ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 297 สถานะของสวี่หยาง
บทที่ 297 สถานะของสวี่หยาง
“ลี่เจี้ยนเจิ้นหลอมยาสร้างจินตานได้ง่ายเกินไปแล้ว เขาทำเหมือนกำลังเล่นกับเด็ก” พอได้ยินข่าว หลินอวี้ก็อดบ่นไม่ได้
“เขาคงมีพรสวรรค์ จนได้โอกาสสร้างสำนักมารขึ้นมา” หลินหวั่นชิงเดา
สวี่หยางถอนหายใจ ถึงเขาจะมีระบบช่วยแต่พื้นฐานและพรสวรรค์ก็ค่อนข้างแย่
เดินทางมาได้ขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็เพราะเขาระมัดระวังสุด ๆ ไม่อย่างนั้นคงแย่ไปแล้ว
สวี่หยางส่ายหัวก่อนจะพูดว่า “ตอนนี้ข้ายังขาดสมุนไพรสำหรับยาสร้างจินตานอีกสองอย่าง ตอนนั้นถึงจะเตรียมยาได้”
ภรรยาทั้งสี่คนต่างเฝ้ารออย่างตื่นเต้น
หลายเดือนผ่านไป
วันหนึ่งสวี่หยางพาครอบครัวไปทีท่สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
เพราะงานฉลองของศิษย์สายตรงหวงเสี่ยวเหมยจะจัดในอีกสิบวันข้างหน้า
และผู้อาวุโสในเมืองเซียนชิงหนิวหลายคนก็ได้รับเชิญ
อย่างเช่นเหอซีเสวี่ย นางขับเรือวิญญาณไปด้วย
สวี่หยางพาครอบครัวไปเมืองเซียนเพื่อขึ้นเรือวิญญาณของเหอซีเสวี่ย
ช่วงเวลานี้
เหอซีเสวี่ยยังคงอยู่ที่เกาะจันทร์ดับ
ด้วยเกาะจันทร์ดับอยู่ใกล้กับเกาะตะวันดับที่สำนักไท่อี้ยกให้ ทำให้ปัจจุบันเกาะตะวันดับตกอยู่ในความดูแลของเหอซีเสวี่ย
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การทำเหมืองแร่ในเกาะจันทร์ดับได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว รายได้มหาศาล
แม้กระทั่งอัตราการจ้างงานในบริเวณใกล้เคียงก็เพิ่มขึ้น
ผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากเข้าไปในเหมืองแร่เพื่อขุดหาหินวิญญาณให้กับเมืองเซียน ซึ่งรายได้ก็ค่อนข้างงาม
และเนื่องจากสวี่หยางมีหุ้นในเหมืองแร่อยู่สิบส่วน รายได้ต่อเดือนของเขาจึงมากถึงสามแสนถึงสี่แสนกว่า หายห่วงเรื่องหินวิญญาณไปได้เลย
กลางโถงของเรือ
มีห้องอาหาร และโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง
ไม่นานหลังจากขึ้นเรือ เหอซีเสวี่ยก็ได้เชิญให้ทุกคนมาร่วมทานอาหารที่ห้องอาหารด้วยกัน
เที่ยงวัน
สวี่หยางพาภรรยาอีกสี่คนเข้ามาในโถง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาขึ้นเรือ แต่ก็ยังตื่นเต้นกับความหรูหราอลังการอย่างมาก โดยเรือวิญญาณลำนี้อยู่ในขั้นสูง ระดับสาม
ทั่วทั้งแดนเซียนตงไห่ เรือวิญญาณเช่นนี้ก็จัดว่าอยู่ในขั้นสูงแล้ว
ภรรยาของเขานั่งที่โต๊ะกลมเล็กด้านข้าง ส่วนสวี่หยางได้รับเชิญให้นั่งที่โต๊ะกลมใหญ่
คนที่ช่างสังเกตจะเห็นว่า ที่นั่งของสวี่หยางนั้นอยู่ทางขวาของเหอซีเสวี่ย!!
นี่คือตำแหน่งรองจากเหอซีเสวี่ยเท่านั้น
ตำแหน่งอันทรงเกียรติเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะของสวี่หยาง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน และแม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานบางคนที่นั่งอยู่ก็ดูเหมือนจะมีฐานะต่ำกว่าสวี่หยางเสียอีก
โดยเฉพาะผู้อาวุโสในขอบเขตจินตานทั้งสองคนซึ่งนั่งอยู่ทางซ้าย ก็ยังมิอาจเทียบได้กับสวี่หยางด้วยซ้ำ
ที่นั่งอันโดดเด่นเช่นนี้ สวี่หยางเองก็ย่อมสังเกตเห็นเช่นกัน
ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
เขาไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกผู้คนจับตามองเช่นนี้ จึงแอบสื่อจิตถึงเหอซีเสวี่ย หวังให้ขอเปลี่ยนที่นั่ง
ขอเพียงได้นั่งโต๊ะเล็ก ๆ ก็พอ
หากไม่ได้จริง ๆ โต๊ะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเป็นที่นั่งของสตรีก็ยังได้
จะได้กินอาหารไปชมโฉมงามไป เพลิดเพลินใจยิ่งนัก
เหอซีเสวี่ยถึงกับกลอกตา
“เจ้าฝันไปเถอะ!”
เหอซีเสวี่ยสื่อจิตโต้ตอบประโยคเดียว ทำให้สวี่หยางต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการได้นั่งข้างข้าหมายความว่าอย่างไร? ข้าทำเพื่อเจ้าแท้ ๆ ต่อไปนี้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน และผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานแห่งนี้ เมื่อพบเจ้าล้วนต้องแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเจ้า เจ้าจะมีฐานะสูงส่งขึ้นอีก เจ้าคิดหรือว่าหากผู้อื่นอยากนั่งข้างข้าเช่นนี้ ข้าไม่มีทางยอม แต่เจ้าช่างโชคดีนัก…”
เหอซีเสวี่ยโกรธมาก
รู้สึกว่าสวี่หยางได้รับผลประโยชน์มากขนาดนี้แล้วยังทำเป็นถ่อมตน*[1]
“ก็ได้ ก็ได้ ข้ารู้แล้วว่าเซียนเหอหวังดีกับข้า ข้าจะไม่พูดแล้ว มาทานอาหารเถอะ”
สวี่หยางรู้ว่าเหอซีเสวี่ยหวังดีกับตน เขาจึงตัดสินใจพูดให้น้อยลง
บนโต๊ะอาหารบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของเหอซีเสวี่ยที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอย่างดี
ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะต่างก็รู้จักกันดี
แต่ก็มีผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ยังรู้สึกประหลาดใจกับสวี่หยาง
พวกเขาเคยได้ยินมาว่าสวี่หยางเป็นถึงคนสนิทที่คอยช่วยเหลือเหอซีเสวี่ย เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เหอซีเสวี่ยจนสำเร็จลุล่วงไปหลายเรื่อง
เช่น เหมืองแร่วิญญาณแห่งนั้น ก็เป็นสวี่หยางที่เป็นผู้จัดการจนสำเร็จ
ผู้คนเหล่านี้ต่างคาดเดากันว่า เพราะเหตุนี้สถานะของสวี่หยางจึงสูงส่งมาก
ขณะนี้ พวกเขาทั้งหมดต่างก็ให้ความสำคัญกับสวี่หยางราวกับเป็นที่ปรึกษา
แม้พลังปราณของเขาอาจไม่สูงนัก แต่สติปัญญาเฉลียวฉลาดบวกกับการรู้จักประจบประแจง ทำให้ได้รับความโปรดปรานจากเหอซีเสวี่ย สถานะจึงย่อมสูงส่งอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ข่าวลือที่ว่า โจวป๋อซู่ถูกจับกุมตัวได้นั้น ก็มีสวี่หยางอยู่เบื้องหลัง
โดยสรุปแล้ว คนเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะกล้าไปขัดเคือง
หากพลาดท่าถูกสวี่หยางคิดบัญชีเอา คงจะโชคร้ายไม่น้อยเลย
ดังนั้น แม้ว่าสวี่หยางจะมีวิชายุทธ์ไม่สูงนักในที่แห่งนี้ แต่ก็ได้รับความเคารพจากทุกคน
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานก็ไม่ได้วางตนเป็นผู้ใหญ่ แต่กลับเรียกสวี่หยางด้วยความเคารพว่า “สหายเต๋าสวี่”
ในเวลาอันรวดเร็ว แขกหลายคนต่างก็ยกแก้วขึ้น “คำนับ” สวี่หยาง บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น
“ถูกแล้ว งานฉลองครั้งนี้มีหวงเสี่ยวเหมยและฟางจงป๋อศิษย์สายตรงสองคนของข้าร่วมด้วย ข้าได้ยินมาว่า หวงเสี่ยวเหมยนั้นเป็นสหายสนิทของเจ้ามิใช่หรือสวี่หยาง?” เหอซีเสวี่ยกล่าวขึ้นมา
แม้จะดูเหมือนพูดไปเรื่อย แต่สวี่หยางรู้ดีว่านี่คือการเพิ่มน้ำหนักให้เขาในสายตาของคนอื่น!!
เป็นไปตามคาด
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างหันมามองด้วยความเคารพ
“ไม่ผิด หวงเสี่ยวเหมยเป็นสหายของข้า ในการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ว่าเซียนเหอเชิญชวนข้า แต่เป็นเพราะข้าได้รับคำเชิญส่วนตัวจากนาง”
สวี่หยางพยักหน้ากล่าว
ทุกคนเข้าใจในทันที
ต่างก็คิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่เหอซีเสวี่ยจะแสดงความเกรงใจต่อสวี่หยางเช่นนี้
ด้วยความสามารถที่แข็งแกร่งรวมกับภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ของหวงเสี่ยวเหมยเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่เขาจะได้รับความสำคัญ
หลังจากดื่มกันไปสามรอบ
เหอซีเสวี่ยลุกขึ้น “เช่นนั้น พวกเจ้าก็ร่วมทานอาหารต่อไปเถิด ส่วนข้าขอไปพักผ่อนที่ห้องก่อน”
“เซียนเหอได้โปรดกลับดี ๆ เถิด”
เมื่อเหอซีเสวี่ยออกจากห้องโถงไปแล้ว สวี่หยางก็ไม่ประสงค์จะอยู่ต่อเช่นกัน
เขาลุกขึ้นออกไปพร้อมกับภรรยาเพื่อชมทิวทัศน์ที่ด้านนอก
หลังจากผ่านไปชั่วครู่ สวี่หยางก็ได้รับการสื่อสารจากเหอซีเสวี่ย
“ชมทิวทัศน์พอหรือยัง มาที่ห้องข้าสักหน่อย”
ในใจของสวี่หยางคิด “เซียนเหอมีธุระใดหรือ”
เพิ่งนึกถึงเรื่องการตกปลาไปเมื่อครู่
“เจ้าจะมาเมื่อข้าให้เจ้ามา เหตุใดจึงได้พร่ำเพ้อเช่นนี้” เหอซีเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“อืม…เช่นนั้นก็ได้”
สวี่หยางรู้สึกหมดหนทาง ยากที่จะขัดเหอซีเสวี่ย
คราวนี้ยามมาพบเหอซีเสวี่ย สวี่หยางมาอย่างเปิดเผยไม่ได้ลอบเข้าทางด้านหลังอีกแล้ว
เมื่อแจ้งแก่เหล่าสาวใช้ว่าจะเข้าพบเซียนเหอและมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้ง เหล่าสาวใช้ก็ไม่กล้ากล่าวขัดขวาง เปิดทางให้
ภายในห้อง
เหอซีเสวี่ยผู้สง่างามเอียงกายพิงที่นอน พลางลูบเส้นผมดำขลับยาวสลวยดุจสายน้ำตก ขาอ่อนเรียวยาวไขว้กันอยู่บนที่นอน เผยให้เห็นต้นขาเนียนละเอียดขาวผ่องราวกับหยก
เหลียวมองสวี่หยางแวบหนึ่ง เหอซีเสวี่ยจึงถามเขาว่า “ภรรยาของเจ้าที่อยู่บนเรือ สบายดีหรือไม่?”
“ย่อมสบายดีแน่นอน เรือลำนี้สุขสบายยิ่งนัก” สวี่หยางตอบตามจริง
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าช่างดีเหลือเกิน พาภรรยาซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเดินทางไปด้วยทุกหนทุกแห่ง”
“ปล่อยให้นางอยู่บ้านเพียงลำพังก็คงจะเหงา แถมได้ติดตามเซียนเหอมาเช่นนี้ ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยแน่นอน”
เหอซีเสวี่ยพันเส้นผมไว้ที่ปลายนิ้วพลางถอนหายใจ “เจ้าช่างดีกับภรรยานัก แต่เราก็มีความสัมพันธ์กันมิใช่หรือ ช่วงนี้เจ้าไม่มาหาข้าที่เกาะจันทร์ดับ เจ้ารังเกียจข้าแล้วหรือไร?”
“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่”
สวี่หยางสงสัยว่าวันนี้เหอซีเสวี่ยเป็นอะไรไป?
พิจารณาใบหน้าของนางอย่างถี่ถ้วน ริมฝีปากสีแดงอวบอิ่มเม้มเข้าหากัน แววตาเศร้าหมองราวกับกำลังเก็บงำความน้อยใจ
นี่คืออาการของการขาดความรัก
เมื่อนึกดูก็จริงอยู่ ช่วงนี้เขาไม่ได้ไปหาเหอซีเสวี่ยที่เกาะจันทร์ดับเลย
ครั้งนั้นเมื่อเขาออกจากเกาะจันทร์ดับ เหอซีเสวี่ยสัญญากับเขาว่าจะช่วยหาเบาะแสไข่มุกวารี ระดับสามให้เขา
ส่วนสวี่หยางก็รับปากว่าจะไปเกาะจันทร์ดับทุก ๆ ช่วงเวลาหนึ่ง สองคนจะได้ผสานเทวะร่วมมือ
แต่แล้วเขาก็ผิดคำสัญญา มิได้ไปเกาะจันทร์ดับอีกเลย
แท้จริงแล้ว สวี่หยางก็มีเรื่องลำบากใจอยู่
ประการแรก เขาไม่อยากเสี่ยง
หลังจากที่หลิวเป้าหลบหนีออกจากสำนักไท่อี้ เขารู้สึกว่าบุคคลนี้อยู่บริเวณโดยรอบเมืองซานชิงซาน หลาย ๆ ครั้ง จิตเทวะของเขารับรู้ได้อย่างเฉียบไวว่ามีลมปราณของขอบเขตเจี่ยตานพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ชัดเจนว่าเป็นของหลิวเป้า
ครั้งหนึ่งเขาเคยขอร้องให้หวงเสี่ยวหลิงลงมือสืบหาเบาะแสของหลิวเป้า
แต่หลิวเป้ากลับไม่ได้ปรากฏตัว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้ออกเดินทางจากเมืองซานชิงซานอีกเลย
ไม่มีทางอื่น แม้เขาจะมียันต์ศักดิ์สิทธิ์เอาไว้จัดการกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน แต่ใครจะรู้ว่าหลิวเป้ามีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่?
สวี่หยางเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เขามีไพ่ตาย คนอื่นก็มีไพ่ตายด้วยเช่นกัน!
ดังนั้นจึงไม่ควรหยิ่งผยอง หากยังไม่มั่นใจว่าจัดการผู้อื่นได้แน่ ๆ ก็ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง
แม้แต่ในครั้งนี้ที่จะพาภรรยาไปสมทบที่เมืองเซียน เขาก็อาศัยการร่วมเดินทางกับมู่ต้าหลินด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้สวี่หยางจึงเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ
“หลิวเป้าหมายหัวเจ้างั้นหรือ? เหตุใดจึงไม่รีบบอกกับข้า ข้าจะได้ส่งคนออกไปจัดการหลิวเป้าให้สิ้นซาก!!”
เหอซีเสวี่ยรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันทีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สวี่หยางรู้สึกซาบซึ้งใจ
เหอซีเสวี่ยเป็นห่วงเขามากจริง ๆ
“เซียนเหอ ตัวเจ้าเองก็มีภารกิจมากมาย ต้องรับผิดชอบงานถึงสองเกาะ และยังขาดคนอยู่ ข้าไม่ได้อยากทำให้เจ้าลำบากเพิ่มอีก?”
สวี่หยางส่ายหน้า
“เจ้ายังห่วงข้าอยู่มาก”
เหอซีเสวี่ยสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจากสวี่หยาง จึงยิ้มบาง ๆ ริมฝีปากสีแดงยิ่งดูเย้ายวนมากขึ้น
“เซียนเหอ เจ้าเพิ่งกล่าวว่าจะให้ข้าดูของมีค่า มันคือสิ่งใดหรือ?”
สวี่หยางถามอย่างสงสัย
“ขาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“นี่…”
สวี่หยางอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
ให้เข้ามาเพื่อดูขาหรือ?
ดูเหมือนว่าวันนี้ร่างกายอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของเขาคงไม่รอดเสียแล้ว
“ขาเจ้าช่างงามล้ำ”
สวี่หยางตอบทันที
“คิกคิก… ช่างปากหวานเหมือนเดิม”
เมื่อกล่าวจบ เหอซีเสวี่ยก็สะบัดกระโปรงลงมา ปกปิดเรียวขาพร้อมกับตะโกนว่า “หากเจ้ายังจ้องมอง ข้าจะควักดวงตาของเจ้า”
สวี่หยาง “…”
ได้…เวลาเช่นนี้นางคงเริ่มสวมบทบาทสินะ
“เซียนเหออย่าได้ล้อเล่นเช่นนี้เลย ครั้งนี้บนเรือมีผู้คนมากมายนัก ทั้งยังมีขอบเขตจินตานประจำอยู่ด้วย หากข้าอยู่ในที่แห่งนี้เป็นเวลานาน เกรงว่าผู้คนจะเห็นได้ และข้าเป็นเพียงชายธรรมดา หากถูกนินทาลับหลังก็คงไม่เป็นไร ทว่าเจ้าคงมิอาจรับได้…”
สวี่หยางรีบกล่าวด้วยความระมัดระวัง
“เจ้าเกิดกลัวเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อใด สบายใจเถิดที่นี่มีค่ายกลกั้นไว้ ยกเว้นผู้ที่มีจิตเทวะที่บรรลุถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด จึงจะสอดส่องมายังสถานที่แห่งนี้ได้”
สวี่หยางถอนหายใจออกมา แต่ก็ยังกล่าวว่า “แต่หากอยู่ที่นี่นานเกินไป ก็คงไม่ดี”
“ชิ เจ้านี่น่าผิดหวังนัก…”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด
ก่อนจะโบกมือพลางกล่าวว่า “ช่างเถิด ช่างเถิด ไม่ล้อเล่นเจ้าแล้ว เรียกเจ้ามาที่นี่ก็เพราะมีของดีจะบอก เจ้ากำลังตามหาไข่มุกวารี ระดับสามอยู่มิใช่หรือ ข้าได้หาเบาะแสให้เจ้าแล้ว ดูเถิด…”
ทันใดนั้น นางก็หยิบแผนที่ออกมา
“สำนักเกาซาน แถบชานเมืองลิ่วเหอ มีแม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่งมีคำเล่าลือว่ามักจะมีสมบัติธาตุน้ำปรากฏอยู่ นอกจากนี้ ในอีกสองเดือนข้างหน้า จะมีการจัดงานประมูลที่นั่น ซึ่งก็มีไข่มุกวารีระดับสามอยู่ด้วย เจ้าสามารถตรงไปที่นั่นได้เลย”
สวี่หยางรู้สึกดีใจอย่างมาก รีบเข้าไปรับแผนที่
“วิเศษยิ่งนักเซียนเหอ ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ข้าคิดว่าเจ้าคงจะลืมไปแล้วเสียอีก”
“ลืมใครก็ได้แต่อย่าลืมเจ้า”
เหอซีเสวี่ยกล่าวอย่างจริงจัง
ทันใดนั้น นางยื่นขาไปเกี่ยวขาของสวี่หยางถูไถไปมาพลางถามว่า “ข้าอยากให้เจ้าช่วยสวมถุงน่องอีกครั้ง…”
เป็นครั้งแรกที่สวี่หยางได้ยินนางเอ่ยขอร้องเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ในฐานะสามีที่ดี สวี่หยางจะใจดำปฏิเสธได้อย่างไร
ดังนั้น เขาจึงรีบควักถุงน่องสีดำออกมาโดยไม่ลังเล
“เซียนเหอเมื่อสวมเสร็จแล้ว ข้าขออนุญาตฉีกมันได้หรือไม่?”
สวี่หยางหน้าหนาถามขึ้น
เหอซีเสวี่ย “…”
ทันใดนั้น โทสะก็พุ่งขึ้นในใจเหอซีเสวี่ย
“เจ้าจงใจถามเช่นนั้นใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวของเหอซีเสวี่ย สวี่หยางจึงกล่าวอย่างจริงจังว่า “เซียนเหอดูงดงามยิ่งนัก ยามโกรธ ข้าจะสวมถุงน่องให้เซียนเหอเดี๋ยวนี้…”
ครู่ต่อมา
ที่นอนหรูหราที่เซียนเหอสร้างขึ้นจากไม้วิญญาณขั้นสอง ก็สั่นสะเทือนรุนแรงจนเกือบจะพังทลาย
เหอซีเสวี่ยใช้แขนทั้งสองข้างค้ำไว้ที่เตียง นางหันแผ่นหลังขาวผ่องและเนียนนุ่มให้สวี่หยาง ขณะที่สวี่หยางโอบเอวและสะโพกของนางเอาไว้…
[1] ได้รับผลประโยชน์มากขนาดนี้แล้วยังทำเป็นถ่อมตน (得便宜卖乖) เป็นสำนวนจีน หมายถึง หลังจากได้รับผลประโยชน์หรือได้เปรียบก็ยังทำเป็นไร้เดียงสา เหมือนไม่อยากได้