ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 112 เขาประเมินใจคนหละหลวมเกินไป
บทที่ 112 เขาประเมินใจคนหละหลวมเกินไป
เจ้าหน้าที่ทางการอยากจะฟาดหัวตาแก่คนนี้จริง ๆ
วัยหนุ่มโง่เขลา แก่แล้วยังทำเรื่องเลอะเลือนได้ไม่รู้จักจบสิ้น
“สกุลจูไม่ขาดแคลนลูกชายเสียหน่อย” พ่อเฒ่าจางพึมพำ “หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นก็คลอดลูกชายออกมาตั้งหลายคน เลี้ยงมาจนโตแล้วยังทำหายไปคนหนึ่งไม่ใช่หรือ? ลูกชายคนโตบ้านพวกเขาคลอดหลานชายออกมาสองคน นางยังไม่แลด้วยซ้ำ ลำเอียงรักแต่เด็กผู้หญิง…ข้าคิดว่าข้าก็ทำเรื่องดีงามอยู่นี่ไง ในเมื่อสกุลจูไม่ต้องการลูกหลานผู้ชาย ข้าก็ส่งไปให้บ้านคนที่เขาต้องการก็แล้วกัน”
“ข้าถามเจ้าแค่ว่าแม่นางสี่บ้านเจ้ายังจะกลับไปอยู่กับพวกเขาอีกไหม?” เจ้าหน้าที่ทางการต้องการจะยุติเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องยุ่งเหยิงเบื้องหลังนั้น เขาไม่คิดจะเข้าไปยุ่งด้วย
“ไม่อยู่ก็ไม่อยู่ แม่นางสี่บ้านข้าใช่ว่าจะไม่มีใครยอมแต่งด้วยเสียหน่อย” พ่อเฒ่าจางกล่าว
“เจ้าแก่เลอะเทอะนี่ อยากทำอะไรก็ทำ ข้าไม่ยุ่งแล้ว”
เจ้าหน้าที่ทางการยังนึกว่าพ่อเฒ่าจางจะมีสติบ้าง แต่กลายเป็นว่าไม่สนใจการดองกันกับสกุลจูเลยสักนิด แล้วเขายังจะทำอันใดได้อีก?
ยุ่งไม่เข้าเรื่องเสียแล้ว
ฮ่องเต้ไม่ร้อนพระทัย ขันทีร้อนใจเสียเอง[1]
เขากลับเข้าไปในห้องบอกว่าสกุลจางเห็นด้วยกับการ ‘ปลดภรรยา’
ผู้อาวุโสสกุลจางสับสนไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ระหว่างทางยังพูดกันดิบดีว่าให้เกลี้ยกล่อมให้ดีกันไม่ใช่หรือไร? เขาอุตส่าห์เกลี้ยกล่อมจนคนสกุลจูอารมณ์เย็นลงแล้ว ไฉนเจ้าหน้าที่ทางการด้านนั้นกลับถอดใจเร็วเช่นนั้นเล่า?
เขาเห็นแววตาของเจ้าหน้าที่ทางการก็ทราบว่ามีปัญหา จึงไม่เอ่ยปาก
ดังนั้น เย่อวี๋หรานจึงเขียน ‘หนังสือหย่าภรรยา’ ต่อหน้าคนทั้งสองด้วยตนเอง
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสมองเย่อวี๋หรานด้วยสีหน้าประหลาดใจ เพราะพวกเขาคาดไม่ถึงว่าแม่สามีของแม่นางสี่นั้นรู้หนังสือด้วย?!
ทุกคนเพียงเคยได้ยินคำร่ำลือเรื่องความดุร้ายของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่เหมือนจะไม่เคยมีใครทราบมาก่อนว่า หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้รู้หนังสือ?!
ทั้งสองคนคล้ายจะเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดบางครั้งหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้กลับดูเหมือนมีเหตุผล ที่แท้ก็รู้หนังสือนี่เอง
ครั้นนึกถึงว่าจูเหล่าโถวถูกกดไว้จนขยับตัวไปไหนไม่ได้ พวกเขาก็กระจ่างใจขึ้นมาในพลัน หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้เดิมทีก็โหดอยู่แล้ว นี่ยังรู้หนังสืออีก แล้วจูเหล่าโถวจะสู้ได้อย่างไร?
เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ เย่อวี๋หรานแพร่งพรายเรื่องที่ตนเองรู้หนังสือออกไป ต่อไปหากจะมี ‘บัณฑิต’ ถือกำเนิดขึ้นในสกุลจูก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกแล้ว
เพียงแต่เมื่อนึกถึงจางเยียน และนึกถึงจูซาน…
นางลอบทอดถอนใจ ไม่สนใจการยับยั้งของเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส และพาจูซานไปจากหมู่บ้านสกุลจางทันที
อาทิตย์ลาลับขอบฟ้าตะวันตก ม่านราตรีสยายลงมา ความมัวสลัวแผ่คลุมไปทั่วปฐพี
แม้ว่าในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมจะรู้สึกว่าหมู่บ้านชนบทปลอดภัยอย่างยิ่ง แต่เย่อวี๋หรานกลับไม่รู้สึกว่าปลอดภัย
ตอนที่จากมานางไม่เพียงถือตะกร้า แต่ยังฉวยมีดของผู้อื่นออกมาด้วยอีกต่างหาก
อืม ถ้ามีคนพุ่งเป้ามาที่พวกเขาระหว่างทาง น่าจะไม่มีใครคิดระวังหญิงสูงวัยเช่นนาง ถึงตอนนั้น…
แน่นอน เย่อวี๋หรานย่อมหวังว่าจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
นางยังเก็บท่อนไม้มาด้วยสองอัน ถือกันไว้คนละท่อน
“ท่านแม่ ท่านทำอันใดขอรับ?” จูซานหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“ปลอดภัยไว้ก่อน” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ยามค่ำฟ้ามืด ผู้ใดจะไปรู้ว่าระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ท่านแม่ ปกติพวกข้าพี่น้องก็มีเดินทางตอนฟ้ามืดกันบ้าง ที่อื่นนั้นข้าไม่รู้ แต่ละแวกหมู่บ้านสกุลจูไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นมาก่อน”
“ใครจะไปรู้? เจ้าลืมเรื่องพวกค้ามนุษย์คราวก่อนไปแล้วหรือ? เรื่องพรรค์นี้เวลาเกิดขึ้นมีแต่คนจะปล่อยให้เน่าสลายไปในท้อง เจ้าคิดว่ามีสักกี่คนที่กล้าพูดออกมาตามความจริง?” เย่อวี๋หรานมองเขาอย่างมีนัยนะ “เจ้าอย่าคิดว่าครอบครัวพวกเราอาภัพที่สุด เหมือนว่าคนอื่นอะไรก็ดีไปหมด ที่จริงแล้วในครอบครัวเกิดเรื่องอะไรขึ้น คนในย่อมรู้ดีที่สุด ต่อให้เกิดเรื่องก็ไม่อาจเอาไปบอกคนนอกส่งเดช เรื่องไม่ดีในครอบครัวไม่อาจแพร่งพรายออกไปให้ภายนอกรับรู้ ทุกคนไม่ได้โง่กันเสียหน่อย”
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องปลอบใจข้า ข้าเข้าใจดีขอรับ” ที่จริงแล้วจูซานรู้สึกขอบคุณมารดาของเขามาก เรื่องนี้ล้วนเป็นมารดาของเขาจัดการทั้งหมด
ถ้าให้เขาเป็นคนจัดการเอง อาจจัดการได้ไม่ดีเท่ากับที่เป็นอยู่ตอนนี้
“เจ้าอย่าตำหนิข้าก็พอ ตอนนั้นที่ไม่ได้ให้เจ้าออกหน้าก็เพราะกลัวว่าคนจะเชื่อมโยงมาถึงตัวเจ้า หญิงเฒ่าอย่างข้าดุร้ายมาแต่ไหนแต่ไร คนอื่นรู้กันทั่ว ถ้าโวยวายขึ้นมา คนอื่นก็ไม่นึกประหลาดใจ แต่ถ้าให้เจ้าที่เป็นผู้ชายตัวโตบุกเข้าไปตามลำพังแล้วดึงดันจะปลดภรรยาให้ได้ คนอื่นจะต้องคิดแน่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่เบื้องหลังถึงทำให้ผู้ชายคนหนึ่งร้อนอกร้อนใจจะหย่าภรรยาให้ได้ เจ้าอายุยังน้อย ชีวิตที่เหลือยังอีกยาวไกล แม่ไม่อยากให้เจ้าต้องแบกรับรอยด่างพร้อยเช่นนี้ ข้ายอมให้คนพูดกันว่าเจ้าต้องปลดภรรยาเพราะจำเป็นต้องเชื่อฟังข้าด้วยความ ‘กตัญญู’ แต่ไม่ยอมให้เจ้าได้ชื่อว่าจำเป็นต้องปลดภรรยาเพราะถูกผู้อื่นสวมหมวกเขียว…”
“ท่านแม่” จูซานซาบซึ้งใจแล้ว แน่นอนว่าถ้ามารดาของเขาไม่เอาแต่พร่ำคำว่า ‘หมวกเขียว’ ย่อมดีที่สุด
“ต่อไปถ้าเจ้านึกเสียใจทีหลังก็สามารถโทษข้าได้ ข้าไม่ถือสา”
“ข้ามีอะไรให้เสียใจทีหลังกัน? ไม่มีเหตุแล้วจะโทษท่านแม่ทำไม? ท่านแม่ทำให้ข้าไม่ต้องแบกรับชื่อเสียงเช่นนั้นไปตลอดชีวิต ข้าก็ขอบคุณท่านแม่มากแล้ว”
“แต่เจ้าก็ไม่ได้พบจางเยียนเป็นครั้งสุดท้าย นางได้ยินยอมพร้อมใจหรือไม่ เจ้าก็ไม่รู้ บางทีอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้…” เย่อวี๋หรานไม่แน่ใจนัก นางไม่อยากให้จูซานมองเรื่องนี้เลวร้ายจนเกินไป ถึงอย่างไรเขากับจางเยียนก็เคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน
ถ้าจางเยียนเป็นคนแบบนั้น แล้วเขาจะทำอย่างไร?
“ท่านแม่ ไม่ว่าในนั้นจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันหรือไม่ หนังสือหย่าร้างก็ได้เขียนไปแล้ว นางกับข้า…ไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”
จิตใจของเย่อวี๋หรานหนักอึ้ง เพราะนางไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อจูซานอย่างไรบ้าง นางพยายามเต็มความสามารถเพื่อจะควบคุมมันแล้ว แต่บางครั้งก็ใช่ว่าทุกเรื่องราวจะอยู่ในการควบคุมของนาง
หลังความหุนหันพลันแล่นผ่านพ้น นางก็นึกเสียใจอยู่บ้าง นางคิดว่า นางน่าจะให้จูซานกับจางเยียนได้พบกันก่อน
ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้าย แต่เจ้าเรื่องก็เป็นพวกเขาสองสามีภรรยา ไม่ควรให้คนนอกมาตัดสินใจแทนพวกเขา
ถ้าเป็นนาง นอกจากจะไม่มีหน้ามาพบอีกฝ่ายแล้ว ย่อมหวังว่าทั้งสองคนสามารถนั่งลงคุยกันด้วยดีได้
สีราตรีเข้มขึ้น บดบังใบหน้าของเย่อวี๋หราน ทั้งยังบดบังสีหน้าของจูซานในเวลานี้
จวบจนบัดนี้ จูซานจึงสามารถปลดปล่อยอารมณ์และจมจ่อมอยู่ในโลกของตัวเองได้
เรื่องราวบางอย่างเขาไม่อาจพูดกับมารดาได้ ถ้าให้พูดว่าระหว่างเขากับจางเยียนมีความรู้สึกต่อกันลึกซึ้งเพียงใด เขาไม่รู้ แต่ถ้าบอกว่าไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อกันเลย นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้
ตอนนั้นที่เขาเลือกจางเยียน ที่จริงก็มีสาเหตุมาจากพื้นเพของนาง คิดว่าฐานะของอีกฝ่ายดีกว่าตนเอง คนหรือก็หน้าตางดงาม ต่อให้ต้องทุ่มเทมากหน่อยก็ยังนับว่ามีประโยชน์ต่อตนเอง
สกุลจูมีลูกชายหกเจ็ดคน แต่ว่าที่นาของพวกเขากลับมีแค่สองสามหมู่เท่านั้น แบ่งกันคนละครึ่งหมู่ยังไม่พอด้วยซ้ำ แล้วต่อไปจะมีชีวิตอย่างไร?
แต่จางเยียนไม่เหมือนกัน แม้ว่าข้างหน้านางยังมีพี่ชายสองคน แต่นั่นก็เป็นลูกชายของอดีตภรรยาของบิดานาง ด้านหลังมีน้องชายหนึ่งคน น้องชายของนางอายุยังน้อย เขาคิดว่าตนเองสามารถ ‘บงการ’ อีกฝ่ายได้
แต่เขาประเมินสิ่งหนึ่งหละหลวมเกินไป นั่นคือ ‘ใจคน’
บางทีจางเยียนอาจชอบเขา แต่ก็ชอบชีวิตที่สุขสบายมากกว่า วันนั้นนางจึงพูดเรื่อง ‘เช่าภรรยา’ ขึ้นมา ทั้งยังแสดงท่าทีอิจฉาพี่สาวห่าง ๆ ของนางที่ได้ ‘ให้เช่า’ ไปเพียงครั้งเดียวก็ได้หมูกลับมาหนึ่งตัว…
[1] ฮ่องเต้ไม่ร้อนพระทัย ขันทีร้อนใจเสียเอง 皇帝不急,急死太监 หมายความว่า เจ้าของเรื่องไม่ร้อนใจ แต่คนที่คอยดูอยู่ข้าง ๆ กลับร้อนใจแทน และช่วยคิดหาทางออกให้