ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 111 ทางนั้นยังไม่คลอด
บทที่ 111 ทางนั้นยังไม่คลอด
คนผู้นั้นได้ยินก็ไม่กล้าส่งเสียงอีก
จริงด้วย ต่อให้กลับมาบ้านมารดา ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งยังไม่ได้มาอยู่แค่ไม่กี่วัน น้องสาวของจางต้ามาอยู่หมู่บ้านสกุลจางตั้งแต่เดือนหก แต่พวกเขาที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันกลับไม่เคยเห็นน้องสาวของจางต้าเลย พวกเขาเห็นว่าออกเรือนไปแล้วก็คงอยู่บ้านแม่สามี ไม่เจอก็เป็นเรื่องปกติมาก น่าเสียดายที่เรื่องปกติเช่นนี้ เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่แม่สามีบุกมาทวงคนกลับกลายเป็นไม่ปกติไปเสียแล้ว
เย่อวี๋หรานยืนกรานว่าให้จางเยียนออกมาพูด ทางด้านจางต้าเอาแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก็ไม่ยอมไปเรียกคนมา
พ่อเฒ่าจางถึงขั้นออกหน้าพูดเองว่า จางเยียนไปเยี่ยมเรือนพี่สาวคนที่สามของนางแล้ว อีกหลายวันจึงจะกลับ
แต่เย่อวี๋หรานจะถูกหลอกได้ง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?
“ให้จางเยียนออกมาพูดเอง ไม่อย่างนั้น พวกเจ้ากล้าทำให้สกุลจูของพวกข้าขาดสะใภ้ไปหนึ่งคน ข้าก็กล้าทำให้พวกเจ้ามีลูกสะใภ้น้อยลงไปหนึ่งคนเช่นกัน หนึ่งคนชดเชยให้หนึ่งคน” เย่อวี๋หรานยื่นคำขาด
พ่อเฒ่าจางนึกว่าเขาออกหน้าเองแล้วสตรีผู้นี้ก็น่าจะไว้หน้าเขาบ้าง แต่อีกฝ่ายกลับพูดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าเสียหน้า “เจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าต้องการพบจางเยียน” เย่อวี๋หรานหยุดไปเล็กน้อย “ลูกสะใภ้ที่แม่สามีอย่างข้าไม่ได้พบหน้ามาเป็นแรมเดือน มาหาคนถึงเรือนแล้ว แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา ข้าไม่คิดว่ายังจะอารมณ์ดีอยู่ได้หรอกนะ”
“เจ้าไร้เหตุผลสิ้นดี!” พ่อเฒ่าจางชี้หน้าตำหนินาง “ข้าก็พูดแล้วว่าอีกหลายวันนางถึงจะกลับ”
“ข้าโหดร้ายเช่นนี้ ท่านไม่กลัวว่าข้าจะบีบคั้นนางจนตายหรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าวเยาะเย้ย “ข้ามาถึงบ้านแต่รับคนกลับไปไม่ได้ อีกหลายวันถึงจะกลับมารึ? แต่ไม่รู้ว่าหลายวันที่ท่านว่าคือกี่วัน? สามวัน สี่วัน หรือสามเดือน สี่เดือน?”
พ่อเฒ่าจางย่อมพูดออกมาไม่ได้อยู่แล้ว ได้แต่กล่าวอย่างกรุ่นโกรธ “ข้าถึงขั้นพูดเองแล้ว ข้ายังจะโกหกเจ้าอยู่เรอะ?”
“นั่นก็ไม่แน่” เย่อวี๋หรานกล่าว “ลูกสะใภ้ข้ากลับบ้านเดิมสักทียังมาอยู่นานเพียงนี้ ผีสางจึงทราบว่าในนั้นมีเรื่องลับลมคมในอะไรอยู่? ลูกสะใภ้แบบนี้ บ้านไหนยังจะอยากได้? ถ้าพวกเจ้าคิดว่าแม่สามีอย่างข้าโหดร้ายเกินไป ทรมานลูกสาวเจ้า ก็บอกมาตรง ๆ หากไม่อยากเป็นลูกสะใภ้ของข้าแล้ว ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ แม่สามีอย่างข้าไม่ได้ขาดแคลนลูกสะใภ้เสียหน่อย”
นางฟันมีดลงบนโต๊ะจนเสียงดัง
“ถ้าจางเยียนยังไม่ออกมาก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน ก็ได้ อย่างมากบ้านสกุลจูของข้าก็ไม่ยอมรับลูกสะใภ้คนนี้แล้ว”
“ท่านทั้งหลายที่อยู่ตรงนี้ รบกวนทุกท่านด้วย โปรดเชิญหัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้อาวุโสออกมาเป็นประจักษ์พยาน จะได้ไม่หาว่าสกุลจูรังแกคนสกุลจางที่ไม่รู้หนังสือ พวกข้าจะปลดภรรยา”
ถ้าคนสกุลจางกล้าพอจะยืนหยัดถกกับนางด้วยเหตุผลว่าจางเยียนไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่อาจปลดได้ บางทีนางอาจเคารพที่คนสกุลจางยังมีความเป็นชายชาตรีอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงก็คือ นางวกไปวนมาอยู่เป็นนาน พูดมาขนาดนี้แล้ว ผู้ชายสกุลจางกลับไม่ด่ากลับมาสักคำ
พูดไปพูดมาก็เอาแต่บอกว่าสกุลจูรังแกคนอื่น มาทวงลูกสะใภ้อย่างไร้สาเหตุก็แล้วไปเถอะ ยังจะมาปลดภรรยา จะต้องเป็นเพราะจูซานมีคนใหม่อยู่ข้างนอกแล้วเป็นแน่
เย่อวี๋หรานยิ้มเยาะ
คนสกุลจางคิดแต่จะบ่ายเบี่ยงท่าเดียว ไม่ยอมกล่าวถึงจางเยียนแม้แต่น้อย นางยังจะดูไม่ออกอีกหรือ?
เย่อวี๋หรานคร้านจะพูดจาไร้สาระกับพวกเขาอีก เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านมาถึง นางก็จะบอกกล่าวกับพวกเขาให้ชัดเจน บอกว่าจางเยียนกลับมาบ้านมารดาตั้งแต่เดือนหก ถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบคน นางที่เป็นแม่สามีมารับคนด้วยตนเอง แต่จางเยียนก็ยังไม่โผล่หน้ามา นางไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด จึงยื่นคำขาดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าก่อนฟ้ามืดแล้วยังไม่ได้เห็นจางเยียน ลูกสะใภ้เช่นนี้สกุลจูก็ไม่ต้องการแล้ว
การปลดภรรยาเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสองบ้านไม่ต้องการจะผูกความแค้นต่อกัน โดยทั่วไปจะไม่ทำถึงขั้นนี้
ในยุคสมัยเช่นนี้ เมื่อบ้านใดมีลูกสาวถูกหย่าร้าง คนก็จะคาดเดากันว่าผู้อื่นไม่มีใครถูกหย่า ไฉนจึงมีเพียงนางที่ถูกหย่า? จะต้องเป็นเพราะตัวนางเองมีอะไรไม่ดีเป็นแน่ จึงได้ถูกบ้านแม่สามีรังเกียจ
ไม่เพียงจะมีคำติฉินนินทาตามมา แต่อาจกระทบถึงการออกเรือนของเด็กสาวคนอื่นในครอบครัวอีกด้วย
ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการหรือผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน ย่อมไม่หวังให้พื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น จะต้องพยายามเต็มที่เพื่อเกลี้ยกล่อมทั้งสองฝ่ายให้นั่งลงเจรจากันอย่างปรองดอง
ชีวิตก็ราบรื่นดี ไม่ได้มีความขัดแย้งใหญ่หลวงอะไร ไฉนเอะอะก็จะปลดภรรยาเสียแล้ว?
“ท่านเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ว่าสกุลจูของพวกเราดึงดันจะปลดภรรยา” ถึงตอนนี้เย่อวี๋หรานวางมีดลงแล้ว ส่วนภรรยาของจางต้านั้นนางก็ปล่อยตัวกลับไปแล้วเช่นกัน นางนั่งอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน พลางพูดว่า “แต่เป็นสกุลจางของพวกเขาทำกันเกินไป ท่านลองดูเอาเถิด คนของข้ามาก็ตั้งนานแล้ว พูดกันมาครึ่งค่อนวัน ก็แค่อยากจะได้คำอธิบาย อยากให้แม่นางสี่ของบ้านสกุลจางออกมาบอกกล่าวให้ชัดเจน แต่ว่าแม่นางสี่ของสกุลจางเล่า? นางไม่ยอมปรากฏตัวออกมา คนสกุลจางเองก็พูดไม่ชัดเจนว่าคนอยู่ที่ไหน ท่านจะให้ข้าพูดอย่างไร? ที่ข้าพูดมาไม่มีเหตุผลอย่างนั้นหรือ?”
เอาเถอะ คนที่ไม่ทันไรก็ใช้มีดกันแล้วเนี่ยนะมีเหตุผล? เจ้าหน้าที่ทางการไม่กล้าพูดแย้งนาง จึงหันไปถามพ่อเฒ่าจางว่านี่เป็นเรื่องอะไรกันแน่ แม่นางสี่ของบ้านพวกท่านอยู่ที่ไหน? ให้นางออกมาพูดให้ชัดเจนก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือไร?
พ่อเฒ่าจางพูดว่า “ไปบ้านแม่สามีของพี่สามของนางแล้ว”
“เฮอะ!” เย่อวี๋หรานยิ้มเย็น “ก่อนนี้ยังบอกว่าออกไปช่วยพวกเจ้าเกี่ยวข้าว ตอนนี้กลับไปบ้านแม่สามีของพี่สามของนางเสียแล้ว ข้าล่ะแปลกใจจริง ๆ สตรีที่ออกเรือนแล้วผู้หนึ่งไม่อยู่บ้านมารดา ไม่มีธุระอะไรแล้วจะไปบ้านแม่สามีของผู้อื่นทำไม? ไปเป็นสะใภ้ให้ผู้อื่นอีกคนหรือ?”
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า?” ลูกตาดำของพ่อเฒ่าจางพลันหดเล็กลง เขามองมาตาขวาง “เจ้าจะสาดน้ำครำใส่กันเรอะ?”
“เฮอะ!” เย่อวี๋หรานหาได้กลัว “เรื่องราวเป็นอย่างไร ท่านก็แจ้งแก่ใจ ข้ายื่นคำขาดตรงนี้ ถ้าตอนนี้ข้าไม่ได้พบจางเยียน สกุลจูก็จะหย่าภรรยา”
เจ้าหน้าที่ทางการสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงหาข้ออ้างเรียกพ่อเฒ่าจางออกไปถามลับหลังผู้คนว่า “แม่นางสี่บ้านท่านอยู่ที่ไหนกันแน่?”
ผู้เฒ่าจางมองมุมกำแพง ไม่ปริปาก
“เจ้า…” ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังจะไม่เข้าใจอีกหรือ? เขาโมโหยิ่งนัก “เจ้าเลอะเลือนไปแล้ว เมียคนก่อนของเจ้าไม่อยู่ก็เพราะแบบนี้ เจ้ายังให้ลูกสาวเจ้า…ข้าไม่รู้จะพูดกับเจ้าอย่างไรแล้ว บ้านพวกเจ้าก็หาได้สิ้นไร้ไม้ตอกจนถึงขั้นนั้น”
เขาไม่อยากเสวนากับตาเฒ่าสมองเลอะเลือนผู้นี้ต่อไปจริง ๆ
แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะอย่างไรก็เป็นเรื่องราวในหมู่บ้านของตนเอง
“เช่นนั้นเรื่องสกุลจูจะจัดการอย่างไร? แม่นางสี่บ้านเจ้ายังจะกลับไปหาทางนั้นอยู่หรือไม่?” เจ้าหน้าที่ถอนใจเฮือกใหญ่แล้วถามขึ้น
พ่อเฒ่าจางแลดูจนปัญญา “ทางนั้นยังไม่คลอด ข้าอยากส่งคนกลับไปก็ทำไม่ได้นี่นา”
“ดูเอาเถอะว่าเจ้าก่อเรื่องอะไรไว้ เจ้าทำเช่นนี้คือทำลายทั้งชีวิตของแม่นางสี่ ไม่เข้าใจหรือ?”
“ข้าจะทำอะไรได้? เจ้าใหญ่กับเจ้ารองอยากได้หมูจากบ้านนั้น ข้าแก่ปูนนี้แล้ว ต่อไปยังต้องพึ่งพาพวกเขาเลี้ยงดู ข้ายังจะเถียงพวกเขาได้หรือ? เจ้าสี่ตั้งครรภ์พอดี ทางฝั่งสกุลจูยังไม่รู้เรื่อง ดังนั้นอารามชั่ววูบข้าก็เลย…”
เจ้าหน้าที่ทางการเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อ “หมายความว่าเด็กที่กำลังจะคลอดเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสกุลจู?”
สรุปว่า สกุลจางไม่เพียงเอาลูกสะใภ้ของสกุลจูไปให้คนอื่น ‘เช่า’ แต่ยังส่งมอบลูกหลานของสกุลจูให้ทางนั้นไปด้วย?!
เขาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า ด้วยนิสัยของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่อยู่ในห้องตอนนี้ ถ้านางรู้ว่าหลานของตนเองไปอยู่ในมือคนอื่นแล้ว ถึงตอนนั้นจะอาละวาดใส่สกุลจางอย่างไรบ้าง