ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 107 ปรับบุคลิกภาพ
บทที่ 107 ปรับบุคลิกภาพ
เย่อวี๋หรานคิด ข้าประเมินจูซานต่ำเกินไปแล้ว! แม้แต่กันท่าคนอื่นยังทำได้แนบเนียนปานนั้น
กานอี้เซียนซึ่งกลับไปถึงที่พักแล้วเห็นภาพนี้เข้า “…”
หมายความว่า ตอนนั้นเขาถูกจูซานคอยกีดกันมาตลอด?
หลี่ซื่อเพิ่งจะทำการค้ารายหนึ่งเสร็จ เห็นแม่สามีพาคนทั้งแบกทั้งหาบสิ่งของกลับมาก็มีสีหน้างุนงง
“ท่านแม่ พวกท่านแบกอะไรกันมาหรือเจ้าคะ? ฟืน?”
“ข้าให้เจ้าเฝ้าเตาเอาไว้ เจ้าได้ดูหรือไม่?” เย่อวี๋หรานเห็นนางยืนอยู่หน้าประตูเรือนก็กลัวว่านางจะลืมเรื่องของที่อยู่บนเตาไปเสียแล้ว
“ดูแล้วเจ้าค่ะ ก่อนข้าจะออกมาส่งคนก็เติมฟืนแล้วด้วย ท่านแม่ ท่านต้มอะไรไว้ในหม้อหรือเจ้าคะ? ข้าได้กลิ่นหอมเชียว”
ถั่วเหลืองพอสุกแล้วจะส่งกลิ่นหอมที่ไม่เหมือนกับในยามปกติออกมา
“เจ้าคงไม่ได้แอบกินหรอกนะ?” เย่อวี๋หรานถาม
“เปล่านะเจ้าคะ” หลี่ซื่อกล่าว “สุกหรือเปล่าข้ายังไม่รู้เลย แล้วจะกล้าแอบกินได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“ฮ่า ๆๆๆ…” เย่อวี๋หรานหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว “ถ้ารู้ว่าสุกหรือไม่สุก เจ้าคงจะแอบกินแล้วงั้นสิ? อย่าเปิดฝาหม้อนึ่งส่งเดชเชียว ของที่ข้านึ่งอยู่ในนั้นต้องนึ่งนาน ๆ คอยระวังอย่าให้น้ำในหม้อแห้งก็พอ…”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าเฝ้าอยู่” หลี่ซื่อย่อมไม่ลืมอยู่แล้ว ถามอีกครั้งว่าของที่พวกเขาแบกกลับมาคืออะไร
คราวนี้ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานตอบ หลินซื่อก็เบียดเข้ามาบอกนางเป็นเชิงอวดโอ่ว่า “ถั่วเหลือง” เฮอะ! ใครให้เจ้าชอบแย่งชิงความโปรดปรานกับข้านัก
หลี่ซื่อพลันไม่พอใจ ถลึงตาใส่นาง “ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า ข้าพูดกับท่านแม่ต่างหาก”
“ท่านแม่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ต้องพักผ่อน เจ้าอยู่เฉย ๆ ที่เรือนก็ไม่รู้จักหาน้ำหาท่ามาให้ท่านแม่ดื่มสักหน่อยหรือ?” หลินซื่อโต้กลับ
“ต้องให้เจ้าบอกด้วย? ข้าเตรียมชาสมุนไพรไว้นานแล้ว” หลี่ซื่อหันไปบอกเย่อวี๋หรานว่านางเตรียมชาสมุนไพรไว้ให้ในห้องโถงในเรือนแล้ว
เย่อวี๋หรานให้ทุกคนดื่มชาสมุนไพรกันก่อน จากนั้นค่อยเรียกคนทั้งหมดมารวมตัวกันแล้วสอนวิธีแกะถั่วเหลืองให้พวกเขา
ที่จริงแล้วก็ง่ายมาก ดูครั้งเดียวสามารถทำได้เลย แต่หลัก ๆ ก็คือบอกพวกเขาว่าจะแยกถั่วเหลืองได้อย่างไร เวลาแกะถั่วจะได้ไม่แกะพืชที่ไม่ใช่ถั่วเหลืองออกมาด้วย
ถ้าแกะพืชที่มีพิษผสมลงไปด้วย ถึงเวลากินขึ้นมาก็อาจทำร้ายคนทั้งครอบครัวได้
“ดังนั้นตอนพวกเจ้าแกะถั่วเหลืองจะต้องระวังให้ดี ถ้ารู้สึกว่าหน้าตาไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ ยอมทิ้งไปดีกว่า ไม่ต้องปอก ให้วางทิ้งไว้ข้าง ๆ รอข้ากลับมาค่อยว่ากันอีกที”
“หา ท่านแม่จะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อประหลาดใจ “ท่านเพิ่งจะกลับมาเองนะเจ้าคะ?”
“ข้าจะไปบ้านจางเยียนกับเจ้าสาม”
คำกล่าวประโยคเดียวทำให้หลี่ซื่อปิดปากสนิททันที เอ่อ ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย!
นางนึกว่าท่านแม่ไปตรวจสอบมาแล้วว่าข่าวนั้นไม่จริงเสียอีก ดังนั้นครึ่งค่อนวันแล้วจึงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ที่แท้ท่านแม่อยากไปเก็บถั่วเหลืองกลับมาก่อน ค่อยพาคนไป ‘เอาเรื่อง’ กันหรอกหรือ
จูซานอาบน้ำเสร็จก็กลับห้องไปเปลี่ยนชุดสะอาด
เย่อวี๋หรานให้หลิ่วซื่อช่วยเตรียมของเยี่ยมใส่ตะกร้าเอาไว้
หลี่ซื่อเห็นแล้วก็แอบเดินเข้ามาเมียงมอง และกระซิบว่า “ท่านแม่ พวกเราไปหาเรื่องทางนั้นไม่ใช่หรือ? เหตุใดเตรียมของเยี่ยมไปด้วยล่ะเจ้าคะ?”
“ใครว่า?” เย่อวี๋หรานมองนางแวบหนึ่งแล้วว่า “ปิดปากให้สนิทเลยนะ พวกเราไม่รู้อะไรทั้งนั้น แค่จะไปรับพี่สะใภ้สามของเจ้า เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ รอจนข้ากับพี่สามของเจ้าไปถึงก่อนจึงจะรู้แจ้ง”
“อ้อ งั้น…งั้นไปกันกี่คนเจ้าคะ?” หลี่ซื่อคิดว่าไม่ถูกสิ ถ้าแค่ไปรับคนเฉย ๆ ก็คงไม่สะดวกจะพาคนไปเอาเรื่องกันอย่างเอิกเกริกแล้ว
คราวนี้ความคิดของแม่สามีดูจะไม่เหมือนกับที่นางคิดไว้สักเท่าไหร่?
“มีข้ากับพี่สามของเจ้า เจ้าอยู่ที่เรือน อย่าเที่ยวไปพูดส่งเดช มีเรื่องอะไรรอข้ากลับมาแล้วค่อยพูดกัน”
“ท่านแม่ พวกท่านไปกันเวลานี้ เรือนพี่สะใภ้สามก็อยู่ตั้งไกล วันนี้เกรงว่าคงจะกลับมาไม่ทันกระมัง?”
“ข้าตั้งใจน่ะ” เหลวไหล ไม่ไปเวลานี้ แต่ไปเช้ากว่านี้ ถ้าพวกเขาใช้ข้ออ้างว่าจางเยียนออกไปทำธุระข้างนอก บังเอิญไม่อยู่พอดีแล้วจะทำอย่างไร?
นางจงใจให้ไปถึงตอนกินข้าวเย็นพอดี ถึงจะดูเหมือนไปขอกินข้าวเย็นด้วยอย่างหน้าไม่อายอยู่บ้าง แต่เวลานี้ ลูกสะใภ้ที่กลับบ้านมารดาแต่ไม่อยู่บ้านมารดา คนเป็นแม่สามีจะไม่ประหลาดใจ ไม่ซักไซ้ไล่เลียงบ้างหรือไร?
เฮอะ เฮอะ!
ถ้ายามค่ำฟ้ามืด คนเป็นลูกสะใภ้ยังไม่กลับ ปัญหาก็จะใหญ่กว่าเดิมแล้ว
“ท่านแม่ ข้าพร้อมแล้ว” จูซานไปค้นเสื้อผ้าสำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ออกมาใส่โดยเฉพาะ
เขาไม่เหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมาก ดังนั้นเสื้อผ้าชุดนี้จึงเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี รอยปะชุนสักน้อยยังไม่มี สวมลงบนร่างแล้วแลดูมีสง่าราศีอย่างมาก
เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนออกไป แต่หาแท่งไม้อันเล็กมาเคาะเบา ๆ บนหลังเขา ให้เขาเหยียดแผ่นหลังตั้งตรง และสอนให้ก้าวเท้าอย่างหนักแน่นมั่นคง อย่าเอาอย่างจูเหล่าโถวที่หลังค้อม พับแขนเสื้อขึ้น ท่าทางเหมือนชาวนาในชนบทไม่ผิดเพี้ยน
นางไม่ได้รังเกียจคนชนบท แต่นี่เป็นเรื่องของบุคลิกภาพล้วน ๆ
จูซื่อกับจูอู่ที่มองอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าทำเช่นนี้แล้วดูองอาจกว่าในยามปกติยิ่งนักจึงเริ่มทำตามบ้าง
เย่อวี๋หรานเห็นทั้งสองคนสนใจก็สอนให้พวกเขาด้วย
ด้วยเหตุนี้ สามพี่น้องจึงฝึกฝนอยู่ในลานเรือนอยู่พักหนึ่ง
คนเราพอยืดหลังตรงและเยื้องย่างอย่างพอเหมาะพอเจาะ ก็แลดูสง่าขึ้นมาทันตาเห็น ต่างจากท่าทางขวัญอ่อนหลังค้อมก่อนนี้ลิบลับ
หลี่ซื่อกับหลินซื่อเบิกตากว้าง อะไรกัน ไฉนจึงรู้สึกว่าสามีของตนเองพลัน ‘น่ามอง’ ขึ้นมาเสียเล่า?
หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อก็เบิกตาโตเช่นกัน ท่านแม่ชี้แนะคนได้เก่งกาจไม่ธรรมดาจริง ๆ ดูสิ ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเชียว
“นี่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แผ่นหลังเหยียดตรง ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง คางไม่ก้มต่ำเกินไป สายตามองตรงไปข้างหน้า…”
“หมั่นฝึกฝนเข้าไว้ เมื่อฝึกจนเป็นนิสัยแล้ว คนก็จะแลดูสง่าผ่าเผย ไม่เหมือนเดิมอีก”
เย่อวี๋หรานยังหันมากวาดสายตามองบรรดาลูกสะใภ้พลางพูดว่า “พวกเจ้าก็เหมือนกัน ปกติข้าสั่งสอนเสี่ยวเม่ย พวกเจ้าก็ดูให้มากเรียนรู้ให้มากเข้าไว้ อย่าคิดว่าแต่งให้ผู้อื่นก็ไม่ต้องร่ำเรียนแล้ว ถ้าต่อไปพวกเจ้ามีลูกสาวหรือหลานสาว ตนเองไม่รู้อะไรเลยแล้วจะสั่งสอนได้อย่างไร? คิดจะให้ข้าที่แก่หง่อมแล้วเอาสังขารแก่ ๆ มาช่วยพวกเจ้าสอนเด็ก ๆ อย่างนั้นรึ? ฝันไปเถอะ”
“ฮิ ๆๆ…ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ รอเด็กในท้องข้าคลอดออกมาแล้ว ท่านสอนนางแล้วให้นางไปสอนต่อก็ได้นี่เจ้าคะ” หลี่ซื่อกล่าวพลางหัวเราะคิกคัก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นเด็กผู้หญิง?” เย่อวี๋หรานมองท้องกลมโตของนาง “เจ้าดูแล้วเหมือนจะเป็นเด็กผู้ชายมากกว่า”
แม้ว่าท้องของหลี่ซื่อจะใหญ่อุ้ยอ้าย แต่มองจากด้านหลังกลับดูไม่ออกเลยว่าตั้งครรภ์อยู่ เพียงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้ค่อนข้างมีน้ำมีนวล ทรวดทรงก็ยังคงมีให้เห็น
เย่อวี๋หรานอาจไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน แต่มีเพื่อนร่วมงานที่ตั้งครรภ์ไม่น้อยมาบ่นเรื่องนี้ให้นางฟัง เรื่องอื่นนางจำไม่ได้ แต่การคาดเดาเพศของทารกจากรูปร่างครรภ์มารดา นางจำได้อยู่พอสมควร
“ท่านแม่ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงแน่นอนเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อยืนกราน
นางไม่สนหรอกว่าผู้อื่นจะพูดกันว่า ‘ลูกชายคือทรัพย์ล้ำค่า’ อย่างไรเสียครรภ์แรกนี้ของนางต้องเป็นเด็กผู้หญิง เช่นนี้จึงจะทำให้นางมีฐานะมั่นคงในบ้านแม่สามี
เย่อวี๋หรานคร้านจะสนใจนาง ให้สามพี่น้องฝึกฝนกันต่อไปสักพัก เห็นว่าเข้าที่เข้าทางแล้วจึงเรียกจูซานออกเดินทาง
หลี่ซื่อคิดถึงเรื่องที่อาจเกิดขึ้นก็ตามมาส่งถึงหน้าเรือน “ท่านแม่ ถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้คนมาแจ้งที่เรือนนะเจ้าะคะ”
“พอแล้ว กลับไปเถอะ อุ้มท้องโตอย่างนั้นก็อย่ามาเดินเพ่นพ่าน เจ้าใกล้จะคลอดแล้ว แล้วก็ เจ้ากับเมียเจ้าห้าช่วยกันดูถั่วเหลืองบนเตาให้ดี ได้ที่แล้วก็ยกขึ้นจากเตาทิ้งไว้ให้เย็นลงแทนข้าด้วย ที่เหลือยังไม่ต้องแตะ รอข้ากลับมาก่อน” เย่อวี๋หรานรับทราบความห่วงใยของลูกสะใภ้ แต่ก็กลัวว่านางจะทำอะไรเลินเล่อ ลืมไปว่าตัวเองเป็นคนท้อง จึงกำชับขึ้นมาอีกครั้ง
เฮ้อ…ทั้งบ้านคงมีแค่นางคนเดียวที่กังวลใจเรื่องครรภ์ของหลี่ซื่อ คนอื่น ๆ ดูจะไม่คิดว่าคนท้องคนหนึ่งแบกท้องโตเพ่นพ่านไปทั่วจะมีปัญหาอะไร
นางรู้ว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่ แต่เรื่องธรรมดาเช่นนี้ออกจะไม่ปลอดภัยไปหรือไม่?
ไม่รู้หรือว่าคนท้องนั้นเปราะบางและต้องได้รับการปกป้อง?