ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 296 เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ
บทที่ 296 เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ
ช่วงหลังมานี้ สวี่หยางค่อย ๆ เข้าใจว่าคุณลักษณะแบบสุ่มมีไว้เพื่อสิ่งใด
โดยปกติแล้วในระหว่างการฝึกฝน เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่เข้าใจหรือติดขัด การทำความเข้าใจคุณลักษณะแบบสุ่มจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง!!
และเมื่อเพิ่มคุณลักษณะแบบสุ่มลงไปโดยตรง จะทำให้ผู้คนเกิดการเรียนรู้ทันที
“อืม เดี๋ยวจะเพิ่มคุณลักษณะแบบสุ่มให้หวั่นชิง”
สวี่หยางพึมพำ
เนื่องจากเป็นคุณลักษณะแบบสุ่มจึงสามารถเพิ่มให้ใครก็ได้
แล้วเหตุใดจึงเพิ่มให้หลินหวั่นชิงล่ะ?
เหตุผลนั้นง่ายมาก
หลังจากที่ภรรยาหลายคนดูดซับแก่นวิญญาณแล้ว หลินไห่ถังก็สามารถก้าวจากขอบเขตสร้างรากฐานระดับสามไปสู่ระดับห้าได้อย่างราบรื่น
ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋นก็สามารถก้าวจากขอบเขตสร้างรากฐานระดับหนึ่งมาสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสาม
มีเพียงหลินหวั่นชิงเท่านั้นที่ก้าวจากขอบเขตสร้างรากฐานระดับสาม เพื่อเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสี่
แต่นางยังมีช่องว่างอีกเล็กน้อย จึงจะสามารถเลื่อนมาถึงขอบเขตสร้างรากฐานระดับสี่ได้!!
ดังนั้นตอนนี้ หากมอบคุณลักษณะแบบสุ่มนี้ให้หลินหวั่นชิงนางก็อาจจะเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้น
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ สวี่หยางจึงไปหาหลินหวั่นชิงที่กำลังนั่งสมาธิอยู่
ภายในถ้ำฝึกตน
หลินหวั่นชิงมีท่าทีหงุดหงิด นางเขย่าแขนสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ ข้าจะทำอย่างไรดี? ข้าดูเหมือนจะเจอทางตันเข้าเสียแล้ว พวกนางที่ขอบเขตสร้างรากฐาน ล้วนแล้วแต่ติดที่ระดับสามหรือไม่ก็ระดับหก แล้วเหตุใดข้าถึงติดอยู่ที่ระดับสี่เล่า”
เมื่อเห็นแวววิตกกังวลบนใบหน้าของหลินหวั่นชิง สวี่หยางจึงวางท่าสงบราวกับภูผา
“อย่าเพิ่งร้อนใจ อย่าเพิ่งร้อนใจ! ช้า ๆ ค่อย ๆ เจ้าเพียงแค่ต้องมีสมาธิ อาจจะได้ผล”
“สหายเต๋าสวี่ก็พูดเหมือนไม่ได้พูด ข้าก็รู้ว่าต้องมีสมาธิ แต่ปัญหาคือการทำสมาธินั้นยากนัก”
หลินหวั่นชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วนั่งสมาธิอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทั้งเหนื่อยทั้งหงุดหงิด
สวี่หยางนึกบางอย่างออกแล้วกล่าวว่า “ข้ามีกลอุบายหนึ่ง”
“เล่ามาสิ”
ดวงตาของหลินหวั่นชิงเปล่งประกาย
นางรู้ว่าสวี่หยางเป็นคนเจ้าเล่ห์ เมื่อเขาพูดเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีหนทาง
สวี่หยางเคลื่อนเข้ามาใกล้แล้วแกล้งพูดว่า “ข้าได้ยินมาว่า… การกินกุนเชียงอาจช่วยให้มีสมาธิได้”
หลินหวั่นชิงหรี่ตาลงทันที แล้วบิดเข้าที่เอวของสวี่หยางอย่างแรง
“โอ๊ย…”
สวี่หยางสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “เจ้าจะฆ่าสามีของเจ้ารึ?”
หลินหวั่นชิงจ้องไปที่สวี่หยาง กล่าวว่า “เจ้ายังกล้าพูด เจ้าอยากสนุกละสิไม่ว่า!!”
“ข้าพูดจริง ๆ”
สวี่หยางพูดด้วยรอยยิ้ม
หลินหวั่นชิงกลอกตาใส่เขา ทำเป็นไม่สนใจ
“เช่นนั้นก็ได้ พวกเรามาพนันกันเถอะ หากเจ้ากินแล้ว เป็นเช่นนั้นจริง ก็แปลว่าข้าชนะ!”
“แล้วหากข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเล่า?”
หลินหวั่นชิงถาม
“เช่นนั้นข้าจะทำตามความปรารถนาของเจ้าหนึ่งอย่าง เจ้าอยากซื้อสิ่งใด กินสิ่งใด สามีผู้นี้จะหาซื้อให้”
สวี่หยางตบอกตัวเองพูด
เมื่อได้ยินดังนั้น
หลินหวั่นชิงก็เริ่มใจอ่อนลงบ้าง
“เช่นนั้นก็ได้”
ปกตินางก็กินอยู่แล้ว
“ฉับ ๆ!!”
สวี่หยางก็รีบเพิ่มคุณลักษณะแบบสุ่มให้หลินหวั่นชิงทันที 30 แต้ม
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
หลินหวั่นชิงเพิ่งบ้วนปากก็เบิกตากว้าง
“ความรู้สึกนี้…ความรู้สึกนี้…”
ช่างน่าอัศจรรย์!
ใบหน้าของนางแดงก่ำ จากนั้นก็รู้สึกถึงความสดชื่น ลมปราณแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“ข้ายกระดับแล้ว!”
สิ่งที่กั้นขวางอยู่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาของนางเป็นประกายจ้องมองสวี่หยาง กลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “สามี ข้ายกระดับจริง ๆ ด้วย”
“โอ้? จริงรึ?”
สวี่หยางทำท่าประหลาดใจ พลางตบต้นขาของตนเอง “เป็นอย่างไรเล่า ข้าว่าแล้วมิใช่รึ”
“จริงตามที่เจ้าว่า”
“เช่นนั้น เจ้าก็ค่อย ๆ ยกระดับตนเองไปเถอะ”
สวี่หยางจัดแจงเสื้อผ้าของตน รอให้หลินหวั่นชิงฟื้นตัว
สามวันต่อมา
หลินหวั่นชิงก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้าอย่างราบรื่น
บัดนี้ หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังต่างก็บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้า
เสิ่นม่านอวิ๋นอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับสาม พลังปราณของพวกเขาล้วนเพิ่มพูนมหาศาล
…………
ภายหลังจากมีหลินหวั่นชิงเป็นตัวอย่าง สวี่หยางก็สังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่า บางครั้งเหล่าภรรยาก็แย่งกันจะกินกุนเชียงของเขา
สิ่งนี้ช่างทำให้เขาสิ้นหวังนัก แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงบุรุษคนหนึ่ง แต่เหล่าภรรยาก็ยังปฏิบัติต่อเขาเสมือนดั่งโคหนุ่ม
สวี่หยางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลาอันใกล้นี้ ขาของตนทั้งสองข้างอ่อนแรงลงไปมาก
จึงจำต้องหาข้ออ้างทุกค่ำคืนว่าจะหลบไปบำเพ็ญตน นั่นจึงรอดพ้นจากการกระทำอันโหดเหี้ยมของเหล่าภรรยา
………
วันนี้ มีแขกผู้หนึ่งจากหอการค้าหงไห่มาเยือน รับผิดชอบการจัดจำหน่ายหนังสือ
นับตั้งแต่รับรู้ว่าหวงเสี่ยวเหมยมีร่างกายพิเศษสวี่หยางจึงพยายามแสวงหาหนังสือเกี่ยวกับร่างกายพิเศษหลายเล่มจากหลายช่องทาง
น่าเสียดาย
เมืองซานชิงซานแห่งนี้เล็กเกินไป หนังสือมีจำกัด ไร้สิ่งใดเป็นพิเศษ
ดังนั้น เขาจึงหันเหความสนใจไปยังเมืองเซียน
ฝากฝังให้หลินอี้ สองสามีภรรยาซึ่งพำนักอยู่ ณ ที่แห่งนั้น รวมทั้งหลี่ลี่จือจากหอการค้าหงไห่ ช่วยเสาะหาหนังสือเกี่ยวกับผู้ที่มีร่างกายพิเศษให้
หลี่ลี่จือส่งคนนำหนังสือเหล่านี้มาให้เขา
เดิมทีสวี่หยางจะซื้อ แต่ลูกน้องของหลี่ลี่จือปฏิเสธอย่างสุภาพ
“หัวหน้าหลี่กล่าวว่า ผู้อาวุโสสวี่เป็นสหายสนิทของท่าน จะรับหินวิญญาณของสหายสนิทได้อย่างไร”
แขกคนนั้นหัวเราะ นำถุงเก็บของที่มีหนังสือมาวาง จากนั้นก็ขอชาวิญญาณดื่มแล้วจึงจากไป
พวกเขาช่วยกันเปิดหนังสืออ่านทีละเล่ม
ใช้เวลาถึงสามวัน
หลินอวี้พบหนังสือเกี่ยวกับร่างกายพิเศษในยุคโบราณ!!
สวี่หยางหยิบมาอ่าน
“คุณสมบัติของกายาหยกสวรรค์ คือ การบำเพ็ญยอดเยี่ยม มีความรวดเร็วในการฝึกตน สัมผัสทั้งหกว่องไว สามารถล่วงรู้อันตรายได้ล่วงหน้า”
“ไม่แปลกใจเลยที่หวงเสี่ยวเหมยฝึกฝนได้รวดเร็วเช่นนี้ เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง! การฝึกฝนจิตใจยอดเยี่ยม ความเร็วในการฝึกฝนจึงเร็วมาก โดยเฉพาะสัมผัสทั้งหก ถึงกับสามารถล่วงรู้อันตรายล่วงหน้าได้”
หลินอวี้มองเนื้อหาในหนังสือแล้วพูดคุยกับเสิ่นม่านอวิ๋นที่อยู่ข้าง ๆ
“สามี เจ้ารู้มาก่อนหรือว่าร่างกายพิเศษที่หวงเสี่ยวเหมยมีแตกต่างไปจากคนทั่วไป”
หลินไห่ถังซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สวี่หยางพยักหน้า “ถูกแล้ว นางคือกายาหยกสวรรค์”
สวี่หยางนึกถึงสถานการณ์บางอย่างที่หวงเสี่ยวเหมยเคยเล่าให้เขาฟังในอดีต
และในยามนั้นที่พวกเขาร่วมมือกันล่าอสรพิษ หวงเสี่ยวเหมยมีพัฒนาการในด้านการต่อสู้ที่ชัดเจนอย่างมาก มีการคาดการณ์ถึงอันตรายล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง
ในยามต่อสู้ แม้หวงเสี่ยวเหมยจะได้รับผลกระทบจากวิชาภาพลวงตาของเสี่ยวไป๋หู แต่นางก็พยายามดิ้นรน
ยามนั้น เขารู้สึกว่าหวงเสี่ยวเหมยเป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งมาก
บัดนี้เมื่อไตร่ตรองให้ดี คงไม่ใช่เพราะนางมีจิตใจที่เข้มแข็ง หากแต่เป็นเพราะร่างกายพิเศษของนางต่างหาก
“เรื่องนี้ พวกเราต้องรักษาไว้เป็นความลับ”
สวี่หยางปิดหนังสือแล้วกำชับภรรยา
…………
กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวครึ่งปีก็ล่วงเลยไปแล้ว
วันนี้สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีมีข่าวดีมาแจ้ง
ศิษย์จากเกาะเซียนที่สาม ‘หวงเสี่ยวเหมย’ สามารถคว้าชัยในศึกประลองศิษย์สายในและได้รับความสำคัญจากเจ้าสำนักเกาะที่สามเทพธิดาจื่อหลานรับเป็นศิษย์สายตรง
ยิ่งกว่านั้น แม้ศิษย์เกาะเซียนที่สามอย่างฟางจงป๋อจะอ่อนแอกว่าเล็กน้อย ทว่าด้วยทักษะในการหลอมยาที่ล้ำเลิศก็ยังได้รับความสำคัญจากเทพธิดาจื่อหลานและรับเป็นศิษย์สายตรงเช่นกัน
ฉะนั้นแล้ว หวงเสี่ยวเหมยและฟางจงป๋อสองผู้นี้จึงมีสถานภาพที่เสมอภาคกัน
“ฟางจงป๋อกลายเป็นศิษย์สายตรงเสียแล้ว”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
แม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ยังกล่าวได้ว่าหวงเสี่ยวเหมยคือผู้ที่ได้ชัยชนะแล้ว ถึงหวงเสี่ยวเหมยจะไร้ซึ่งภูมิหลังใด ๆ ก็ตาม
ขนาดไร้ภูมิหลังใด ๆ ก็ยังสามารถกดขี่ฟางจงป๋อไว้ได้ และทุกคนย่อมรับรู้ว่าพลังปราณของนางนั้นคงแข็งแกร่งมาก
สวี่หยางคาดการณ์ว่าฟางจงป๋อที่ถูกเก็บเป็นศิษย์สายตรงนั้นเพราะเบื้องหลังของนักปรุงยาผู้เป็นปู่ของเขาน่าจะได้ใช้แรงกายไปไม่น้อยเลย
ได้ยินว่าปู่ของเขาเป็นนักปรุงยาระดับสี่แทบจะเต็มขั้น แม้ในสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีที่ถือเป็นสำนักใหญ่ นักปรุงยาก็ยังเป็นของหายากยิ่งอยู่ดี
เทพธิดาจื่อหลานจะเก่งกาจเพียงใด ในยามปกติก็ยังมีความต้องการยาอยู่เสมอ ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่จำเป็นต้องไปคิดหาเรื่องนักปรุงยา
ดังนั้น จึงมีเหตุการณ์ที่ทั้งคู่ต่างก็ได้เป็นศิษย์สายตรง
กระนั้นก็ดี แม้ว่าหวงเสี่ยวเหมยจะกลายเป็นศิษย์สายตรงแล้วแต่ก็ยังมีความกดดัน
ก็เพราะว่ามีคู่แข่งอย่างฟางจงป๋ออยู่
ฟางจงป๋อและปู่ของเขาส่งคนไปขัดขวางและสังหารหวงเสี่ยวเหมย นี่ถือเป็นความแค้นฝังลึกที่ไม่อาจประนีประนอมได้ ในอนาคตหวงเสี่ยวเหมยย่อมต้องหาทางแก้แค้นอย่างแน่นอน
ด้านฟางจงป๋อย่อมไม่โง่เช่นกัน
คนของตนที่ถูกส่งไปกลับหายสาบสูญไปเฉย ๆ พวกเขาต้องรับรู้แน่ว่าเป็นหวงเสี่ยวเหมยที่อาศัยเคล็ดวิชาบางอย่างสังหารฝ่ายตรงข้ามกลับ
หากเป็นเช่นนี้ ด้านหวงเสี่ยวเหมยก็คงรับรู้ดีว่าเป็นฟางจงป๋อที่ลงมือ
เช่นนั้น ฟางจงป๋อก็เตรียมรับมือเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านี้ เวลานี้ศิษย์สายตรงทั้งสองเสมือนทำให้เกาะเซียนที่สามมีสองขั้วอำนาจไปแล้ว
ทรัพยากร ผู้คน จะต้องถูกแบ่งแยก ศิษย์สายตรงทั้งสองต่างก็จะแย่งชิงกัน
เวลาผ่านไปนาน ๆ ก็ย่อมจะมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น
บัดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับศิษย์สายตรงทั้งสองว่าใครจะสำเร็จเป็นขอบเขตจินตานก่อน
มีเพียงการเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตจินตานก่อนเท่านั้น จึงจะได้เปรียบอย่างแท้จริง
สวี่หยางถอนหายใจ หากหวงเสี่ยวเหมยยังไม่สำเร็จเป็นขอบเขตจินตาน วันหนึ่งนางก็อาจจะเสียเปรียบอย่างชัดเจน
ฟางจงป๋อผู้นี้เป็นนักปรุงยาระดับสอง อีกทั้งยังมีปู่ที่เป็นนักปรุงยาระดับสี่เกือบจะเต็มขั้น
เบื้องหลังยังมีตระกูลของผู้บำเพ็ญเซียน อย่างตระกูลฟางคอยหนุนหลัง
เมื่อมองในมุมกลับ หากข้าเป็นศิษย์จากตระกูลฟาง ก็ย่อมจะต้องเลือกเข้าทางฟางจงป๋อก่อนเป็นอันดับแรก
สามวันให้หลัง นับจากวันที่ได้รับข่าวสาร
เกาะเซียนที่สามของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีมีจดหมายส่งมาฉบับหนึ่ง
เป็นจดหมายจากหวงเสี่ยวเหมย
ในจดหมาย นางแจ้งว่าได้กลายเป็นศิษย์สายตรงของเทพธิดาจื่อหลานแล้ว
เทพธิดาจื่อหลานในเวลานี้มีศิษย์สายตรงเพียงสองคนเท่านั้น
หากนางและฟางจงป๋อก้าวสู่ขอบเขตจินตาน ก็ถือเป็นการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายตรงโดยสมบูรณ์
สถานะที่สูงขึ้น
ต่อไป นอกจากจะต้องแข่งขันกับฟางจงป๋อแล้ว ยังต้องเผชิญกับศิษย์สายตรงของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีอีกทั้งหกเกาะ
ความกดดันมหาศาล
ถึงกระนั้น ไม่ว่าอย่างไร วันเวลาที่ยากลำบากที่สุดก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
เวลานี้ นางได้รวบรวมพลังปราณให้มั่นคง สร้างสายสัมพันธ์ของตนเองที่นั่น
เมื่อถึงเวลาอันสมควร นางจะเชิญสวี่หยางและครอบครัว รวมถึงผู้มีอำาจของเมืองเซียนชิงหนิวบางส่วนมาร่วมงานฉลองศิษย์สายตรงด้วย
เมื่อถึงเวลานั้น นางจะใช้หนี้เขาให้หมดและยังมีสิ่งดี ๆ มอบให้อีกด้วย
สวี่หยางถอนหายใจ
หวงเสี่ยวเหมยเกรงใจกันเกินไปแล้ว
ตอนนี้ นางกำลังสร้างสายสัมพันธ์ของตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ทุนมหาศาล
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาก็รีบเขียนจดหมาย
ระบุว่าไม่เร่งรีบเรื่องหนี้ ขอให้นางมั่นคงในสถานะของตน สร้างสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น
ตรงกันข้าม หากนางขาดหินวิญญาณ ทางนี้จะสามารถสนับสนุนได้อีกเล็กน้อย ขอให้นางอย่าได้เกรงใจ
จดหมายถูกส่งออกไปแล้ว
หลายวันต่อมา
ก็มีข่าวที่น่าตกใจแพร่ออกมาอีก
ผู้บำเพ็ญมารลี่เจี้ยนเจิ้นประสบความสำเร็จในการหลอมยาสร้างจินตานในเขตแดนลับแห่งหนึ่ง และได้ก่อตั้งสำนักมารขึ้นอย่างแท้จริง โดยได้สร้างฐานที่มั่นของสำนักมารขึ้นในหลายพื้นที่แล้ว
ทันทีที่เขาลงมือ เขาก็ได้ก่อคดีนองเลือดในสำนักไท่อี้ สังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานสองคน ขอบเขตเจี่ยตานอีกสามคน รวมถึงเหล่าศิษย์สำนักไท่อี้จำนวนหนึ่ง
เรื่องนี้ทำให้สำนักไท่อี้โกรธเกรี้ยวอย่างมาก แต่ก็มิอาจทำอันใดได้
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักไท่อี้เดินทางมาถึง ลี่เจี้ยนเจิ้นก็ได้หลบหนีไปนานแล้ว
หลังจากนั้น
ลี่เจี้ยนเจิ้นก็ได้ประกาศเชิญชวนผู้บำเพ็ญมารทั่วทุกสารทิศให้มารวมตัวกัน เพื่อเสริมสร้างสำนักมาร ฟื้นฟูสำนักมาร และสืบทอดเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่!
เพื่อปราบเหล่าผู้ที่เรียกตนว่าฝ่ายธรรมะให้สิ้นซาก!
มีข่าวลือว่า
‘เจ้าสาวผี’ ผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตาน จากราชวงศ์หนาน ก็ได้เข้าร่วมสำนักมารของลี่เจี้ยนเจิ้นเช่นกัน
เมื่อสองผู้บำเพ็ญมารได้ร่วมมือกัน ก็ทำให้ผู้คนทั่วทั้งแดนเซียนตงไห่หวาดผวายิ่งนัก!!
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….