ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 301 เมืองลิ่วเหออันโกลาหล
บทที่ 301 เมืองลิ่วเหออันโกลาหล
“พวกเจ้าทั้งหมด จัดขบวน!!”
ชายหนุ่มใบหน้ากลม มีหนวดเคราสีเหลืองพลันขมวดคิ้ว ฟันดาบออกไปอย่างฉับไว
ประกายที่ถูกส่งออกมาจากดาบแปรเปลี่ยนเป็นพายุสีดำ พลังอันมหาศาลชวนให้น่าหวาดหวั่น
หวงเสี่ยวหลิงฮึดฮัดเบา ๆ ในเวลานี้ นางไม่ปกปิดการบ่มเพาะที่แท้จริงของตนอีกต่อไป ลมปราณของขอบเขตเจินตานแผ่กระจายออกไป
ฝูงชนต่างก็ตะลึงไปชั่วขณะ
“หัวหน้า นี่คือขอบเขตเจินตาน…”
ชายหนุ่มหน้ากลมหนวดเหลืองไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ หันหลังกลับแล้ววิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
กลุ่มบรรดาลูกน้อง “…”
“จะหนีไปไหนเล่า”
หวงเสี่ยวหลิงมีความเชี่ยวชาญในด้านความเร็ว นางไล่ตามกลุ่มโจรเหล่านั้นภายในชั่วพริบตา
การต่อสู้ในครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็ว
ถุงเก็บของของคนกลุ่มหนึ่งถูกหวงเสี่ยวหลิงและโจวเทียนหยวนคู่สามีภรรยานำไป ตรวจดูสิ่งของที่อยู่ภายใน ทั้งสองต่างก็แสดงความยินดีกันออกมา
“โจรเหล่านี้น่าจะทำเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ จึงมีหินวิญญาณอยู่จำนวนมากทีเดียว”
หวงเสี่ยวหลิงกล่าว
สวี่หยางคาดเดาว่าคู่สามีภรรยานี้มักจะแสร้งทำเป็นหมูมากินเสืออยู่บ่อย ๆ
เป็นอย่างที่คาดเอาไว้มิผิดเลย ใจคนนั้นช่างยากแท้หยั่งถึง
ยังคงเดินต่อไป ในคืนนี้เอง พวกเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองชายขอบแห่งนี้
รุ่งขึ้นก็ยังคงเดินทางต่อไป
เทียบกับเมืองเซียนชิงหนิว สำนักเกาซานนั้นกว้างใหญ่ยิ่งกว่า
ทว่าพื้นที่บริเวณนี้กลับกระจัดกระจาย โดยส่วนใหญ่ถูกกั้นขวางด้วยเทือกเขาและหนองน้ำที่ปนเปื้อนไปด้วยพิษร้ายแรง ปราณวิญญาณมีสิ่งเจือปนมากมาย
บริเวณที่รุ่งเรืองที่สุด คือที่ราบแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของสำนักเกาชาน
สวี่หยางไม่ได้ไปที่นั่น แต่กลับมุ่งตรงมายังบริเวณเมืองลิ่วเหอ
ห้าวันให้หลัง สวี่หยางพร้อมด้วยเหล่าผู้คุ้มกันของหวงเสี่ยวหลิง ในที่สุดก็ได้เห็นเมืองลิ่วเหอ
นี่คือเมืองการค้าขนาดปานกลาง กล่าวกันว่าผู้ดูแลที่นี่คือผู้อาวุโสแห่งสำนักเกาชาน ผู้มีพลังปราณของขอบเขตเจี่ยตาน
ปกติแล้ว สถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องมีผู้กล้าแกร่งคอยประจำการอยู่
แต่ในทุก ๆ ฤดูหนาว จะมีผู้บำเพ็ญจากแดนไกลเดินทางมาเป็นจำนวนมาก เพื่อเสาะหาสมบัติธาตุน้ำ ด้วยเหตุนี้สำนักเกาซานจึงได้จัดให้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานมาประจำการไว้
“สหายเต๋าสวี่ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองลิ่วเหอแล้ว พวกเราก็จำต้องจากไป”
“ราวสองเดือน พวกเราจะจัดการเรื่องให้เสร็จสิ้น และจะวนกลับมารับเจ้า สหายเต๋าสวี่อย่าได้ลืม”
หวงเสี่ยวหลิงโค้งตัวลงคำนับสวี่หยาง
“ขอบคุณที่อุตส่าห์คุ้มกันข้า ข้ารู้สึกขอบคุณพวกเจ้ายิ่งนัก”
พูดจาเสร็จ พวกเขาก็แยกย้ายกันไป
“ฮึ! ต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับตัวข้าเองแล้วละ”
สวี่หยางลูบหน้ากากที่มีรูปโฉมขี้เหร่แล้วเดินเข้าไป
ครานี้มีเป้าหมายสองประการ
ประการแรก ซื้อไข่มุกวารี ระดับสามในงานประมูล!!
เพื่อสิ่งนี้ เขาเตรียมหินวิญญาณไว้ล้านกว่าก้อน
แต่ถ้าพูดถึงการประมูล เขาก็มีความกังวลบางประการ
เขาเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยกับดินแดนแห่งนี้ หากจู่ ๆ เขานำหินวิญญาณจำนวนมากไปซื้อ บางทีเขาอาจโดนจับตามอง
เพราะเมื่อตอนที่เขามาถึง หวงเสี่ยวหลิงได้เตือนไว้ว่าผู้คนของสำนักเกาซานไม่เหมือนเมืองเซียนชิงหนิวที่บังคับใช้กฎอย่างเคร่งครัดหรือมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่สมบูรณ์
ก็เหมือนกับระบบการแบ่งแยกของราชวงศ์โบราณ เพราะสำนักงานใหญ่และสถานที่ต่าง ๆ มีหนองน้ำและหมองพิษขวางกั้น การไปมาจึงไม่ค่อยสะดวก ทำให้ผู้อาวุโสประจำเขตบางแห่งอาจตั้งตนเป็นใหญ่ กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
โดยปกติแล้วจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าหากพวกเขารู้ว่าตนมีทรัพย์สมบัติมหาศาล ผู้อาวุโสประจำเขตเหล่านี้อาจกลายเป็นโจรปล้นทรัพย์เสียเอง
ดังนั้นสำนักเกาซานจึงมีชื่อเสียงเรื่องความปลอดภัยที่ย่ำแย่เอามาก ๆ
ไม่ต้องพูดถึงข้างนอกหรอก แม้แต่ในเมืองก็ยังมีเหตุการณ์ปล้นฆ่าเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
ถึงแม้สวี่หยางจะมั่นใจในไพ่ตายของตนเอง แต่เขาก็ไม่อยากมีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่น
ประการที่สองคือ ไปที่แม่น้ำสายใหญ่แล้วหาไข่มุกวารี
เขามีหยกทานธาราและภูตน้ำ
การแสวงหาสมบัติประเภทนี้จึงสะดวกยิ่งนัก
“ช่างเถิด เดินทีละก้าวก็แล้วกัน”
เมื่อสวี่หยางมาถึงประตูเมือง ครั้งนี้เขาไม่ได้จงใจซ่อนเร้นลมปราณอีกต่อไปแล้ว
แต่กลับแผ่ลมปราณของขอบเขตสร้างรากฐาน ขั้นสูงสุดอันแข็งแกร่งออกมา
ด้วยการกระทำนี้ ย่อมป้องกันไม่ให้คนสมองทึบหาเรื่องเขาได้
แน่นอนว่าตามกำลังลมปราณของเขา เหล่าสาวกทั้งหลายที่รักษาประตูได้รับรู้ถึงพลังปราณของเขา จึงจัดเตรียมประตูเล็กทางด้านข้างให้โดยเฉพาะ โดยไม่ต้องเข้าคิว
หลังจ่ายค่าเข้าด้วยหินวิญญาณจำนวนหนึ่งแล้ว สวี่หยางก็เดินเข้าเมืองอย่างสง่าผ่าเผย
ในถุงสัตว์เลี้ยงทั้งสองของเขา เสี่ยวเฉียง และเสี่ยวป๋ายก็โผล่หัวออกมา
คราวนี้ เขานำทั้งสองตัวนี้มาด้วย เนื่องจากสัตว์ทั้งสองมีประสาทรับกลิ่นที่ไว และสามารถว่ายน้ำได้ดี จึงสามารถช่วยตามหาสมบัติได้อีกทางหนึ่ง
…………
สองชั่วโมงหลังจากนั้น
เมื่อตะวันตกดิน สวี่หยางก็มาถึงที่แห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่ประมูลแห่งเดียวในเมือง
ที่แห่งนี้ก็จะมีการประมูลของเล็ก ๆ วันเว้นวัน
ส่วนการประมูลครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่วันก็จะจัดที่นี่
“อืม ก็ไม่ได้มีอะไรทำอยู่แล้ว เข้าไปดูก็ได้ว่ามีของดีอะไรบ้าง”
ยังไม่ทันได้เข้าไป จู่ ๆ…
“พรึบ!!”
เงาดำราวกับปีศาจตนหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านใน
“ผู้บำเพ็ญมารกล้าดีอย่างไรมาอาละวาดที่นี่?”
ลมปราณของขอบเขตจินตานไล่ตามติดมาอย่างกระชั้นชิด
“จินตานสองคนงั้นรึ?”
สวี่หยางขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว รีบหลบเข้าไปในฝูงชนเหล่านั้นทันที
แล้วแผ่จิตเทวะเพื่อตรวจสอบ
บนถนนใหญ่ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนำโดยขอบเขตจินตาน กำลังล้อมผู้บำเพ็ญมารในชุดคลุมสีดำ
ร่างของผู้บำเพ็ญคนนี้ปกคลุมด้วยหมอกดำหนาทึบ จนมองไม่เห็นแม้แต่หน้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นชายหรือหญิง
“ผู้บำเพ็ญมารตนนี้ก็ขอบเขตจินตานด้วยหรือ?”
ปฏิกิริยาแรกของสวี่หยางก็คือ คนผู้นี้อาจจะเป็นลี่เจี้ยนเจิ้นหรือไม่
เพราะในความทรงจำของเขา ลี่เจี้ยนเจิ้นก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ใช่
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าผู้บำเพ็ญมารคนนี้จะมีระดับการบำเพ็ญถึงขอบเขตจินตาน แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังภายในร่างกาย และลมปราณก็ไม่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
สวี่หยางมิได้ยุ่งเกี่ยวในกิจการที่ไม่ใช่ของตนเอง จึงมิได้เสนอความช่วยเหลือใด ๆ ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างจากผู้คนที่ชื่นชอบความคึกคักทั้งหลาย เขาได้แต่ถอยหลัง เพื่อป้องกันมิให้คลื่นพลังจากการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานส่งผลกระทบต่อตนเอง
ไม่นานนัก เขาจึงได้เห็นว่าผู้บำเพ็ญมารและผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานต่อสู้กันอย่างรุนแรง
หลังจากนั้น ก็ได้ใช้กลยุทธ์การเคลื่อนไหวที่แพรวพราว และจากไปอย่างฉับพลัน
“ตามไป!!”
“ผู้บำเพ็ญมารตนนี้หลงกลข้าแล้ว ด้วยเหตุที่พลังถดถอย ขณะนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะตามไปสังหาร!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชราขอบเขตจินตานกล่าวสั่งการ
เหล่าผู้ติดตามก็ได้ติดตามออกไป
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ผู้บำเพ็ญมารตนนี้ก็สามารถหลบหนีไปได้ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บแล้วก็ตาม
“ที่นี่มียอดฝีมือมากเหลือเกิน”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานและเจินตาน ตัวเขาเองมิได้กังวลนัก แต่สำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานนั้น ยังคงต้องระมัดระวังอยู่มาก
สวี่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจยกเลิกความตั้งใจที่จะเข้าไปในโรงประมูลตระกูลสวี
เขาได้เสาะหาร้านค้าระดับกลาง และเข้าพักอาศัยอยู่ที่นั่น
พักผ่อนจนผ่านไปหนึ่งวัน
เนื่องจากอีกหลายวันกว่าตลาดประมูลไข่มุกวารีจะเริ่ม
สวี่หยางจึงตัดสินใจออกไปสืบถามวิธีไปยังแม่น้ำแห่งหนึ่งเพื่อหาสมบัติธาตุน้ำ
แม่น้ำสายนั้นชื่อว่าแม่น้ำลิ่วเหอ เป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองลิ่วเหอ
เนื่องมาจากเกิดจากการไหลมารวมกันของแม่น้ำหกสายจึงได้ชื่อนี้มา
หากจะกล่าวถึงสถานที่อันเป็นที่นิยมในการแสวงหาข่าวสาร ย่อมหนีไม่พ้นร้านค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน
ในไม่ช้า สวี่หยางก็มาถึงร้านค้าแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘เป่าอู้’ ซึ่งที่นี่จำหน่ายทั้งเครื่องรางและวัสดุอุปกรณ์นานาชนิด
วันนี้ภายในร้านผู้คนไม่ค่อยเยอะนัก สวี่หยางเพิ่งก้าวขาเข้ามาก็เอ่ยปากสั่งซื้อเครื่องรางสิบกว่าใบ
‘แขกผู้มีเกียรติมาเยือนแล้ว!’
เจ้าของร้านรีบออกมาต้อนรับทันที มือลูบไล้ไปมาพลางถามไถ่ถึงชนิดและระดับของเครื่องราง
ในเวลาอันรวดเร็ว เครื่องรางขั้นต่ำ ระดับสอง สิบกว่าใบก็ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้า
สวี่หยางยังคงสั่งซื้อวัสดุอีกด้วย
เมื่อคำนวณออกมาแล้วต้องใช้หินวิญญาณทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยกว่าก้อน
แต่เขายังไม่ได้จ่ายในทันที
“ปัก!”
วางหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนไว้บนโต๊ะ สวี่หยางกล่าวว่า “นอกจากจะซื้อวัสดุต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ข้ายังต้องการจะสอบถามข่าวคราวบางอย่างด้วย หากเจ้าตอบให้ข้าพอใจ สิ่งนี้ก็เป็นของเจ้า”
เจ้าของร้านเอามือทาบอกตัวเองเพื่อเป็นการรับรองก่อนจะกล่าวว่า “สหายเต๋า เชิญท่านถามมาได้เลย ข้ารู้จะต้องตอบได้แน่นอน”
“มีแผนที่ของแม่น้ำลิ่วเหอหรือไม่ จำเป็นต้องเตรียมอะไรก่อนที่จะไปที่นั่นหรือไม่?”
สวี่หยางเอ่ยถาม
แผนที่ข้ามีอยู่ ข้าจะรีบไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้
แล้วเจ้าของร้านก็กล่าวต่อไป
ตอนนี้ผืนน้ำของแม่น้ำลิ่วเหอกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว ทุกวันจะมีผู้บำเพ็ญจำนวนมากเดินทางไปที่นั่น
“เมื่อวานนี้มีผู้บำเพ็ญมารไปที่นั่นด้วยล่ะ เขาอยู่ที่นั่นมาตลอด แต่โชคดีที่มีผู้อาวุโสขอบเขตจินตานแห่งสำนักเกาซานขับไล่ไปได้แล้ว
หลังจากพูดคุยกันสักพัก สวี่หยางก็ค่อย ๆ เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
และแล้วก็ถามว่า “มีผู้บำเพ็ญมารมาอยู่ที่นี่บ่อยหรือไม่”
“ไม่บ่อยนัก แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ผู้บำเพ็ญมารก็ปรากฏตัวที่นี่แถมยังมีพลังแข็งแกร่งถึงขอบเขตจินตานเสียด้วย”
เจ้าของร้านเป็นกังวลอย่างมาก
เพราะการปรากฏตัวของผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตานที่นี่ หมายความว่าอาจจะมีผู้บำเพ็ญมารตนอื่น ๆ อยู่ที่นี่ด้วย
สวี่หยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คาดเดาว่าผู้บำเพ็ญมารผู้นั้นได้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่อย่างกะทันหัน อาจมีจุดประสงค์บางอย่าง
สิ่งนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตีกลอง*[1]
โดยทั่วไปแล้ว สถานที่ที่มีผู้บำเพ็ญมารมักจะเกิดเรื่องร้ายแรง ผู้บำเพ็ญมารเหล่านี้ล้วนมีจุดประสงค์ในการไปก่อเรื่อง ณ ที่แห่งหนึ่งเสมอ
“สหายเต๋า นี่ท่านเตรียมจะไปเสาะหาสมบัติที่แม่น้ำลิ่วเหอหรือ? ไม่รู้ว่าท่านต้องการหาสมบัติอะไร ร้านของเราก็อาจมีเบาะแสเหมือนกันนะ”
เจ้าของร้านยิ้มอย่างเป็นมิตร และเริ่มสานต่อการทำธุรกิจในทันที
“ข้าตามหาไข่มุกวารี ระดับสาม พวกเจ้ามีเบาะแสบ้างหรือไม่ เพียงแค่บอกมา หินวิญญาณไม่ใช่ปัญหา”
สวี่หยางกล่าว
“ไข่มุกวารีสินะ เรารู้จัก! ของชิ้นนั้นทุก ๆ ปีก็จะปรากฏที่แม่น้ำลิ่วเหอ”
“โอ้?”
สวี่หยางมองเจ้าของร้านผู้มีเคราสีเทาคนนี้ พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย “มันมีมากขนาดนั้นเลยหรือ?”
“แน่นอน! แม่น้ำลิ่วเหอมีแม่น้ำทั้งหกสายไหลมารวมกัน ทุก ๆ ปีจะมีของวิเศษมากมายและเรือที่ล่มไหลลงมาจากต้นน้ำไม่รู้เท่าไร!! พื้นแม่น้ำที่นี่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังวิญญาณอีกต่างหาก เป็นแหล่งกำเนิดของสมบัติหายากมากมาย”
เมื่อพูดจบ
เขาส่งสายตาให้กับลูกน้อง
ลูกน้องรีบเดินไปที่ประตู เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครผ่านมาแล้วแอบได้ยิน
“ทำไมต้องระมัดระวังขนาดนี้”
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมกับถาม
“สหายเต๋า ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้อื่นได้ยิน หากข้าขอบอกว่าข้ามีถ้ำร้างที่ลึกลงไปในแม่น้ำลิ่วเหอหกสาย ซึ่งข้าสงสัยว่าเป็นถ้ำที่ผู้บำเพ็ญโบราณทิ้งเอาไว้”
ดวงตาของสวี่หยางเป็นประกายขึ้น “จริงหรือ?”
“จริงที่สุด”
เจ้าของร้านยิ้มอย่างเยือกเย็น “แผนที่นี้หินวิญญาณห้าร้อยก้อน ข้าก็จะมอบให้ท่าน”
“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าที่เจ้าบอกมานั้นจริงหรือไม่? และหากเป็นสมบัติของผู้บำเพ็ญโบราณทิ้งไว้จริง เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปตามหาเสียเองเล่า?”
สวี่หยางเป็นนักคิดที่ฉลาดมาก เขาจะไม่ถูกคำพูดจาที่ดูดีของอีกฝ่ายหลอกลวงได้โดยง่าย
“สหายเต๋า ท่านยังไม่รู้สินะ? แม้ว่าสถานที่แห่งนั้นจะมีสมบัติ แต่ก็อันตรายอย่างยิ่ง แม้ว่าจะเป็นในฤดูหนาวเช่นนี้ แต่ก้นของแม่น้ำเบื้องล่างก็มีพิษแพร่กระจายไปทั่ว คนอย่างข้าที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญธรรมดาสามัญ หากลงไปที่นั่นก็มีแต่ตายกับตาย! ข้ายังมีลูกเมียที่ต้องดูแล จึงได้มาทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อพบผู้มีบุญก็จะขายของเหล่านี้ให้”
สวี่หยางไม่เชื่อคำพูดของคนผู้นี้แม้แต่คำเดียว
เขาเคยพบเจ้าของร้านดี ๆ มาก่อน
แต่ก็เคยเจอคนที่ปล้นทรัพย์มาแล้วเช่นกัน!
ดินแดนในเขตสำนักเกาซานนี้เป็นดินแดนแห่งความโกลาหล ผู้ที่มีจิตใจดีจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นาน
ดังนั้น สวี่หยางจึงคิดว่าบุคคลผู้นี้ไม่มีเจตนาดี
จึงได้ส่ายหน้า “ข้าไม่สนใจสมบัติที่เจ้ากล่าวถึง”
เจ้าของร้านร้อนรนขึ้นมา
“หากเจ้าไม่เชื่อ จงดูสิ่งนี้”
เขาตัดสินใจเด็ดขาด
ราวกับตั้งใจมาก กลัวว่าสวี่ยางจะไม่ทำธุรกิจกับตนต่อ
หยิบกระดองเต่าสีดำที่ชำรุดออกมา
กระดองนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ แกะสลักลายเส้นแผนที่
เมื่อสวี่หยางเห็นสิ่งนี้ จิตใจก็สั่นไหว
เพราะมีคลื่นจิตเทวะโบราณแผ่กระจายออกมา ปกป้องกระดองเต่าไว้
“ท่านเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุด จิตเทวะเหนือชั้น จะต้องรู้สึกได้ถึงคลื่นจิตเทวะโบราณแน่”
“เพราะการปกป้องของคลื่นจิตเทวะโบราณนี้ จึงทำให้กระดองเต่านี้คงสภาพอยู่ได้”
[1] ตีกลอง (打鼓) เป็นแสลง แปลว่ากังวลใจหรือไม่สบายใจ