ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 106 ขัดคอ
บทที่ 106 ขัดคอ
กานอี้เซียนและจูซานแสดงออกว่าไม่เข้าใจจริง ๆ
แต่ฟังจากการบรรยายสรรพคุณจากเย่อวี๋หรานแล้วก็รู้สึกว่าเจ้าถั่วเล็ก ๆ นี่น่าอัศจรรย์มากทีเดียว สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง พวกเขาต่างก็เริ่มตั้งตารอขึ้นมา
อันที่จริงการตัดต้นถั่วเหลืองไม่ได้ยากมากนัก เพียงแต่ยังมีส่วนที่ลำบากอยู่บ้าง เพราะอย่างไรเสียมันก็เกิดขึ้นในป่า ทั้งยังชอบไปเติบโตอยู่กับวัชพืชอื่น ๆ ตอนที่ตัดต้นถั่วเหลืองจะต้องระวังไม่ให้ไปตัดต้นไม้ชนิดอื่นมาด้วย มิเช่นนั้นจะพันกันได้
มีคนช่วยกันหลายคนไม่นานก็ตัดออกมาได้หาบหนึ่ง
จูอู่ลองชั่งน้ำหนักแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ เจ้านี่ไม่หนักเลยขอรับ เบามาก”
“ต้องเบาอยู่แล้ว ส่วนที่ค่อนข้างกินน้ำหนักก็คือฝักถั่ว พวกเรายังไม่ได้แกะเอาเมล็ดถั่วออกมา แต่ตัดไปทั้งต้นอย่างนี้ ดูแล้วเหมือนเยอะ แต่ถึงตอนแกะเอาเมล็ดออกมา ทั้งหาบนี้แกะออกมาได้สักชามใหญ่ก็ไม่เลวแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
หลินซื่อเมียงมอง “ชามใหญ่น่าจะมีอยู่นะเจ้าคะ ต้องดูว่าเป็นชามแบบไหนแล้ว”
“รีบทำหน่อย คนละหาบก็พอ ประเดี๋ยวพวกเราจะลงเขากันแล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานชำเลืองมองจูซานเล็กน้อย แสร้งกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “เย็นนี้ เจ้าสามจะไปบ้านสกุลจางเพื่อรับเมียกลับมา พอได้กลับบ้านเดิมก็ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดลงอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว นี่ใช้ได้หรือ? คนที่ไม่รู้เรื่องยังจะคิดว่าครอบครัวเราเลี้ยงลูกสะใภ้ไม่ไหวเสียอีก”
ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้จูซาน วางใจเถอะ แม่ยังจำเรื่องของเจ้าได้ ตอนเย็นค่อยไปสะสาง
จูซานเงยหน้าขึ้นมา เวรกรรม! พอยุ่งหน่อยก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย
พอคิดเรื่อง ‘หมวกเขียว’ ของตัวเองขึ้นมาได้ก็ไม่สบอารมณ์เสียแล้ว
คนอื่น ๆ ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แม้ว่าเย่อวี๋หรานจะพูดขึ้นมากะทันหัน แต่เมื่อนึกถึงว่าไม่ได้เห็น ‘สะใภ้สาม’ มานานแล้ว กลับมีความรู้สึกเหมือนว่าครอบครัวสกุลจูไม่มีคนผู้นี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ท่านแม่ ควรไปรับกลับมาจริง ๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ ถ้ารอนานกว่านี้พี่สะใภ้สี่ก็จะคลอดแล้ว ถ้านางยังไม่กลับมาอีกก็คงจะพลาดโอกาสนี้ไป…” หลินซื่อไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่พูดให้จางเยียนดูไม่ดีไว้ล่วงหน้าทันที เลี่ยงไม่ให้พอคนกลับมาแล้วก็มาแย่งความโปรดปรานไป “ข้าแต่งเข้ามาตั้งนานแล้ว ยังไม่เคยเห็นพี่สะใภ้สามเลย”
“คิดว่าทางบ้านเดิมของนางคงมีเรื่องอะไรกันกระมัง” เย่อวี๋หรานกวาดสายตามองลูกสะใภ้ทั้งสามแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าก็อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง คิดว่าข้าพูดจาด้วยง่ายก็กลับบ้านมารดาไม่ยอมกลับมา ใครกล้าทำเช่นนี้ ข้าจะตีขาสุนัขของคนคนนั้นให้หักเลยเชียว”
ลูกสะใภ้ทั้งสามพลันคิดขึ้นมาพร้อมกัน ท่านแม่ ท่านเนี่ยนะคุยง่าย! ท่านเข้าใจตัวเองผิดไปตรงไหนหรือเปล่า?!
หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อไฉนเลยจะกล้า
หลินซื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองกลับบ้านมารดาแล้วเกิดเรื่องขึ้นก็นึกกลัว “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม่กลับบ้านเดิมโดยไม่มีเหตุจำเป็นอีกแล้ว”
กลับไปทำไม?
กลับไปให้แม่เฒ่าหลินใช้งานอย่างนั้นหรือ?
จากข่าวคราวที่ส่งมาจากทางนั้น เวลานี้บิดามารดาของนางกำลัง ‘เป็นวัวเป็นม้า’ รับใช้แม่เฒ่าหลินอยู่เลย
หลินซื่อน้อยใจ บิดามารดาของนางคิดว่าน้องสามกับน้องสี่มาอยู่กับนางก็ไม่ต้องสนใจแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ต้องเหลียวแลแล้วใช่หรือไม่?
ไม่รู้หรือว่าลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าเรือนมาคนหนึ่งพาน้องสาวมาอยู่บ้านสามีด้วยนั้นวางตัวลำบากเพียงใด?
เมื่อคิดถึงว่าช่วงนี้ตนเองต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างไรบ้าง หลินซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ
เมื่อเย่อวี๋หรานพูดเรื่องนี้จบแล้วก็ไม่ได้สนใจอีก แต่กำลังครุ่นคิดว่านางจะตามจูซานไปรับคนทางนั้นอย่างเป็นธรรมชาติได้อย่างไร
ถ้าเรื่องจางเยียนไม่ใช่เรื่องจริงย่อมดีที่สุด แต่ถ้าเป็นจริงขึ้นมา นางควรจัดการอย่างไร?
เย่อวี๋หรานหยั่งจิตใจของจูซานไม่ออก แต่ก็พอจะคาดเดาได้เล็กน้อย ตามนิสัยของเจ้าสาม ไม่ว่าเรื่องนี้จะจัดการโดยไม่กระโตกกระตากอย่างไรก็ไม่อาจกล้ำกลืนโทสะและปล่อยไปทั้งอย่างนี้ได้
บุรุษคนใดบ้างจะอยากได้ภรรยาที่สวมหมวกเขียวให้ตนเองเช่นนี้?
อย่ามาถกเรื่องรักจริงหวังแต่งกับนางเลย เย่อวี๋หรานไม่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจูซานกับจางเยียนจะดีสักเท่าใด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จางเยียนกลับไปนานขนาดนี้ จูซานก็คงจะตามไปรับกลับมานานแล้ว ไม่มีทางรอมาจนถึงวันนี้
แม้ตอนนี้จะอยู่ในช่วงอากาศร้อนของวัน แต่เขาไท่ตังมีต้นไม้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ ทำให้กลายเป็นสถานที่อันดีสำหรับการมาหลบแดดรับลม
อันตรายหนึ่งเดียวก็คือต้องระวังว่าบนเขามี ‘เจ้าป่า’ ที่อาจปรากฏตัวขึ้นมาได้
ถ้ามีเพียงความทรงจำของเย่อวี๋หราน นางย่อมไม่รู้ว่า ‘เจ้าป่า’ คืออะไร แต่เมื่อมีความทรงจำเจ้าของร่างเดิมมาด้วย นางจึงเข้าใจว่ามันหมายถึง ‘เสือ’
ในยุคสมัยนี้คนไม่เคยชินกับการเรียกเสือว่าเสือ แต่เรียกว่า ‘เจ้าป่า’ สัตว์ร้ายที่มีความเคลื่อนไหวเงียบงันไร้ซุ่มเสียง ยามล่าเหยื่อปราดเปรียวดุดัน คนทั่วไปยากจะรับมือ
นายพรานคนใดไปพบเจ้าป่าบนเขาก็ย่อมมีทางเลือกเดียวคือ ‘หนีเอาชีวิตรอด’
เย่อวี๋หรานขึ้นเขามาหลายครั้งหลายคราล้วนไม่กล้าเข้าไปลึกเกินไป มักจะไปมาอยู่เพียงบริเวณรอบนอกของเขาไท่ตัง เพียงแต่อาจใจกล้ากว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง กล้าย่างกรายเข้าไปบริเวณที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดจะไปกัน
หรือกล่าวได้ว่า นางอาศัยว่าตนเองมีนิ้วทองคำ ดังนั้นเพื่ออาหารแล้วจึงไม่คิดเสียดายชีวิต
เคราะห์ดีที่ฟ้าไม่ทอดทิ้งคนเพียร สวรรค์ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งนาง จึงมักปล่อยให้นางได้ผลลัพธ์อันดีกลับไปเสมอ
ในไม่ช้า ต้นถั่วเหลืองหลายหาบนั้นก็ตัดเสร็จเรียบร้อย พวกผู้ชายหาบไว้บนไหล่ ส่วนผู้หญิงแบกไว้บนหลัง
พวกเขาพยายามอัดต้นถั่วเหลืองเข้าไปมาก ๆ กดให้แน่นหนา และมัดให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้ขนกลับไปได้คราวละมาก ๆ
สุดท้ายเมื่อตอนเก็บปลายเชือกยังพันวนรอบหนึ่ง หลังยืนยันว่าไม่มีตกหล่นตรงไหนแล้ว คนทั้งหมดที่หาบก็หาบ คนแบกก็แบก และหวนกลับไปยังทางสายหลัก
จากนั้นกานอี้เซียนก็กล่าวคำอำลา แยกย้ายกันกลับเรือน
“จูต้าเหนียง ท่านอย่าลืมเรื่องที่ข้าบอกนะ” ตอนที่กานอี้เซียนจะปลีกตัวไปยังไม่ลืมกำชับคนบางคน
“รู้แล้ว ถึงเวลาเจ้าก็มาเอาก็แล้วกัน” ทั้งสองเปิดอกคุยกันแล้ว เย่อวี๋หรานรู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีเป้าหมายอะไรจึงไม่ได้สร้างความลำบากให้เขาอีก ได้แต่จัดการตามที่เขาต้องการ
เขาและนางตกลงกันแล้วว่าทุกช่วงระยะเวลาหนึ่งจะทำการแลกเปลี่ยนกันสักครั้ง พร้อมกันนั้นจะได้แลกข้าวสารอีกฝ่าย
“ท่านแม่ ทำไมข้ารู้สึกเหมือนท่านค่อนข้างสนิทกับคุณชายกานผู้นี้ทีเดียว?” จูซานถามอย่างแอบตาร้อน
“ปกตินี่นา ก็แค่คุยกันพอสมควรแล้วจึงรู้สึกว่าสนิทขึ้นมาบ้าง” เย่อวี๋หรานถามกลับไปบ้าง “ทำไม แม่เจ้าแก่แล้วจะคุยกับคนหนุ่ม ๆ สักหน่อยไม่ได้เลยหรือ? ข้าไม่ใช่แม่นางน้อยอายุสิบแปดเสียหน่อย ไม่ได้มีข้อห้ามมากมายเพียงนั้น ต่อให้มีคนเห็นก็คงไม่พูดอะไร”
ใช่แล้ว กานอี้เซียนดูแล้วก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายของนาง ใครจะคิดไปทางนั้นกัน?
เอิ่ม คงมีแต่ตนเองที่ฝันพรรค์นั้นแล้ว บางทีก็จะมีความคิดแบบนั้นผุดขึ้นมาบ้างกระมัง?
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…” จูซานหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ข้าหมายความว่าท่านดีต่อคนนอกมากกว่าลูกชายตัวเองเสียอีก”
เย่อวี๋หรานมองเขาอย่างประหลาดใจ “ไม่หรอกมั้ง? เจ้าหึงแล้ว? ฮ่า ๆๆๆๆ…เขาเป็นคนนอก ข้าต้องมีมารยาทด้วยสักหน่อยอยู่แล้ว กับคนในครอบครัวตนเองถึงจะใช้งานได้ตามสบาย คิดว่ามันสมควรเป็นเช่นนี้ ถ้าเจ้าไปเจอคนแปลกหน้าระหว่างทางโดยบังเอิญ เจ้ายังกล้าร้องเรียกให้เขามาช่วยนั่นช่วยนี่อยู่หรือ ไม่พูดถึงว่าคนอื่นจะเต็มใจหรือไม่ เจ้าคิดว่าตัวเองกล้าทำหรือเปล่า?”
“ไม่กล้าขอรับ” จูซานลองคิดแล้วก็พบว่าถ้าไปเจอสตรีสูงวัยแปลกหน้าคนหนึ่งระหว่างทางมาสั่งให้เขาทำนั่นทำนี่ เขาจะต้องคิดว่าฝ่ายนั้นเสียสติไปแล้วเป็นแน่ และคงจะรีบเผ่นหนีโดยไว
“ก็ถูกแล้วนี่นา ไม่ว่าเขาจะเอาสัตว์ที่ล่าได้มาแลกข้าวสารกับพวกเราหรือมาช่วยนำทางให้ ความจริงก็คือกำลังช่วยเหลือพวกเราอยู่ เขาเป็นคนดี พวกเราก็ต้องเกรงใจสักหน่อย คงไม่ถึงกับตอบแทนบุญคุณน้ำหยดเดียวด้วยน้ำพุ แต่ตอบแทนผลท้อด้วยผลหลี่[1] ปฏิบัติตอบด้วยดีสักหน่อยก็เป็นเรื่องสมควรแล้วนี่นา”
“ขอรับ ท่านแม่พูดถูก งั้นคราวหน้าข้าค่อยทำตัวดี ๆ กับเขาก็แล้วกัน?”
“เจ้าไปทำตัวไม่ดีกับเขาตอนไหน?” เย่อวี๋หรานย้อนนึกเล็กน้อยก็ดูเหมือนว่าจูซานจะมีท่าทีเย็นชาต่อกานอี้เซียนอยู่บ้างจริง ๆ และมักจะขัดคอเวลาที่นางคุยกับอีกฝ่าย
ตอนนั้นนางคิดเพียงว่าจูซานมีเรื่องในใจอยู่ แต่ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว…
[1] ผลหลี่ คือ ลูกพลัม หรือลูกไหน