ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 294 จุดประกายหวงเสี่ยวเหมย
บทที่ 294 จุดประกายหวงเสี่ยวเหมย
กลางโถงใหญ่
เมื่อมองดูเนื้อหาบนหน้าต่างระบบสวี่หยางก็อดไม่ได้ที่จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง
บัดนี้ เขามีรางวัลถึงหกอย่างเชียวหรือ!
ความสุขหกประการ
[เนื่องจากการก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายของหญิงสาวผู้แอบรักหวงเสี่ยวเหมย นางจึงมีความสุขอย่างมาก ความหลงใหลในตัวท่านได้ทวีความรุนแรงจนยากจะถอนตัว และมีความชอบต่อท่านถึง 100]
[ด้วยเหตุนี้ จึงขอแสดงความยินดีที่ได้จุดประกายชื่อหวงเสี่ยวเหมยขึ้นมา]
[ท่านได้รับคะแนนพิเศษ 100 แต้มและศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นต่ำ ระดับสาม : โล่เต่าดำ]
โล่เต่าดำนี้ก็เป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่มีไว้เพื่อการป้องกันเช่นเดียวกัน
คล้ายคลึงกับโล่ไม้ศิลาที่เขาเคยใช้ก่อนหน้านี้ เมื่อสวมใส่ไว้ที่มือสามารถป้องกันได้โดยอัตโนมัติรวมถึงกระตุ้นการป้องกันในยามคับขันด้วย
พลังย่อมสูงกว่าโล่ไม้ศิลาพอสมควร
อย่างไรก็ตามโล่เต่าดำก็ยังคงเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม ด้วยพลังงานที่เพียงพอก็สามารถใช้การป้องกันในระดับสูงสุดได้ถึงห้าครั้ง
ซึ่งเพียงพอที่จะป้องกันการโจมตีจากผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานระดับธรรมดาได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม โล่เต่าดำนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
เวลานี้หวงเสี่ยวเหมยก็ยังอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดา ๆ ขอบเขตจินตานเลย แม้แต่ขอบเขตเจินตานหรือขอบเขตเจี่ยตาน เขาก็คิดว่าคงรับมือกับนางไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
………
“เอาละ ถือว่าเขาได้โล่เต่าดำจากหวงเสี่ยวเหมยมา ก็คืนให้นางไปเถิด!”
สวี่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หวงเสี่ยวเหมยจากนี้ไปก็ยังสามารถทำคะแนนพิเศษให้เขาได้คุ้มค่าอยู่
บัดนี้สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
คาดไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวผู้แอบรักเขาจะมีคะแนนพิเศษให้ข้าเป็นรางวัล
“เสน่ห์ข้าดีไม่เลว หวงเสี่ยวเหมยแอบรักข้ามานานแล้ว”
พอดีกับที่เห็นหวงเสี่ยวเหมยเดินออกมาจากถ้ำฝึกตนด้วยสีหน้าสงบ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
สวี่หยางรีบเข้าไปถาม
“ถือว่าไม่เลว สร้างรากฐานถึงขั้นปลายแล้ว บัดนี้ข้ารับมือฟางจงป๋อได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”
“มั่นใจก็ดีแล้ว!”
สวี่หยางพยักหน้าแล้วพูดต่อ “เจ้าบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานถึงขั้นปลายแล้ว ข้าก็ไม่มีของดีอันใดจะให้เจ้าได้ นี่เจ้าเอาไปเถิด”
สวี่หยางหยิบโล่เต่าดำออกมา
สิ่งนี้เป็นแหวนสีเงินทั้งวงขนาดกำลังดีวิจิตรบรรจงยิ่งนัก
ผิวเผินดูก็ไม่เห็นอะไร
แต่เมื่อหวงเสี่ยวเหมยรับมาในมือก็สัมผัสได้ทันที
“นี่…”
นางเงยหน้ามองสวี่หยางพลางกล่าว “ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ ระดับสาม”
“อืม ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ป้องกัน ระดับสาม เซียนเหอมอบให้ข้า ข้าก็มอบให้เจ้า”
สวี่หยางเอ่ยหาเหตุผลมาอ้าง
“ข้ารับไม่ได้!!”
ไม่คาดคิด หวงเสี่ยวเหมยส่ายหน้าปฏิเสธความปรารถนาดีนี้
“เป็นอะไรไปรึ?”
“เจ้ามอบแก่นวิญญาณให้ข้า มันก็มีค่ามากพอแล้ว ก่อนนี้ก็ยังให้ยืมหินวิญญาณอีกตั้งมากมาย บัดนี้ยังมอบของที่เซียนเหอให้เจ้าไว้เพื่อปกป้องชีวิตเจ้าเอง เจ้ายังจะเอามาให้ข้าอีก ข้าจะรับของของเจ้าได้อย่างไรกัน?”
หวงเสี่ยวเหมยส่ายหน้าอย่างแรง ผลักโล่เต่าดำออกไปกล่าวทั้งน้ำตา “สิ่งนี้มีไว้เพื่อปกป้องชีวิตเจ้า พูดถึงเรื่องพลังปราณของข้าก็แข็งแกร่งกว่าเจ้าด้วยซ้ำ ดังนั้นข้าไม่ต้องการสิ่งนี้”
“แต่ข้าไม่มีศัตรู ส่วนเจ้ามี!!”
สวี่หยางฉุดมือหวงเสี่ยวเหมยมา
มือนางนั้นนุ่มนวลราวกับไม่มีกระดูก และยังเย็นเฉียบ
พูดแล้ว เขาก็หยิบโล่เต่าดำขึ้นมาใส่มือนาง กล่าวว่า “รับไปซะ! ถ้าเจ้าไม่เอาก็ไปขายแลกของวิเศษอื่นก็ได้”
“สวี่หยาง…”
หวงเสี่ยวเหมยมองด้วยสายตาไม่พอใจ “นี่มันโล่ป้องกันศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม เจ้าคิดว่ามันเป็นผักกาดรึไงกัน ที่จะขายได้ง่าย ๆ?”
สวี่หยางถาม “แล้วเจ้าจะเอาหรือไม่?”
“เอาสิ ไว้จะคืนให้เจ้า”
หวงเสี่ยวเหมยตอบอย่างจริงจัง
สวี่หยางหัวเราะ “พวกเราเป็นสหายที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เจ้าจะเกรงใจอะไรข้ากัน”
ใบหน้าของหวงเสี่ยวเหมยแดงขึ้นเล็กน้อย
นางรู้ดีแก่ใจว่าสวี่หยางชอบนาง
พูดตามจริงก็คือ เวลานี้ทุกครั้งที่นางพบเจอสวี่หยางนางจะรู้สึกใจเต้นเร็วทุกครั้งที่สบตากับเขา
“อืม…ออกไปข้างนอกเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการกับพวกที่ตามตื๊อเจ้าเอง”
สวี่หยางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อืม ขอบคุณเจ้ามาก” หวงเสี่ยวเหมยพยักหน้า “แต่ว่าคนพวกนั้นมีทั้งผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตานและเจี่ยตาน พลังปราณของพวกเขาไม่ธรรมดา แค่ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานคนเดียว หากข้าไม่ใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็สู้ไม่ได้”
สวี่หยางยิ้มเล็กน้อย “วางใจเถอะ สำหรับคนที่มีฝีมือเช่นนี้ ข้าเตรียมพร้อมมาแล้ว”
ที่แท้เขาก็ได้ขอให้หลี่ลี่จือติดต่อคนเก่งมาช่วยแล้ว พวกนั้นก็น่าจะซุ่มอยู่แถวนี้แล้วด้วย
ในเวลานี้
ภายในเมืองซานชิงซาน
ในหอสุราแห่งหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์สองคนต่างนั่งอยู่บนเตียงของตนเอง หลับตาทำสมาธิ
ในคนพวกนั้น มีผู้หนึ่งลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ฮ่า ๆ ๆ ฉางอันเจินเหริน หวงเสี่ยวเหมยผู้นั้นได้ออกจากถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่แล้ว โอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นั้นแผ่ลมปราณของขอบเขตเจี่ยตานออกมา มองไปที่ผู้อยู่บนเตียงด้านขวา
“โอ้?”
ฉางอันเจินเหรินมีอายุมากแล้ว ผมสีขาวโพลนไปทั้งศีรษะ
เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองผู้ที่อยู่ข้างกาย “หลิวเจินเหริน หวงเสี่ยวเหมยผู้นั้นไปที่ใดหรือ?”
“กลับไปสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแล้ว”
“อืม ดูเหมือนว่านางจะจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้นแล้ว”
ฉางอันเจินเหรินพยักหน้าเล็กน้อย แล้วลุกขึ้นยืน
“นี่เป็นโอกาสดี เราออกเดินทางกันเถอะ”
หลิวเจินเหรินพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ว่า… หวงเสี่ยวเหมยผู้นั้น ได้ข่าวว่าสนิทสนมกับสวี่หยางผู้นำแห่งถ้ำฝึกตนสุ่ยเหลียนต้งฝู่เป็นอย่างมาก ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นนัก ไม่รู้ว่าในช่วงสิบกว่าวันนี้หวงเสี่ยวเหมยไปทำสิ่งใด”
“หวงเสี่ยวเหมยกำลังจะเผชิญหน้ากับฟางจงป๋อ และการประลองศิษย์สายตรง โดยปกติแล้วนางไม่ควรออกมาเสี่ยงภัยข้างนอกเป็นแน่ ข้าสันนิษฐานว่านางคงมาเพื่อเอาของสำคัญบางอย่าง คาดว่ายามนี้ขีดความสามารถในการต่อสู้ของนางคงจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล”
“การวิเคราะห์ของเจ้าช่างลึกซึ้งนัก”
หลิวเจินเหรินพยักหน้าเห็นด้วย แล้วกล่าวด้วยเสียงเย็นชา “หวงเสี่ยวเหมยผู้นี้ ข้าไม่คาดคิดว่าจะมีพรสวรรค์มากมายนัก ถึงกับกดฟางจงป๋อไว้ได้ หากไม่กำจัดนางเสีย อนาคตของนางคงจะยาวไกลนัก”
“แม้จะมีพรสวรรค์สักปานใดก็ไร้ประโยชน์ นางจะต้องตายอย่างน่าอนาถในเร็ว ๆ นี้”
“อืม เดินทางกันเถอะ เราจะต้องทำให้คำขอร้องของนักปรุงยาฟางสำเร็จลุล่วงให้จงได้”
ทั้งสองเดินออกมาจากโรงเตี๊ยม
………
หวงเสี่ยวเหมยเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงสีดำสนิท
นางดูสง่างามมองแล้วราวกับวีรสตรี
สวี่หยางไม่ได้ติดตามไปด้วย เพราะเกรงว่าหากมีผู้พบเห็นจะทำให้แผนการล่อเสือออกจากถ้ำล้มเหลว
เขาใช้การส่งสารลับติดต่อกับหวงเสี่ยวเหมย ด้วยการเดินตามหวงเสี่ยวเหมยมาแต่ไกล จิตเทวะของเขาก็พบเข้ากับร่างอันน่าสงสัยทั้งสองในทันที
แม้สองคนนี้จะซ่อนลมปราณไว้ก็ตาม
แต่เขายังจับสังเกตได้อย่างว่องไว ว่าคนหนึ่งมีลมปราณขอบเขตเจี่ยตาน
ส่วนอีกคนสัมผัสได้ไม่ชัดเจนนัก คงใช้หนทางบางอย่างซ่อนลมปราณเอาไว้
ถึงจะมองไม่เห็นพลังปราณของบุคคลผู้นี้ แต่จากการที่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ สวี่หยางจึงล่วงรู้ว่าพลังปราณของบุคคลผู้นี้ต้องสูงส่งยิ่งกว่า
“ดูท่าพวกเขาคงจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการติดตามหวงเสี่ยวเหมยอย่างที่นางเล่าไว้แน่ ๆ!!”
เหมือนว่าสวี่หยางจะเข้าใจแล้ว และยังคงติดตามพวกเขาอยู่ห่าง ๆ
หวงเสี่ยวเหมยรีบนำเรือเหาะออกมาแล้วโบยบินออกไปอยู่เหนือทะเล
ขณะที่กำลังจะออกห่างจากเมืองซานชิงซานได้สามสิบกงหลี่
“ตูม!!”
จู่ ๆ ก็มีร่างสองร่างที่พุ่งขึ้นมาจากผืนน้ำใต้เท้าของนาง
แท้จริงแล้วก็คือสองผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานและผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานนั่นเอง
ทั้งสองดูเหมือนจะมีอายุร่วมร้อยปีแล้ว ผมสีเงินขาวโพลน ทันทีที่ลงมือพวกเขาก็โจมตีอย่างไม่ยั้ง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานอัญเชิญกระดานค่ายกลที่มีลักษณะคล้ายกับยันต์แปดทิศออกมา กระดานค่ายกลลอยวนอยู่กลางอากาศแล้วหมุนอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเสียงหึ่ง ๆ ที่ฟังแล้วช่างน่าอึดอัด
ทันใดนั้น เสียงและพลังยุทธ์รอบ ๆ ตัวก็ถูกตัดขาดออกจนสิ้น
การกระทำนี้ ก็เพื่อกั้นบริเวณโดยรอบเพื่อไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงสถานที่แห่งนี้
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานได้ปล่อยดาบทั้งสามเล่มออกมาโจมตีหวงเสี่ยวเหมยจากด้านบน ด้านซ้าย และด้านขวาในคราวเดียวกัน
“จงตายซะ!!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชราอย่างฉางอันเจินเหรินตะโกนเสียงดัง
หวงเสี่ยวเหมยร้องขึ้นแต่แล้วร่างของนางกลับจมถอยร่นลงอย่างประหลาด รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน
นี่คือแรงกดดันจากผู้บำเพ็ญมนุษย์
“ฮ่าฮ่า หวงเสี่ยวเหมย เจ้าช่างมีพรสวรรค์ยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่พอ เจ้าจะสู้กับพวกเราได้อย่างไร”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานหลิวเจินเหริน ผู้ที่ได้วางค่ายกลป้องกันและกระดานค่ายกลพื้นที่ หัวเราะออกมาอย่างสุดเสียง
ทว่า
หวงเสี่ยวเหมยพลังลมปราณพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและในไม่ช้าก็บรรลุขั้นสูงสุดของขอบเขตสร้างรากฐาน
“โครม!!”
แรงกดดันที่กระทำต่อนางเมื่อครู่ นางได้สลายมันไปอย่างง่ายดาย
“เจ้าได้ประโยชน์มหาศาลจากถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่จริง ๆ ด้วยสินะ”
สายตาของหลิวเจินเหรินเบิกกว้าง
“เลิกพูดไร้สาระเถอะ เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนจะเตรียมตัวมาแล้ว ระวังเรือจะคว่ำในน้ำ”
เมื่อเทียบแล้ว ฉางอันเจินเหรินจะกระทำการระมัดระวังกว่ามาก
เมื่อเห็นว่าสหายร่วมสำนักอย่างหลิวเจินเหรินวางท่าเย่อหยิ่ง เขาย่อมกังวลใจว่าจะพลาดท่ามากกว่า
“ทราบแล้ว”
ถึงแม้หลิวเจินเหรินจะตอบเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
ล้อเล่นหรือ
พวกเขาต่างก็เป็นขอบเขตเจี่ยตานทั้งสิ้น อีกทั้งยังร่วมกันโจมตีหวงเสี่ยวเหมย หากยังล้มเหลวอีก เขาจะรีบไปตายเสียเดี๋ยวนี้!
“ตูม!!”
ในขณะที่หลิวเจินเหรินคิดเช่นนี้ กระดานค่ายกลที่เขาเพิ่งจะใช้ไปกลับต้องเผชิญกับแรงกระแทกอย่างกับค้อนทุบ ค่ายกลทั้งผืนสั่นคลอนเมือนกับจะพังทลายลงทันที
“อืม? เกิดอะไรขึ้น?”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย และรีบถอยหนีอย่างรวดเร็ว เขาค้นพบว่าด้านนอกค่ายกลมีพลังกดดันมหาศาลกำลังเข้ามาใกล้และโจมตีไปที่ค่ายกล
“จะโชคร้ายถึงขนาดมีคนผ่านทางมาที่นี่พอดีเลยงั้นรึ?”
โอกาสเช่นนี้ แทบจะไม่มีทางพบเห็นได้เลย
“ตูม!!”
จากด้านนอกก็เกิดเสียงกระแทกขึ้นอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้น?”
ฉางอันเจินเหรินกล่าวด้วยความโกรธ
“มี…มีผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตานอยู่แถวนี้! สองคนเห็นจะได้”
หลิวเจินเหรินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้วกล่าว
“อะไรนะ”
ฉางอันเจินเหรินโกรธจัด “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ชั่วพริบตา กระดานค่ายกลก็แตกสลาย
ด้านนอก มีผู้คนสองคนยืนอยู่จริง ๆ พวกเขาคือขอบเขตเจินตานทั้งสองคน
คนหนึ่งเป็นหญิงสาวสวมหน้ากาก สวมเสื้อคลุมสีดำขั้นสูง ระดับสอง ซึ่งเป็นชุดสำหรับผู้บำเพ็ญ
ร่างกายของนางถูกห่อหุ้มอย่างมิดชิด ถ้าไม่สังเกตเห็นหน้าอกอันอวบอิ่มของนาง ก็แทบจะแยกไม่ออกว่านางเป็นหญิง
นางผู้นี้ชื่อหวงเสี่ยวหลิง
นางคือผู้คุ้มกันที่สวี่หยางมอบหมายให้มาช่วยขนหินวิญญาณมูลค่า 170,000 ก้อน นางมีความกล้าหาญ เฉกเช่นพลังปราณของขอบเขตเจินตาน และยังทำหน้าที่ให้หอการค้าหงไห่มาโดยตลอด
ด้วยความซื่อสัตย์นี้ สวี่หยางจึงขอความช่วยเหลือจากนาง
ส่วนอีกคนคือลูกศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินนามว่ามู่ต้าหลินซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเหอซีเสวี่ย
ก่อนหน้านี้สวี่หยางและบุตรชายของเขามีเรื่องบาดหมางกับเขา
ครั้งหนึ่ง บุตรชายของเขาชื่อมู่เส้าอวิ๋น ได้ก่อเรื่องที่ถ้ำฝึกตนเพราะดูถูกมารดาของหยางโต้วโตวทั้งสองจึงลงมือต่อสู้กัน
ต่อมาสวี่หยางและมู่ต้าหลินได้เผชิญหน้ากัน
มู่ต้าหลินล่วงรู้ดีว่าสวี่หยางเป็นคนของเหอซีเสวี่ย จึงเลือกที่จะสงบศึกกับเขา จากนั้นก็ได้มอบของกำนัลให้เพื่อเป็นการคลี่คลายเรื่องบาดหมาง
สำหรับมู่ต้าหลินผู้นี้ สวี่หยางก็พอใจอยู่ เพราะเขาทำสิ่งต่าง ๆ อยู่ในกรอบ
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงได้เชื้อเชิญเขาให้มาช่วยเหลือและตอบแทนด้วยหินวิญญาณสองหมื่นก้อนเป็นสินน้ำใจ