ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 290 ขอคืนดี
บทที่ 290 ขอคืนดี
“เซียนเหอ เจ้าสัญญากับข้าว่า…”
สวี่หยางพูดอยู่ข้างใบหูของเหอซีเสวี่ย เสียงแผ่วเบาราวสายลมพัดผ่านใบหูสร้างความรู้สึกคันยิบ ๆ ให้กับนาง
เหอซีเสวี่ยรีบเอื้อมมือไปจับที่ใบหู สายตาดุดัน พร้อมกับบิดหูของสวี่หยาง “เจ้าคนถ่อย!!”
สวี่หยาง “ข้าล้อเล่นเท่านั้นเอง..เซียนเหอ”
เหอซีเสวี่ย “ใครล้อเล่นกับเจ้ากัน”
“แต่ข้าพูดจริง ๆ นะ เซียนเหอเคยสัญญาไว้กับข้าแล้ว ว่าจะมอบสิ่งของให้”
“เจ้าต่างหากที่กล่าวไม่ใช่หรือว่าจะมอบกระโปรงให้กับข้า?”
เหอซีเสวี่ยเปลี่ยนบทสนทนาอย่างฉับพลัน
ไม่รู้เหตุใด
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้เหอซีเสวี่ยก็มีความรู้สึกคันยิบ ๆ ในใจเช่นกัน
สวี่หยางแสดงท่าทีตื่นเต้นขึ้นมาในทันที
เมื่อครู่เห็นท่าทางโกรธของเหอซีเสวี่ยก็นึกว่านางไม่พอใจเสียแล้ว
มิได้คาดคิดว่านางจะเล่นตัวอีก
ต้องกล่าวว่าเหอซีเสวี่ยใช้เล่ห์กลเล่นตัวได้แยบยลยิ่งนัก
“เช่นนั้นเซียนเหอตอบตกลงแล้วหรือ?”
สวี่หยางยิ้ม
“ข้าก็สนใจกระโปรงที่เจ้ากล่าวถึงเช่นกัน หากงามจริงข้าก็อยากลอง!” ทันใดนั้นก็เบิกตากว้าง
“เจ้าจงบอกข้ามาตามตรง กระโปรงนั้นเป็นชุดสุภาพหรือไม่?”
สวี่หยางตบหน้าอกตนเองทันทีแล้วกล่าวว่า “เซียนเหอ เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นคนอย่างไรรึ? มีคนตั้งชื่อเล่นให้ข้าว่าสุภาพบุรุษหน้าหยก แต่ใครเล่าจะไม่รู้ว่าข้าสวี่หยางเป็นสุภาพบุรุษที่ซื่อสัตย์ที่สุด”
“เจ้าเป็นสุภาพบุรุษบ้าอะไร เจ้าเป็นคนเลวที่สุดต่างหาก”
เหอซีเสวี่ยพูดพลางกลอกตา แล้วจากนั้นก็เห็นสวี่หยางหยิบผ้าผืนเล็ก ๆ และถุงน่องสีขาวออกมา
“เซียนเหอโปรดดูเถิด นี่คือกระโปรงสั้นที่ข้าออกแบบ กระโปรงสั้นนี้งามยิ่งนัก จะเพิ่มความงามให้แก่เจ้าเป็นอย่างมาก”
ยามนี้สวี่หยางโกหกหน้าตายได้อย่างเก่งกาจ
เหอซีเสวี่ยรับมา หากสวมกระโปรงนี้คงยาวถึงเพียงเข่าของตน
“สวี่หยาง ข้าเห็นว่าเจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก กระโปรงแบบนี้ สวมหรือไม่สวมมันจะต่างกันอย่างไร?”
สวี่หยางอธิบายอย่างรวดเร็ว “ต่างกันสิ ต่างกันมากนัก”
“อ๋า! เช่นนั้นเจ้าจงลองสวมให้ข้าดูสิ หากเจ้าสวม ข้าก็สวม”
“เจ้าพูดเองนะ”
“คำพูดของข้า ม้าสี่ตัวก็ไม่อาจตามทัน”
เหอซีเสวี่ยพูดราวกับกำลังเดิมพันอยู่ นางคิดว่ากระโปรงเช่นนี้เจ้ากล้าสวมหรือ?
ไม่คิดว่าสวี่หยางจะถอดเสื้อผ้าออก เผยให้เห็นชั้นในตัวจิ๋ว จากนั้นจึงรีบสวมกระโปรงเข้าไป
“ฮ่า ๆ ๆ!!”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะจนน้ำลายกระเด็นออกมา นี่มันยั่วสายตามากเกินไปแล้ว นางรีบหันหน้าหนี พูดไม่ออก “พอแล้ว พอแล้ว ข้าทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว เจ้าถอดมันออกเถอะ”
“รับทราบ!!”
สวี่หยางถอดออกอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขาก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าเข้าไป
“ข้าไม่สวมกระโปรงแบบนี้อยู่แล้ว”
ไม่คาดคิดว่าเหอซีเสวี่ยยังพูดแบบเดิม “ถึงกระนั้น เห็นแก่ความตั้งใจของเจ้า ข้าจะสวมแค่ถุงน่องสีขาวคู่นี้ให้ดู”
“แบบนั้นก็ได้!!”
สวี่หยางยอมลดความต้องการลง พลางพยักหน้าตอบรับ
เขาไม่สามารถบังคับให้เหอซีเสวี่ยทำในสิ่งที่นางไม่เต็มใจได้หรอก
พูดอีกอย่างก็คือเขาสู้นางไม่ได้
แต่นั่นก็ช่างเถอะ ให้เหอซีเสวี่ยได้สวมถุงน่องสีขาวยาวอีกครั้ง ก็ดูจะใช้ได้อยู่
เหมือนเดิมกับครั้งก่อน เลิกชายกระโปรงของเหอซีเสวี่ยขึ้น สวมถุงน่องสีขาวยาวให้กับนาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบแล้ว ถุงน่องสีขาวไม่เหมาะกับกระโปรงยาวเท่าไรนัก
สวี่หยางส่ายหน้า “เป็นอย่างที่คิดไว้ ถุงน่องสีขาวย่อมเหมาะกับกระโปรงสั้นที่สุด เซียนเหอหากเจ้าไม่สวมกระโปรงตัวนี้ คงเสียดายแย่”
“เจ้านี่ รู้อยู่แล้วว่าเจ้ายังไม่พอใจ เอาเถอะ เอาเถอะ ข้ากลัวเจ้าแล้ว เอามาให้ข้าใส่เถอะ”
เหอซีเสวี่ยพูดคุยกับสวี่หยางมานานแล้ว นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสวี่หยางกำลังเล่นสนุก
นางจึงยกเท้าขึ้น กระโปรงยาวก็ร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นต้นขาขาวราวหิมะ
สวี่หยางเกือบเลือดกำเดาไหล
“งดงามจริง ๆ!!”
หลังจากที่สวมให้เหอซีเสวี่ยเรียบร้อยแล้ว สวี่หยางก็ถึงกับตะลึงไปทั้งตัว ทันใดนั้นเขาก็ยกนิ้วให้เหอซีเสวี่ย
เหอซีเสวี่ยมองสวี่หยาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แล้วตอนนี้จะทำอะไรล่ะ?”
สวี่หยางฉวยโอกาสนั้นโอบกอดเหอซีเสวี่ยมาว้ในอ้อมแขน
ชั่วครู่ต่อมา ภายในห้อง เหอซีเสวี่ยก็ร้องเสียงหลงออกมา
เสียงนั้นยังคงดังอยู่เนิ่นนานทีเดียว
…………
หลายวันถัดมา
สำนักไท่อี้ส่งคนมาเจรจาเพื่อขอสงบศึก
นอกจากการหยุดสงครามโดยสิ้นเชิงแล้ว พวกเขายังต้องการขอให้ส่งเชลยคืนให้พวกเขาด้วย
แต่ก็แน่นอนว่า พวกเขามีข้อแลกเปลี่ยนสำหรับการเจรจาครั้งนี้
เช่น จ่ายค่าชดเชยเป็นหินวิญญาณ โอสถวิญญาณ และยกดินแดนให้
โดยเกาะตะวันดับที่เป็นแนวหน้าของพวกเขา คือสิ่งที่พวกเขาจะชดเชยให้
เนื้อหาการเจรจา สวี่หยางไม่สนใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ได้ยินมาว่าภรรยาของชิงหนิวเจินเหรินเดินทางมาด้วยตนเองพร้อมกับเหอซีเสวี่ยเพื่อเจรจากับผู้คนจากสำนักไท่อี้
การเจรจาใช้เวลาอยู่หลายวัน
ในที่สุดเหอซีเสวี่ยก็ได้บอกสวี่หยางให้ทราบถึงสถานการณ์
เกาะตะวันดับได้ถูกยกให้เป็นของเมืองเซียนชิงหนิวแล้ว และจ่ายค่าชดเชยเป็นหินวิญญาณจำนวนห้าแสนก้อน
รวมถึงโอสถวิญญาณ และวัสดุต่าง ๆ มีมูลค่ารวมห้าแสน
และยังรับรองว่าสำนักไท่อี้กับเมืองเซียนชิงหนิวถือเป็นพันธมิตรกัน
ส่วนผลตอบแทนคือ เมืองเซียนชิงหนิวจะให้ศิษย์ทั้งหมดของสำนักไท่อี้ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งมีจำนวนประมาณเจ็ดสิบเก้าคน
สวี่หยางทราบสถานการณ์อยู่บ้าง และแปลกใจอยู่ไม่น้อย
เพราะในสายตาของเขา แท้จริงแล้วสำนักไท่อี้มีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าเมืองเซียนชิงหนิวอยู่บ้าง
รากฐานก็ย่อมมั่นคงกว่า
เหตุเพราะ สำนักไท่อี้อยู่มาอย่างยาวนานกว่าและมีสมาชิกมากกว่าด้วย
สำหรับสำนักไท่อี้ที่จู่ ๆ ก็ยอมจำนนเพื่อขอสงบศึก สวี่หยางรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นจริงได้
เขาสันนิษฐานว่าเบื้องหลังอาจจะมีสาเหตุบางประการ
มิฉะนั้น ด้วยรากฐานของสำนักไท่อี้ แม้จะอยากขอสงบศึกย่อมเลือกใช้วิธีอื่นที่มีเกียรติมากกว่านี้ได้
วิธีการยอมจำนนโดยตรงเช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไป คงจะโดนเยาะเย้ยแน่
ด้วยความสงสัย สวี่หยางและเหอซีเสวี่ยจึงได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้
เหอซีเสวี่ยพยักหน้า “ พูดถึงเรื่องนี้ เมื่อข้าได้ยินข่าว ก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า ดูแล้วผิดปกติ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงยอมจำนนทันที! ทว่าหลังจากนั้นข้าก็ได้ทราบสถานการณ์บางอย่างจากท่านอาจารย์”
“เพราะเกิดเรื่องขึ้นภายในสำนักไท่อี้ ส่วนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญมารที่โจมตีเข้ามา สูญเสียตัวยาและวัสดุเป็นจำนวนมาก อีกทั้งผู้บำเพ็ญมารผู้นี้ยังได้สังหารผู้อาวุโสขอบเขตจินตานของพวกเขาด้วย!!”
สวี่หยางชะงัก “ผู้ที่สามารถสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานได้นั้น หมายความว่าผู้บำเพ็ญมารผู้นี้ต้องมีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานหรือแม้กระทั่งสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ!!”
“ถูกแล้ว ผู้บำเพ็ญมารผู้นี้มีนามว่าเจ้าสาวผี”
“เจ้าสาวผี?” สวี่หยางยิ้มอย่างเยาะเย้ย “พวกผู้บำเพ็ญมารเหล่านี้ ชื่อยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปทุกที”
“นี่คือฉายาที่ผู้อื่นตั้งให้นางเท่านั้นเอง ผู้บำเพ็ญมารผู้นี้มาจากเมืองหลวงโบราณ ของราชวงศ์หนานต่างหาก”
“มาจากตอนใต้เช่นนั้นหรือ?” สวี่หยางตกตะลึง
“ใช่! ดูเหมือนว่านางจะถูกคนจากราชวงศ์หนานไล่ล่าจนต้องหลบหนีมาที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดถึงได้สร้างความแค้นกับสำนักไท่อี้ และเริ่มลงมือก่อกวนสำนักไท่อี้เช่นนี้”
สวี่หยางหัวเราะออกมาทันที “สำนักไท่อี้ช่างโชคร้ายเสียจริง ไปหาเรื่องกับผู้ใดไม่ไป แต่กลับไปหาเรื่องผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานเช่นนี้ ที่สำคัญผู้นั้นยังเป็นผู้บำเพ็ญมารอีกด้วย”
เมื่ออยู่ในขอบเขตพลังเดียวกัน พลังปราณของผู้บำเพ็ญมารนั้นย่อมแข็งแกร่งกว่าอย่างแน่นอน!!
“ถูกต้อง! แต่พวกเราเองก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน ผู้บำเพ็ญมารผู้นี้ได้ก่อเรื่องใหญ่โตขึ้นในเมืองหลวงโบราณ ของราชวงศ์หนาน พวกเราได้ยินมาว่านางได้สังหารหมู่คนทั้งหมู่บ้าน สองผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตจินตานต้องสังเวยชีวิตให้กับนาง เหตุการณ์นี้สร้างความหดหู่ใจเป็นอย่างมาก นางจึงจำต้องหนีออกจากราชวงศ์หนาน!! พวกเราได้ยินมาว่าเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ในราชวงศ์หนาน ได้ตามไล่ล่ามาถึงที่นี่แล้ว พวกเขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสังหารนางให้ได้!!”
“อืม เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ต้องระมัดระวังไว้บ้าง”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะเบา ๆ “แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ผู้บำเพ็ญมารผู้นั้นก็ได้กลายเป็นผู้ช่วยเหลือเราทางอ้อม สำนักไท่อี้ที่เคยแสดงตนหยิ่งผยองในตอนแรกนั้น ได้ยอมลดราวาศอกให้กับเราอย่างมากทีเดียว ท่านอาจารย์ของข้าดีใจเป็นอย่างมาก”
“เช่นนั้นดูเหมือนว่าข้าก็คงต้องรีบเดินทางในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้”
“เจ้าใจร้อนเช่นนี้เชียวหรือ?”
“จะทำเช่นไรได้เล่า เหล่าภรรยาของข้าคอยอยู่ที่บ้าน”
“แน่สิ จะให้ภรรยาของเจ้าต้องเฝ้าบ้านอยู่เพียงลำพังได้อย่างไร”
เหอซีเสวี่ยเคลื่อนกายเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบเบา ๆ “เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้าจากไป ข้าจะทำเช่นไรนะ?”
หัวใจของสวี่หยางสั่นไหว
กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากร่างกายของเหอซีเสวี่ยชวนให้เขาลุ่มหลง สองมือของเขากอดรอบเอวคอดกิ่วของนางอย่างแนบแน่น
“เจ้ากล้าขึ้นทุกวันแล้วนะ”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่เหอซีเสวี่ยกลับไม่มีโทสะใด ๆ กลับมีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่บนใบหน้าแทน
“เซียนเหอ ข้ากลับไปแล้ว ไม่นานก็จะมาหาเจ้าใหม่ เจ้าว่าดีหรือไม่?”
เหอซีเสวี่ยตาเป็นประกาย ทว่าปากกลับถามว่า “เจ้าจะมาทำเรื่องชั่วช้าใดอีกงั้นรึ?”
สวี่หยางเลิกชายกระโปรงของเหอซีเสวี่ยขึ้น พลางลูบไล้ถุงน่องสีขาว หัวใจของเขาพลันเต้นแรง “เซียนเหอ เจ้าสวมถุงน่องด้วย!”
“เจ้าชอบหรือไม่??”
เหอซีเสวี่ยเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ดวงตาเหมือนกำลังจะกลืนกินวิญญาณของสวี่หยางตรง ๆ
“ชอบ ชอบมาก เซียนเหอ ข้าสามารถฉีกถุงน่องของเจ้าได้หรือไม่?”
สวี่หยางเอ่ยขึ้นทันใด
เหอซีเสวี่ย “…”
ในบรรยากาศที่คลุมเครือเช่นนี้ พูดตามตรงว่าเหอซีเสวี่ยเองก็ตอบสนองไม่ทัน
เกิดอะไรขึ้น?
ฉีกถุงน่องข้า?
นี่มันบทไหนกัน
เหอซีเสวี่ยยังไม่ทันตั้งตัว สวี่หยางก็ผลักนางลงบนเตียง กดขาของนางไว้แล้วฉีกถุงน่องนั้นออก…
…………
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ทั้งสองก็หายใจแทบไม่ทันแล้ว
ในที่สุดเหอซีเสวี่ยก็เข้าใจสิ่งที่สวี่หยางกำลังเล่นอยู่
นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะเป็นเช่นนี้
แต่แบบนี้ก็ไม่เลวเลย
“สวี่หยาง เจ้านี่เก่งจริง ๆ”
ยากนักที่เหอซีเสวี่ยจะเอ่ยคำชมออกมา
ดวงอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วสินะ เพราะเหอซีเสวี่ยชมเขา
“เซียนเหอ เจ้าเคยบอกว่าได้เบาะแสของไข่มุกวารีระดับสามแล้ว และจะให้ศิษย์ไปสืบ ตอนนี้ได้ความคืบหน้าอย่างไรบ้าง?”
เพราะใกล้จะออกจากเกาะจันทร์ดับแล้ว สวี่หยางจึงอยากให้เรื่องนี้กระจ่าง
“ไม่ต้องห่วง ทุก ๆ สองสามวัน ข้าจะสอบถามเรื่องนี้จากลูกน้องเสมอ ตอนนี้มีเบาะแสคร่าว ๆ แล้วว่ากำลังสืบอยู่ คาดว่าจะเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เมื่อนั้น ข้าจะให้คนไปรายงานเจ้า”
“จุ๊บ!!”
สวี่หยางหอมแก้มเหอซีเสวี่ยฟอดใหญ่
“ก็รู้ว่าเจ้าดีที่สุด”
อ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สวี่หยางก็เตรียมจะจากไปเสียแล้ว
เหอซีเสวี่ยมองตามสวี่หยางที่กำลังจากไป จู่ ๆ นางก็นำถุงเก็บของขว้างปาตามออกไป
“เซียนเหอ นี่คือ…”
“ของขวัญจากอาจารย์ของข้า กับของข้าด้วย ขอให้เจ้าบำเพ็ญเพียรเถิด เมื่อเจ้าถึงขอบเขตจินตาน!! เพียงเท่านี้…เพียงเท่านี้เมื่อเจ้าก้าวถึงขอบเขตจินตาน ข้าก็จะกินกุนเชียง…”
เหอซีเสวี่ยกล่าวจบก็รีบปิดประตู ใบหน้าทั้งใบแดงก่ำ