ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 291 หลิวเป้าผู้โชคร้าย
บทที่ 291 หลิวเป้าผู้โชคร้าย
“กินกุนเชียง?”
สวี่หยางงุนงงไปครู่หนึ่งแล้วก็หัวเราะออกมา
“เช่นนั้นข้าก็ต้องมุมานะเข้าไว้แล้วสิ”
หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากเหอซีเสวี่ย สวี่หยางก็รู้สึกเลือดสูบฉีด
ระหว่างทางกลับ
สวี่หยางหยิบถุงเก็บของออกมาดูรางวัลด้านใน เพียงแค่เหลือบมองสวี่หยางก็ถึงกับตาค้าง
ของดีช่างมีมากมายเหลือเกิน
เพียงแค่หินวิญญาณก็มีมากถึงสองแสนก้อนเลยทีเดียว!!
แถมยังมีโอสถวิญญาณขอบเขตเจี่ยตานอีกสองชนิด โอสถวิญญาณเสริมขอบเขตเจี่ยตานอีกสี่ชนิด
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของดี
ถึงแม้โอสถวิญญาณบางชนิดจะมีอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังคงต้องการอยู่ เพราะในอนาคตต้องนำไปให้ภรรยา
เก็บถุงเก็บของเรียบร้อยสวี่หยางรีบออกจากที่แห่งนี้โดยทันที
กลับไปที่โรงเตี๊ยม
หลินไห่ถังเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว
“สามี เจ้านัดกับเซียนเหอไว้หรือ?”
หลินไห่ถังสวมอาภรณ์สีขาวดูแล้วช่างงดงาม กลิ่นหอมของยาอบอวลไปทั่วร่างกาย นางเพิ่งจะปรุงยาเสร็จเมื่อเร็ว ๆ นี้
ต้องบอกว่าระดับพลังปราณของหลินไห่ถังในระยะหลังนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก นางอ่อนโยนและเป็นมิตรมากขึ้น ให้ความรู้สึกเหมือนพี่สาวคนโตของสกุลหลิน
“อืม นัดไว้แล้ว เซียนเหอบอกให้พวกเราเดินทางกลับก่อน”
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย สวี่หยางก็พาหลินไห่ถังออกเดินทาง
ในขณะที่สวี่หยางกำลังทะยานออกจากเกาะจันทร์ดับ
สำนักไท่อี้
ผู้บำเพ็ญคนหนึ่งแต่งกายทรุดโทรมกำลังเหินอยู่เหนือผิวน้ำ
หากสวี่หยางอยู่ที่นี่ คงจำได้แน่ว่าชายผู้นี้คือหลิวเป้า
“หลิวเป้า เจ้าจะหนีไปไหน”
“เจ้าทำให้ข้าแขนขาด เหตุใดยังจะไม่ยอมรับ ทั้งที่ข้ายังไว้ใจเจ้าอยู่มาก! คราวนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้แหลกเป็นจุณ!”
ผู้ที่ตามล่าตัวหลิวเป้าก็คือ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชราขอบเขตเจี่ยตาน ผู้ที่ถูกสวี่หยางซึ่งปลอมตัวเป็นหลิวเป้าตัดแขนไปข้างหนึ่ง
ที่ตามมากับเขาก็คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานอีกสองคน ล้วนเป็นศิษย์ของสำนักไท่อี้
“หลิวเป้า เจ้าทรยศต่อหลานหลิน บัดนี้จงยอมตามข้ากลับสำนัก รับโทษทัณฑ์แต่โดยดี มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น!!”
ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานศีรษะล้านคนหนึ่งเปล่งวาจาออกมาอย่างอันโหดเหี้ยม!
หลิวเป้าด่าทอว่า “ข้าได้กล่าวไปแล้วนับสิบครั้งว่าข้ามิได้ลงมือ เหอซีเสวี่ยผู้นั้นคอยจ้องมองข้าอยู่ตลอด ข้าจะกล้าก่อเรื่องบนเกาะตะวันดับได้อย่างไร!”
เวลานี้เขาโกรธแค้นยิ่งนัก รู้สึกราวกับว่าตนเองมีปากแต่พูดไม่ได้
แม้ว่าผู้อื่นที่ร่วมมือด้วยกันในตอนนั้นจะมายืนยันว่าเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ก็ไร้ประโยชน์ พวกคนเหล่านั้นล้วนเป็นสมุนบริวารของเขา สำนักไท่อี้ต่างก็คิดว่าเขากำลังโกหก
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หลานหลินจะลงมือ พวกเขาทั้งหมดได้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าหลิวเป้าร่วมมือด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร
จงจับตัวหลิวเป้าเอาไว้ก่อน
แต่หลิวเป้าก็รู้เช่นกันว่าหากตนถูกจับตัวในเวลานี้ ไม่ตายก็คงพิการแน่ ๆ
ครานี้สำนักไท่อี้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เขาจะกลายเป็นแพะรับบาป และในยามนี้เขาจะยอมจำนนได้อย่างไร
เขาเร่งฝีเท้า ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งพุ่งโจมตีไปทางด้านหลัง
“พรึบ!!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชราขอบเขตเจี่ยตานที่แขนขาดยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็ได้แต่ก้มลงมองรูพรุนที่หน้าอกของตนเอง
“หลิวเป้า เจ้า…”
สิ่งที่เพิ่งโจมตีเขานั้น กลับกลายเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม
กระบี่เล่มนี้ หลิวเป้าเคยไปที่ภูเขาซานชิงเพื่อให้อวี๋หมิ่นหงช่วยซ่อมแซมให้
น่าเสียดายที่ในเวลานั้นอวี๋หมิ่นหงบอกว่าทำให้ไม่ได้
แต่ก็คาดไม่ถึง หลิวเป้าไม่รู้ว่าไปหาใครมา เขาสามารถซ่อมศัสตราศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ได้
ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสามในมือของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานก็มีพลังมากยิ่งขึ้น
ฆ่าขอบเขตเจี่ยตานที่พิการคนหนึ่งได้ในพริบตา
หลิวเป้าน้ำเสียงเย็นยะเยือก ใช้ยันต์เร่งความเร็วสองแผ่นออกไปทันที พร้อมกับตะโกนว่า “ทั้งสองท่าน หากยังรังแกกันไม่เลิก แม้หลิวเป้าผู้นี้จะต้องแลกด้วยชีวิต ถึงแม้จะพ่ายแพ้ก็จะต้องดึงพวกท่านสักคนให้ตายไปด้วยกัน”
เสียงของเขาดังแผ่วลงเรื่อย ๆ ร่างก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
สองผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่เหลืออยู่มองหน้ากันคิ้วขมวด ไม่ได้เลือกที่จะไล่ตาม
เพราะหลิวเป้าที่ถือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสามนั้น มีพลังเพียงพอที่จะฆ่าผู้บำเพ็ญมนุษย์คนใดคนหนึ่งระหว่างพวกเขาได้จริง ๆ
ยิ่งกว่านั้น คู่ต่อสู้ยังรู้ตัวดีว่าหนีไม่รอด อาจจะเลือกแลกด้วยชีวิต
ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องไล่ตามอีกต่อไป
เช่นนี้แล้ว
หลิวเป้าก็หนีไป
แต่แน่นอนว่าเขาไม่พอใจ
“เมืองเซียนชิงหนิว!! อย่าให้ข้ารู้ว่าใครปลอมเป็นข้า ถ้าหากข้ารู้แล้ว จะต้องทำให้เจ้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง!”
หลิวเป้าเปล่งเสียงคำรามก้องกังวาน
เขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่สำนักไท่อี้มานานหลายปี
ทว่ากลับมีโจรผู้หนึ่งที่แอบอ้างเป็นตัวเขา ทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายนี้ขึ้น ความโกรธจึงพุ่งขึ้นในใจเขา
แต่ตอนนี้ เขาไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากวิ่งหนีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เปลี่ยนโฉมหน้าแล้วมุ่งหน้าไปที่เมืองเซียนชิงหนิวทันที
“ผู้ที่แอบอ้างข้าเป็นคนจากเมืองเซียนชิงหนิวอย่างแน่นอน และเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเหอซีเสวี่ยอีกด้วย”
“ข้าจะเริ่มต้นสืบหาจากคนใกล้ชิดของเหอซีเสวี่ย”
…………
ภูเขาซานชิง ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
ภายในห้องเสียงครางที่รุนแรงค่อย ๆ สงบลง
เสิ่นม่านอวิ๋นหายใจหอบถี่อยู่บนเตียง
ขาอ่อนขาวเนียนของนางสวมถุงน่องสีดำ ภายใต้แสงเทียนภายในห้อง มันดูลื่นไหลดึงดูดใจยิ่งนัก
หลินอวี้สวมถุงน่องสีขาวข้าง ๆ มองเสิ่นม่านอวิ๋นด้วยความประหลาดใจ “ม่านอวิ๋น เจ้ากระตุกไปสามสิบสองครั้ง หน้าผากยังมีเหงื่ออีกด้วย”
สวี่หยางพูดไม่ออก “อวี้เอ๋อร์ เจ้ายังมีอารมณ์นับอีก”
หลินอวี้ขอโทษ และแลบลิ้นออกมา “ข้าเองก็แค่สงสัย”
เสิ่นม่านอวิ๋นค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดแล้วว่า “อวี้เอ๋อร์ เจ้าเพิ่งจะกระตุกไปสามสิบห้าครั้ง เหตุใดจึงยังตื่นเต้นกว่าข้าอีก”
หลินอวี้หน้าแดงจัด “จริงหรือ ข้าไม่เห็นรู้สึก”
“ยามที่ขึ้นสวรรค์ จะไม่มีความรู้สึกอยู่แล้ว”
เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้มโดยไม่สนใจอะไร แตะถุงน่องสีขาวบนขาของหลินอวี้แล้วว่า “แต่สหายเต๋าสวี่ ถุงน่องของเจ้าช่างสวมใส่สบายเหลือเกิน ข้าเห็นเจ้าชอบนักหนาที่พวกเราสวมใส่”
“สิ่งสำคัญคือความสวยงามและยั่วยวน”
สวี่หยางไม่ได้ปฏิเสธ
“คิกคิกคิก…”
ภรรยาทั้งสองก็หัวเราะขึ้นมา
“เช่นนั้นในภายภาคหน้า พวกเราคงจะต้องสวมใส่ให้มากขึ้นแล้ว”
หลังจากที่พูดคุยกันไปสักพัก สวี่หยางก็สวมเสื้อผ้าแล้วออกไปข้างนอก
เวลากลางวันแล้ว
ว่าไปแล้ว เขากลับมาที่นี่ได้มากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
ขณะนี้เมืองเซียนชิงหนิวก็ยังคงสงบสุขและร่มเย็น
บริเวณโดยรอบก็ไม่ค่อยมีข่าวคราวของโจรผู้ฝึกตนที่ก่อความวุ่นวาย
สำนักไท่อี้ก็ยังอยู่สายในของเขา เพราะอวี๋ลี่ยังอยู่ที่นั่น
เล่ากันว่า ครั้งนั้น เมื่อสำนักไท่อี้กับเมืองเซียนชิงหนิวตกลงเป็นพันธมิตรกันแล้ว หลิวเป้ากลับถูกคนไล่ล่ากะทันหัน
มีคนกล่าวหาว่าเป็นไส้ศึก
ถึงหลิวเป้าจะเถียงอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ
สุดท้ายหลิวเป้าจึงต้องหนีหัวซุกหัวซุน บัดนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร
ถึงอวี๋ลี่จะเคยเป็นลูกน้องของหลิวเป้า แต่เพราะเขาหนีออกมาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่มีคนสนใจ เลยรอดชีวิตมาได้
บัดนี้อวี๋ลี่คอยเก็บรวบรวมข่าวสารที่นั่นให้สวี่หยางอยู่
เพื่อให้อวี๋ลี่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ช่วงนี้ สวี่หยางจึงทยอยส่งโอสถวิญญาณ ยันต์ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์มากมายไปให้เขา
เพื่อให้เขาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ทางอวี๋ลี่สวี่หยางก็ได้รับข่าวมาอีกหนึ่งเรื่อง
สำนักไท่อี้กำลังไล่ล่าผู้บำเพ็ญมารที่ชื่อเจ้าสาวผีอยู่
น่าเสียดายที่ เจ้าสาวผีตนนี้ลึกลับยิ่งนัก หลังจากสังหารเหล่าศิษย์ของสำนักไท่อี้ไปหลายครั้ง นางก็หายวับไปเฉย ๆ
แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของสำนักไท่อี้ยังตามหาเจ้าสาวผีตนนี้ไม่พบ
บัดนี้เหล่าศิษย์สำนักไท่อี้ต่างหวาดกลัวเจ้าสาวผีตนนี้จนหัวหด ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา
เกรงว่าจะถูกเจ้าสาวผีหมายหัว
………
วันหนึ่งอวี๋หมิ่นหงจากยอดเขาข้างเคียงก็เหาะมาเพื่อหารือเรื่องถ้ำฝึกตนของหนิงเฟย
ครั้งก่อนที่เขตแดนลับมังกรดินเปิด หนิงเฟยพาภรรยาสองคนและเหล่าคนในตระกูลเข้าไปในเขตแดนลับและไม่กลับออกมาอีกเลย
หลังจากนั้น ถ้ำฝึกตนแห่งนี้ก็ว่างเปล่า
เสิ่นปิงได้รับหน้าที่ประกาศหาผู้ที่จะมาเป็นเจ้าของยอดเขาแห่งใหม่ภายใต้ความเห็นชอบของสวี่หยาง และอวี๋หมิ่นหงผู้นำยอดเขาทั้งสองแห่ง
ไม่นานก็มีผู้มาลงนามสมัครถึงสิบกว่าคน
อวี๋หมิ่นหงมาในครานี้ก็เพื่อหารือกับสวี่หยางว่าจะเลือกผู้ใด
แท้จริงแล้ว ในตอนแรกสวี่หยางก็หมายมั่นจะแนะนำหยางโต้วโตวให้เช่าที่แห่งนั้น
หยางโต้วโตวในฐานะสาวน้อยผู้เชี่ยวชาญค่ายกล นางย่อมมีความสามารถ อีกทั้งพลังปราณยังบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐาน จึงเพียงพอที่จะเช่าถ้ำฝึกตนนั้นอยู่เพียงลำพังได้
และด้วยความที่หยางโต้วโตวและครอบครัวของพวกเขานับเป็นผู้ร่วมทุกข์ยาก สวี่หยางจึงวางใจที่จะให้เช่าที่แห่งนั้น
อย่างไรก็ดี คงจะไม่สามารถให้หยางโต้วโตวอาศัยอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป
ทว่าเมื่อหยางโต้วโตวได้ยินความคิดของสวี่หยางแล้ว กลับร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนักหน่วง
นางบอกว่าไม่เต็มใจ ด้วยเหตุผลว่ากลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว
สวี่หยางอึ้งไปชั่วขณะ
แม้กระทั่งคนตาบอดยังดูออก หยางโต้วโตวแค่ไม่อยากจ่ายหินวิญญาณเพิ่มเพื่อเช่าถ้ำฝึกตนเท่านั้นเอง
สวี่หยางเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยวาจาไพเราะ ทว่าหยางโต้วโตวก็ยังคงปฏิเสธ
แม้กระทั่งไปขอความเห็นจากภรรยาอีกสี่นางด้วย
นางยังกล่าวอีกว่า นางเป็นผู้สร้างค่ายกลให้ที่นี่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แล้วเช่นนี้จะมาไล่นางออกไปได้อย่างไร
เมื่อคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน
คำพูดของหยางโต้วโตวก็มีเหตุผลอยู่
ด้วยเหตุนี้สวี่หยางจึงปรึกษากับอวี๋หมิ่นหงในการหาผู้นำคนใหม่มาร่วมอยู่อาศัยด้วยกัน
ในบรรดาผู้สมัครทั้งสิบกว่าคนนั้น ล้วนแต่มีภูมิหลังที่หลากหลาย
แน่นอนว่าสวี่หยางให้ความสำคัญกับการคัดผู้ปลูกพืชวิญญาณและนักวาดยันต์ออกเป็นอันดับแรก
อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ย่อมกระทบต่อธุรกิจของเขา และถือเป็นคู่แข่งกันอย่างชัดเจน!
ส่วนนักปรุงยาที่ไม่คัดออกก็เพราะหลินไห่ถังไม่ได้ปรุงยาอย่างจริงจังอยู่แล้ว แล้วนางปรุงยาก็เพื่อให้ครอบครัวเท่านั้น ไม่ได้คิดจะขาย
…………
ต่อมาอวี๋หมิ่นหงก็ว่าให้ตัดนักปรุงยาออก
เขากังวลว่าคู่แข่งจะแย่งลูกค้า
อย่างนี้แล้วก็เหลือผู้เข้าแข่งขันแค่หกคน
ในนั้น สองคนเป็นคนที่สวี่หยางเคยแข่งด้วยตั้งแต่ก่อน
คนหนึ่งเป็นนักปรุงยา ไว้เครา นามว่าซ่งเหลียน
ตอนแข่งที่ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่เจ้าซ่งเหลียนนี่แหละที่มีสิทธิ์ชนะมากที่สุด
อีกคนเป็นหมอ รูปร่างใหญ่โต หน้าตาไม่น่าไว้ใจ นามว่าต้วนสยง
ที่เหลือเป็นคนทำเสื้อคลุม อีกคนเป็นผู้จัดยา เชี่ยวชาญการจัดหายาต่าง ๆ
แล้วก็มีผู้ฝึกสัตว์อสูร ซึ่งเป็นหญิงสาวอยู่คนหนึ่ง…
สุดท้ายคือผู้บำเพ็ญอิสระ
เขาบอกว่ามาเพื่อคนรุ่นหลัง วางแผนจะเช่าที่นี่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้สร้างรากฐาน
แต่เป็นการเช่าระยะยาว ตัวเขาพลังปราณก็ใช้ได้ ออกไปข้างนอกบ่อย อาชีพเป็นนักล่า นักตกปลา บางทีก็รับงานจากเมืองเซียน
คนเช่นนี้จัดเป็นผู้มีความสามารถหลากหลายที่พึ่งพาการต่อสู้ฆ่าฟันเพื่อความอยู่รอดได้อย่างแน่แท้ ย่อมไม่ธรรมดา
สวี่หยางและอวี๋หมิ่นหงปรึกษากันอยู่นาน
สุดท้ายก็เห็นพ้องต้องกันว่าทั้งต้วนสยงและซ่งเหลียน พวกเขาดูมีอำนาจในการแข่งขันมากที่สุด!!
สำหรับเรื่องนี้ เหล่าภรรยาต่างก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….