดับ ได้รับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง นางต้องการหาแพะรับบาป ข้าคาดการณ์ว่าเหอซีเสวี่ยจะหาแพะรับบาป ซึ่งคนผู้นั้นก็ท่านนั่นเอง”
ตูม!
ตูม!
โจวป๋อซู่โกรธอย่างมาก
“นางกล้าได้อย่างไร?”
โจวป๋อซู่คำรามลั่น
แท้จริงแล้วการวิเคราะห์ของหวังลี่ฉวินเป็นไปตามนั้นจริง ๆ
เหอซีเสวี่ยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใด ๆ นางเพียงแค่ชี้หน้าว่าโจวป๋อซู่เป็นคนร้ายก็เพียงพอแล้ว
ถ้าหากบวกกับเหอซีเสวี่ยที่จับพวกโจรกระจอกไปอีกกลุ่ม โดยบังคับให้พวกนั้นพูดว่าโจวป๋อซู่เป็นพวกหักหลังก็เป็นอันจบเรื่อง
ทว่ายังมีอีกปัญหาหนึ่ง
“ข้ากับเหอซีเสวี่ยไม่เคยมีเรื่องกัน แล้วเหตุใดนางจึงคิดร้ายต่อข้า”
ที่นี่มีแต่เพียงหวังลี่ฉวินเท่านั้นที่รู้ว่าโจวป๋อซู่กำลังจะลงมือจัดการกับเหอซีเสวี่ย
ฉะนั้นโจวป๋อซู่จึงรู้สึกแปลกใจ เหอซีเสวี่ยอยู่ดี ๆ ไยถึงได้คิดร้ายต่อเขาเช่นนี้
ขณะกำลังคิด โจวป๋อซู่ก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“จำเป็นต้องรีบกำจัดฟ่านเหม่ยเหม่ยเสียโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นหากท่านอาจารย์เกิดสงสัยขึ้นมา แล้วตามมาพบฟ่านเหม่ยเหม่ยเข้า เวลานั้นสถานการณ์คงยุ่งยากแน่”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็รีบสั่งว่า “พวกเจ้าออกไปให้หมด”
“รับทราบ”
หลังจากลูกน้องแยกย้ายไปแล้ว
โจวป๋อซู่ก็รีบตรงดิ่งไปยังที่คุมขังฟ่านเหม่ยเหม่ยทันที
ไม่นาน
เขาก็มาถึงทางเข้าห้องลับแห่งหนึ่งในส่วนลึกของวัง
โจวป๋อซู่เปิดห้องลับแล้วเดินเข้าไปด้านใน
เมื่อไม่นานมานี้ฟ่านเหม่ยเหม่ยกำลังบำเพ็ญอยู่ในที่แห่งนี้ เมื่อเห็นโจวป๋อซู่เข้ามาก็รีบก้มศีรษะลง “เจินเหรินมีรับสั่งสิ่งใดหรือไม่”
“ฟ่านเหม่ยเหม่ย เจ้าทำงานได้ดี ข้ายังอยากส่งเจ้าไปยังเกาะจันทร์ดับเพื่อทำงานให้อีก ทว่า…”
โจวป๋อซู่เปลี่ยนคำพูดในทันที
“ข้าไม่สามารถเก็บเจ้าไว้ได้แล้ว”
“เจินเหริน เกิดเหตุใดขึ้น?”
ฟ่านเหม่ยเหม่ยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
รับรู้ถึงแรงกดดันจากขอบเขตจินตาน และนางเริ่มวิตกกังวล
“หากเจ้าอยากโทษ ก็จงโทษเหอซีเสวี่ยสตรีผู้นั้นเถิด เดิมทีเจ้ายังมีประโยชน์ต่อข้า แต่บัดนี้…”
โจวป๋อซู่มีใบหน้ามืดมนลง
เมื่อเขาเตรียมจะลงมือ…
เสียง “โฮก!!”
ด้านนอก ร่างอันทรงพลังโผทะยานมาในอากาศ
ความเร็วที่ว่องไว ทะยานเข้ามาพร้อมเสียงคำรามลั่น ก่อนจะดิ่งลงที่ประตูห้องลับอย่างแม่นยำ
“ครืน”
เสียงดังสะท้าน กึกก้องไปทั่วทุกแห่ง
“ชิงหนิวเจินเหริน ชิงหนิวเจินเหรินมาเยือนแล้ว”
ที่ด้านหน้ามีเสียงคนร้องเอะอะโวยวาย
“ป๋อซู่!! ข้าสั่งให้เจ้ารีบออกมาพบข้า”
ด้านหลังของชิงหนิวเจินเหริน มีสัตว์อสูรวัวเขียวก้าวตามมา มันเหยียบลงบนธารน้ำสีฟ้าสองสาย ส่งเสียงคำรามดังลั่น
โจวป๋อซู่ใบหน้าซีดเผือด เขาคิดไม่ถึงว่าชิงหนิวเจินเหรินจะมาที่นี่
จิตใจสั่นไหว
ฟ่านเหม่ยเหม่ยตายอนาถอยู่ตรงนั้น
จากนั้น เขาก็ก้าวขาหนัก ๆ ของเขาออกมาที่ด้านหน้า
ชิงหนิวเจินเหรินจ้องมองโจวป๋อซู่ด้วยความเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ฆ่าคนต่อหน้าข้า ป๋อซู่เจ้าช่างกล้าเสียจริง ๆ”
โจวป๋อซู่รู้ดีว่าไม่สามารถปกปิดได้แล้ว
แต่ก็ยังคิดข้อแก้ตัวเอาไว้เรียบร้อย รีบพูดขึ้นว่า “อาจารย์ ข้าเพิ่งสังหารศิษย์หญิงคนหนึ่งที่ทรยศต่อข้า นางเป็นเพียงคนธรรมดาชนชั้นต่ำ ท่านอาจารย์ไม่จำเป็นต้องโกรธ”
“นางชื่อฟ่านเหม่ยเหม่ยใช่หรือไม่?”
พลังยุทธ์ชิงหนิวเจินเหรินแผ่กระจายออกมา แม้ยังไม่ลงมือแต่สภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นกลับบิดเบี้ยวไปหมด
โจวป๋อซู่ตกใจ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจจ้องมองชิงหนิวเจินเหริน อาจารย์…แท้จริงแล้วเขารู้จักชื่อของฟ่านเหม่ยเหม่ย
มันเป็นไปได้อย่างไร?
ชิงหนิวเจินเหรินจ้องมองโจวป๋อซู่ที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ สีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึม “ป๋อซู่เจ้าบอกความจริงกับอาจารย์ตามตรงเดี๋ยวนี้ อาจารย์อาจจะไว้ชีวิตเจ้าอย่างน้อยก็จะรักษาการบำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานของเจ้าไว้”
“อาจารย์จะทำลายการบำเพ็ญของข้าหรือ!”
“หากเจ้าทำผิดจริง การบำเพ็ญของเจ้าในเวลานี้รักษาไว้ไม่ได้แล้ว”
ชิงหนิวเจินเหรินกล่าวอย่างใจเย็นราวกับได้ตัดสินใจบางอย่างไปแล้ว
“อาจารย์ ท่านอาจารย์! ยามนี้ศัตรูมาอยู่เบื้องหน้าแล้ว ท่านจะทำเช่นนี้ได้อย่างไร สำนักไท่อี้จ้องมองเราอยู่ ศิษย์เต็มใจจะแบ่งเบาภาระให้ท่านอาจารย์”
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”
“จริง ศิษย์…”
โจวป๋อซู่ยังไม่ทันได้พูดจบ ชิงหนิวเจินเหรินก็สะบัดชายเสื้อยาว โจวป๋อซู่ก็ถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป
“ตูม!”
เขาล้มลงกับพื้น พื้นดินถูกไถเป็นทางยาวกว่าสิบเมตร คงนึกออกว่าแรงเหวี่ยงของชิงหนิวเจินเหรินครั้งนี้หนักหน่วงเพียงใด
“อาจารย์…อาจารย์ไว้ชีวิตข้าด้วย”
โจวป๋อซู่ฝืนกายลุกขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจเงยหน้าขึ้นมอง
กลิ่นอายแห่งร่างวิญญาณบนกายชิงหนิวเจินเหรินยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นราวกับภูผาสูงใหญ่กดทับลงบนร่างของโจวป๋อซู่ ทำให้เขาขยับเขยื้อนไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน
วัวดำขนาดใหญ่ด้านหลัง จ้องมองมาที่โจวป๋อซู่ด้วยท่าทีที่ฉลาดเป็นอย่างมาก
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอของโจวป๋อซู่ มันจึงทำท่าทีเบื่อหน่าย ก้มลงแทะหญ้าหลิงเฉาอยู่ข้าง ๆ
“ขอให้ไว้ชีวิตหรือ” ชิงหนิวเจินเหรินคำรามด้วยความโมโห “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดคือการทรยศ!”
“ข้า ข้า ข้า…”
“เมื่อครู่ข้าให้โอกาสเจ้าแล้วแต่เจ้ามีปัญญาที่ไหน”
“อาจารย์!”
“ผัวะ!”
ชิงหนิวเจินเหรินฟาดฝ่ามือออกไปอีก
โจวป๋อซู่ครางแผ่ว ร่างปลิวกระเด็นออกไป
“ป๋อซู่ ข้าบอกกับพวกเจ้าอยู่เสมอว่าพวกเจ้าสามารถแข่งขันกันได้ แต่ห้ามฆ่าฟันกันเอง เจ้าฝ่าฝืนคำสั่งของข้า กลับไปสมคบคิดกับสำนักไท่อี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้าและสำนักไท่อี้นั้นเสมือนน้ำกับไฟ”
“อาจารย์ ข้า…ข้าไม่ได้ทำ อาจารย์คงฟังคำคนนินทามา ข้าขอให้อาจารย์ตรวจสอบให้กระจ่างเถิด”
โจวป๋อซู่ก้มหน้าตัวสั่นระริก
แววตาของเขามีประกายวูบวาบ คิดว่าอาจารย์ได้รับข้อมูลมาจากที่ใด
ทั้งที่ไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาทำ ทั้งที่ไม่มีใครสักคน
แค่นั้นยังไม่พอ
ขณะที่เขากำลังจะฆ่าฟ่านเหม่ยเหม่ยเพื่อปิดปาก อาจารย์กลับมาเสียก่อน
ช่างโชคร้ายยิ่งนัก ราวกับเขาเปิดประตูรับความโชคร้ายเข้ามาจนถึงบ้านเลยทีเดียว
เขาหารู้ไม่ว่าเพราะเหอซีเสวี่ยได้ทำตามคำแนะนำของสวี่หยาง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานางได้ส่งจดหมายไปยังชิงหนิวเจินเหริน เพื่อบอกว่าได้จับกุมคนของสำนักไท่อี้บางส่วนไว้
แล้วได้ข้อมูลภายในเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดของโจวป๋อซู่ หนึ่งในนั้นคือฟ่านเหม่ยเหม่ยผู้ที่อยู่ในวังของโจวป๋อซู่นั่นเอง
เนื่องจากภวังค์จิตของฟ่านเหม่ยเหม่ยมีข้อจำกัดของสวี่หยางอยู่
ดังนั้นสวี่หยางจึงรู้ว่าช่วงเวลานี้ฟ่านเหม่ยเหม่ยอยู่ในห้องลับที่วังของโจวป๋อซู่ตลอดเวลา
โจวป๋อซู่ปกป้องนางเป็นอย่างดี ดังนั้น เหอซีเสวี่ยและชิงหนิวเจินเหรินจึงบอกว่าโจวป๋อซู่จะต้องฆ่าฟ่านเหม่ยเหม่ยปิดปากแน่
หวังให้ชิงหนิวเจินเหรินคอยสังเกตโจวป๋อซู่อยู่ลับ ๆ หากเขามีความเคลื่อนไหวใดผิดปกติ ก็จะได้หยุดยั้งโจวป๋อซู่ไว้ได้
แต่โจวป๋อซู่ไม่รู้เลยว่า แท้จริงแล้วชิงหนิวเจินเหรินได้เฝ้าสังเกตการณ์สถานที่แห่งนี้มานานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น
ข่าวกรองจากเกาะจันทร์ดับก็ล้วนมาจากชิงหนิวเจินเหรินที่ใช้เคล็ดวิชาบางอย่างให้คนนำไปบอกโจวป๋อซู่