ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 292 เลือกผู้นำยอดเขา
บทที่ 292 เลือกผู้นำยอดเขา
“ในบุคคลทั้งหกนี้ ซ่งเหลียนกับต้วนสยงทั้งสองคนนี้ ข้าเห็นด้วยกับเจ้าเช่นกัน”
อวี้หมิ่นหงลูบเคราของเขาพลางยิ้ม “ทว่าข้าก็ยังอยากเสนอให้เชิญผู้อื่นมาที่ยอดเขาของเราเพื่อสังเกตการณ์ด้วย! สหายเต๋าสวี่ เจ้าเห็นว่าอย่างไร”
“ข้าก็คิดเห็นเช่นนั้น”
ขณะกล่าวสวี่หยางก็พิจารณารายชื่อไปด้วย
สำหรับผู้จัดยาคนนี้ เขาคิดว่าไม่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักมีฐานะไม่ดี เกรงว่าเมื่อเช่าไปสักระยะอาจจะขาดการจ่ายค่าเช่าได้
เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องเปลี่ยนผู้นำยอดเขาใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก
ส่วนผู้บำเพ็ญธรรมดา ๆ นั้นสวี่หยางมิได้สนใจ เนื่องจากผู้บำเพ็ญประเภทนี้มักจะรับงานโจรและเที่ยวฆ่าฟันผู้อื่นอยู่ภายนอกซึ่งย่อมก่อให้เกิดศัตรูมากมาย
สวี่หยางไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายในอนาคต
อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องพิจารณาดูก่อน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปรึกษากับอวี๋หมิ่นหง เพื่อกำหนดการนัดหมายว่าจะนัดให้บุคคลเหล่านั้นมาที่ถ้ำฝึกตน เพื่อตรวจสอบในช่วงบ่าย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ย่างเข้าสู่ยามบ่าย สวี่หยางกำลังปลูกพืชวิญญาณชั้นเลิศหลายต้นในทุ่งวิญญาณ
ยามนี้ เขาได้รับสารจากเสิ่นปิง นางแจ้งว่าบุคคลเหล่านั้นมาถึงแล้ว
“ทราบแล้ว เชิญให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”
สวี่หยางสั่ง
ครู่ต่อมาอวี๋หมิ่นหงก็ปรากฏตัว
เขาได้พบปะกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหกคนนี้
ซ่งเหลียนและต้วนสยงเคยได้พบกับสวี่หยางมาก่อน
เวลาผ่านมานาน ทั้งสองก็ยังมีรูปลักษณ์เช่นเดิม และไม่มีการพัฒนาในด้านการบำเพ็ญเลย
พวกเขาเป็นช่างฝีมือ โดยปกติจะยุ่งอยู่กับการหาหินวิญญาณเพื่อเลี้ยงครอบครัว จึงทำให้การบำเพ็ญด้อยลงไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้พบกับสวี่หยางอีกครั้ง พวกเขาจึงมีสีหน้าซับซ้อน
ครั้งก่อนที่มาเยือนที่นี่ ยังเป็นช่วงที่พวกเขาแข่งขันเพื่อแย่งตำแหน่งของผู้นำยอดเขาพร้อมกับสวี่หยางอยู่เลย
เวลาผ่านมานาน สวี่หยางได้พัฒนาการบำเพ็ญอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ ขณะนี้ผู้ใดบ้างเล่าที่จะไม่รู้จักสวี่หยางผู้เป็นศิษย์เสวี่ยหยางเจินเหริน?
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานและขอบเขตเจินตานจากสำนักชิงหนิวเจินเหริน เมื่อได้พบกับสวี่หยางแล้ว ก็จะเรียกขานเขาว่าสหายเต๋าสวี่เลย
สถานะของพวกเขานั้นแตกต่างกัน
เพียงแค่ดูที่นั่งของอวี๋หมิ่นหงก็พอจะบอกได้ว่าการคัดเลือกผู้นำยอดเขาในครั้งนี้ อาจขึ้นอยู่กับอารมณ์ของสวี่หยางเป็นหลัก
“สหายเต๋าสวี่ เราพบกันอีกแล้ว” ซ่งเหลียนผู้มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนกว่าในตอนแรกกล่าวต้อนรับ
หลังจากทักทายสวี่หยาง แล้วก็หันไปทักทายอวี๋หมิ่นหง
ต้วนสยงก็พยักหน้า ทักทายสวี่หยางและอวี๋หมิ่นหงด้วยความเคารพ
ถัดมาคือคนทำเสื้อคลุม นางเป็นผู้บำเพ็ญหญิงสูงวัย มีวิชายุทธ์ถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง แม้จะอายุมากแล้วแต่นางก็ยังคงมีเสน่ห์
หลังจากแนะนำตัวแล้ว นางก็สื่อจิตกับสวี่หยางทันที แสดงความประสงค์ที่จะมอบเสื้อคลุมขั้นกลาง ระดับสองเป็นของขวัญตอบแทน
เสื้อคลุมขั้นกลาง ระดับสองถือว่าดีมากแล้ว นางทุ่มทุนกับเสื้อคลุมตัวนี้มากก็ว่าได้
จากตรงนี้ก็พอจะบอกได้ว่า หญิงสูงวัยคนนี้มีฐานะที่ดีมาก
คนทำเสื้อคลุม เมื่อเปรียบเป็นอาชีพก็เหมือนกับทำธุรกิจเสื้อผ้า ซึ่งถ้ากิจการดี ก็ย่อมมีรายได้มหาศาล ร่ำรวยมั่งคั่ง
ส่วนหญิงสาวผู้ฝึกสัตว์อสูร เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์อายุราวสามสิบปี สวมเสื้อผ้าบางเบา ดูยั่วยวนอย่างมาก
โดยเฉพาะกระโปรงตัวล่างที่เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน
นางค่อนข้างกล้าหาญ กล้าสื่อจิตถึงสวี่หยางโดยตรง แนะนำว่าตนเองเป็นผู้บำเพ็ญที่ฝึกสัตว์อสูรได้ และชีวิตของนางช่างยากลำบากน่าสงสารเหลือเกิน
นางหวังให้สวี่หยางอนุญาตให้นางเช่าถ้ำฝึกตนแห่งนี้
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน นางยินดีปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด และไม่คิดทอดทิ้งเขา
ก็เสมือนการขายร่างกายตัวเองทางอ้อม
นางพูดพร้อมกับกะพริบตาให้สวี่หยางอย่างแนบเนียน
สวี่หยางมองหญิงสาวผู้นี้อย่างพิจารณา นางช่างยั่วยวนเหลือเกิน
เอ่อ ไม่ควรให้นางอยู่ที่นี่เด็ดขาด เพราะอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้น
ถัดมาซ่งเหลียน และต้วนสยงต่างก็ส่งเสียงบอกว่าจะให้ของมีค่าแก่เขา
ส่วนผู้บำเพ็ญอิสระผู้นั้น เหมือนจะรู้ว่าตนเองมีโอกาสน้อยที่สุด เขาก็เลยตัดสินใจลุยแหลก โดยส่งเสียงบอกตรง ๆ ว่า “สหายเต๋าสวี่ ข้านามว่าหม่าซานเตา ข้ามีเพื่อนพ้องในยุทธภพมากมาย หากวันหน้าเจ้าพบเรื่องลำบากใด ขอให้บอกกล่าวแก่ข้า ข้ารับรองได้ว่าจะช่วยแก้ไขให้เรียบร้อย!”
สำหรับเรื่องนี้สวี่หยางเลือกที่จะเพิกเฉย
ในเวลานี้ อวี๋หมิ่นหงส่งเสียงถามเขาว่าคิดเช่นไร
“ซ่งเหลียน ต้วนสยง คนทำเสื้อคลุมอู่จวนจวน ทั้งสามคนนี้น่าพิจารณาที่สุด”
สวี่หยางส่งเสียงตอบไป
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าขอเสนออู่จวนจวน นางเป็นผู้บำเพ็ญที่เคยประกอบอาชีพอยู่ในเมืองเซียน ข้าเคยพบกับนางหลายครั้ง นางเป็นผู้ที่น่าไว้ใจยิ่งนัก!! ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่เคยก่อเรื่องเดือดร้อน…”
สวี่หยางซักถาม “เดิมทีประกอบอาชีพอยู่ในเมืองเซียน อยู่ดี ๆ เหตุใดถึงได้เดินทางมาที่นี่”
“เดิมทีนางเป็นศิษย์สำนักของโจวป๋อซู่ ขณะนี้ ขอบเขตจินตานของโจวป๋อซู่ถูกชิงหนิวเซียนเจินเหรินทำลายสิ้น เขากลายเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา บรรดาศิษย์ต่างก็แยกย้ายกันไปหมด อู่จวนจวนผู้นี้มีพลังปราณเพียงน้อยนิด เดิมทีที่พักเดิมของนางก็มิอาจรักษาเอาไว้ได้ รายได้ก็ลดลงจนหมด นางจึงไม่มีที่อยู่ต้องเดินทางมาที่นี่”
เขารู้สึกว่าที่อวี๋หมิ่นหงแนะนำอู่จวนจวนอย่างละเอียดเช่นนี้ ดูเหมือนจะอยากให้เขาเลือกอู่จวนจวนเป็นผู้นำยอดเขาคนต่อไป
เขาคาดการณ์ว่าอู่จวนจวนน่าจะไปติดต่อกับอวี๋หมิ่นหงมาแล้วล่วงหน้า
เขาส่งเสียงตอบไป “อืม ที่ผู้อาวุโสว่าก็มีเหตุผล”
เมื่ออวี๋หมิ่นหงเห็นว่าสวี่หยางเห็นด้วยกับข้อเสนอของตนเอง จึงรีบตีเหล็กตอนร้อน “สหายเต๋าสวี่ เช่นนั้นเราตัดสินใจกันเลยก็แล้วกัน เลือกอู่จวนจวน เจ้าเห็นว่าอย่างไร”
ในเรื่องนี้ สวี่หยางก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
แม้ว่าอู่จวนจวนจะเคยเป็นแนวร่วมของโจวป๋อซู่มาก่อน แต่นางก็เป็นเพียงแค่คนทำเสื้อคลุมอาวุโสเท่านั้น งานหลักของนางก็คือช่วยเหลือโจวป๋อซู่ดูแลกิจการเสื้อคลุมบนเขา
ส่วนเรื่องที่โจวป๋อซู่คิดจะจัดการกับเหอซีเสวี่ย ในส่วนนี้นางมิได้มีส่วนด้วย
แม้ใคร่เข้าร่วมแต่ด้วยพลังปราณของนางก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้
ฉะนั้น การเลือกนางย่อมไม่มีปัญหาใด ๆ
ยิ่งกว่านั้น หากเดิมทีโจวป๋อซู่เล็งเห็นคุณค่าในตัวอู่จวนจวนเพื่อให้ช่วยดูแลกิจการเสื้อคลุม นั่นก็แสดงว่านางคงจะทำการค้าได้ไม่เลว
หากนางได้เข้าร่วมกิจการในเมืองซานชิงซานก็อาจจะสามารถพัฒนาได้
และท้ายที่สุด ก็เพื่อสร้างสัมพันธ์กับอวี๋หมิ่นหง
จากการพิจารณาหลาย ๆ ประการ สวี่หยางจึงตัดสินใจเลือกอู่จวนจวน
“เช่นนั้นก็ให้เป็นไปตามที่เจ้าว่าเถิด บอกให้พวกเขากลับไป เหลือเพียงอู่จวนจวนไว้”
เมื่อสวี่หยางพูดจบ อวี๋หมินหงก็เผยรอยยิ้มออกมา พลางพยักหน้าเล็กน้อยให้อู่จวนจวน
อวี๋หมิ่นหงแสดงสีหน้าดีใจออกมา
ทันใดนั้นอวี๋หมิ่นหงก็ได้ประกาศรายชื่อที่ได้รับเลือก
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ชำนาญการจัดยาต่างแสดงสีหน้าผิดหวัง
ในขณะที่หญิงสาวผู้ฝึกสัตว์อสูรได้เหลือบมองสวี่หยางอย่างไม่พอใจ แต่ก็เพียงแค่โค้งกายลงเล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า “ช่างเถิด ข้าขอตัวลาไปก่อน”
ซ่งเหลียน และต้วนสยงถอนหายใจออกมา
ในเวลานี้ การแย่งชิงถ้ำฝึกตนที่ดีนั้นนับเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก และในครั้งนี้พวกเขาก็ได้ล้มเหลวอีกครั้ง
ซ่งเหลียนทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าสวี่หยาง “พวกเราสองคนจะไปอาศัยอยู่ที่เชิงเขาของเมือง หากพวกเจ้าต้องการยาอมฤต ข้าจะขายให้ในราคาทุน”
“ตกลง” สวี่หยางพยักหน้า
ต้วนสยงไม่ชอบการพูดคุยอะไรมากนัก เขาแค่พยักหน้าและเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
แต่ที่หยิ่งผยองที่สุดก็คงจะไม่พ้นหม่าซานเตา ผู้ที่ดูทรงพลังเหลือเกิน เขาสะบัดชายเสื้ออย่างเย็นชาพลางกล่าวว่า “ก็ตามใจพวกเจ้าเถอะ ต่อไปนี้พวกเจ้าจงจะระมัดระวังตัวไว้ให้ดี”
พูดจบเขาก็สะบัดหน้าหนีจากไป
“ต้องเป็นคนอะไรกัน ถึงกับข่มขู่เราเลยรึ?”
อวี๋หมิ่นหงกัดฟันจนปวดกราม
“ไม่เป็นไรหรอก แค่พวกขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดผู้หนึ่งก็เท่านั้น”
สวี่หยางกล่าวอย่างไม่แยแส
“ขอบคุณพวกท่านมากที่เลือกข้า ขอให้รับของชิ้นนี้เป็นของตอบแทน”
แม้ว่าอายุของอู่จวนจวนจะมากแล้ว
แต่นางก็รู้จักวิธีเอาใจคน นางหยิบเสื้อคลุมชั้นเยี่ยมสองตัวมอบให้แก่สวี่หยางและอวี๋หมิ่นหง
อวี๋หมิ่นหงยิ้มอย่างมีความสุขหลังจากรับไว้ “ขอบคุณเจ้ามาก สหายเต๋าอู่ไว้ข้าจะจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้า”
สวี่หยางพยักหน้าอย่างยินดี ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ตกลงกันไว้
ในเย็นวันนั้น ครอบครัวของทั้งสามก็ได้มารับประทานอาหารร่วมกัน
ในระหว่างนี้ อู่จวนจวนก็พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับโจวป๋อซู่
หลังจากที่โจวป๋อซู่ถูกปลดออก ทรัพย์สินของเขาส่วนใหญ่ก็ถูกชิงหนิวเจินเหรินยึดไปหมด
ส่วนที่เหลือก็ถูกเหล่าศิษย์ขอบเขตจินตานทั้งสี่แบ่งสันปันส่วนกันไป
ในนั้นเหอซีเสวี่ยได้รับหอสุราที่ดีที่สุดในเมืองเซียนและร้านค้าอีกยี่สิบสามแห่ง
ทุ่งวิญญาณแปดสิบหกหมู่ ซึ่งในนั้นยังมีคลังโอสถวิญญาณอีกหนึ่งแห่ง
สวี่หยางที่ได้ฟังรู้สึกประหลาดใจมาก
นี่คือรากฐานของเมืองเซียนงั้นหรือ!!
แค่ได้มาเพียงส่วนเดียวก็มีมากมายขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นก่อนหน้านี้โจวป๋อซู่จะมีทรัพย์สินมากขนาดไหน?
หลังจากดื่มกันไปสามรอบ
อู่จวนจวนก็ขอให้หยางโต้วโตวช่วยสร้างค่ายกลให้
หยางโต้วโตวก็ตอบตกลง
ขณะกำลังกินข้าวอยู่
ด้านนอกเสิ่นปิงก็ทะยานเข้ามา
“สหายเต๋าสวี่ สหายของเจ้าที่ชื่อหวงเสี่ยวเหมยมาแล้ว”
“นางมาแล้วหรือ”
สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้น เขาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะได้รับสารที่หวงเสี่ยวเหมยส่งมา
เมื่อไม่นานมานี้สวี่หยางได้ส่งจดหมายไปหาหวงเสี่ยวเหมย
นอกจากจะให้ยืมหินวิญญาณ 170,000 ก้อนแล้ว ยังบอกกับนางว่าจะให้ของดีอย่างหนึ่งเพื่อช่วยนางในการชิงตำแหน่งศิษย์สายตรง
วันนี้หวงเสี่ยวเหมยมาเสียที
“แต่ทำไมถึงมาดึกดื่นเช่นนี้?”
สวี่หยางบ่นพึมพำ
ดีหน่อยที่ตอนนี้กินกันเกือบจะอิ่มแล้ว
สวี่หยางลุกขึ้นแล้วบอกภรรยาของตน
หวงเสี่ยวเหมยรออยู่หน้าประตูถ้ำฝึกตนและกำลังคุยกับเสิ่นปิงอยู่
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าหวงเสี่ยวเหมยยัดของขวัญชิ้นเล็ก ๆ ให้กับเสิ่นปิงเพื่อขอบคุณที่นางแจ้งข่าว
เสิ่นปิงรับของอย่างซาบซึ้งแล้วก็ยิ่งแสดงความเคารพนางมากขึ้นกว่าเดิม
“หวงเสี่ยวเหมย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ งดงามขึ้นมากราวกับนางเซียนเลย”
เสิ่นม่านอวิ๋นพูดพลางหัวเราะ แล้วก็เดินไปยืนด้านข้างของหวงเสี่ยวเหมย
เหล่าภรรยาทั้งหลายต่างก็ทักทายนางด้วยรอยยิ้ม และเชื้อเชิญให้หวงเสี่ยวเหมยเข้ามาในบ้านเพื่อดื่มชา
“ขอบคุณมาก”
หวงเสี่ยวเหมยพยักหน้า จากนั้นสายตาก็หันไปทางสวี่หยาง “เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าได้ยินข่าวเรื่องของเจ้า ดูเหมือนเจ้าจะสร้างความชอบใหญ่อีกแล้ว”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง”
“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
ทั้งสองนั่งลง
หวงเสี่ยวเหมยจ้องมองถ้วยชาบนโต๊ะ เห็นใบชาลอยขึ้นจมลงหมุนวนไปในน้ำ
“เดิมทีข้าเป็นศิษย์สายในของเกาะเจ็ดเซียนหลิวหลีลำดับที่ 27 ครั้งนี้ได้ของดีจากเขตแดนลับ ลำดับจึงดีขึ้นเล็กน้อย มีโอกาสมากทีเดียวในการแข่งขันเพื่อตำแหน่งศิษย์สายตรง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งอีกผู้หนึ่ง เรื่องพลังปราณนั้นเราสูสีกัน แต่ฝั่งคนผู้นั้นมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ดีกว่า ข้าสู้เขาไม่ได้”
จากคำอธิบายของหวงเสี่ยวเหมย
สวี่หยางก็เข้าใจ
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือเทพธิดาจื่อหลานจะรับศิษย์สายตรง
แล้วนี่ก็ไม่ใช่ศิษย์สายตรงธรรมดา ๆ เสียด้วย แต่เป็นศิษย์สายตรงที่จะมาแทนที่ของอู๋เฟยเฟยซึ่งโดนลี่เจี้ยนเจิ้นฆ่าตาย
นั่นก็เท่ากับว่าเป็นบุคคลลำดับต้น ๆ ในเกาะเซียนที่สาม
อนาคตมีโอกาสจะก้าวขึ้นเป็นขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดถึงแปดส่วน!!!
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฐานะแล้วกัน
ดูอย่างอู๋เฟยเฟยเมื่อครั้งก่อนก็มีคนคอยห้อมล้อมอารักขามากมาย
แต่ท้ายสุดนางก็ติดกับและตายในเขตแดนลับ
ซึ่งตำแหน่งที่หวงเสี่ยวเหมยจะแย่งชิงก็คือศิษย์สายตรงของอู๋เฟยเฟย
ด้วยพลังปราณของนางมีโอกาสชนะสูงมาก
แต่ก็มีบุคคลที่ชื่อว่าฟางจงป๋อ ซึ่งปู่ของเขาเป็นถึงนักปรุงยาแห่งเกาะเซียนที่สาม ภูมิหลังนั้นล้ำลึก
พลังปราณของฟางจงป๋อนั้นใกล้เคียงกับหวงเสี่ยวเหมย
แต่ด้วยการพึ่งพาภูมิหลังที่ปู่เป็นนักปรุงยา บุคคลมากมายแห่งเกาะเซียนที่สามจึงสนับสนุนฟางจงป๋อ ด้วยเหตุนี้หวงเสี่ยวเหมยจึงตกอยู่ในสถานะที่ลำบากอยู่บ้าง