ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 118 นี่ขาวมาก
บทที่ 118 นี่ขาวมาก
พี่น้องทั้งสามยุ่งอยู่เกือบตลอดช่วงเช้า พวกเขาสร้างแบบจำลองอย่างลวก ๆ ไปเท่าไหร่ก็ถูกเย่อวี๋หรานดูแคลน
แต่ครั้นเห็นว่าพวกเขาเหงื่อท่วมตัวนางก็เข้าใจว่าพวกเขาพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว “ใช้อันนี้ไปก่อนเถอะ พอใช้เสร็จพวกเจ้าค่อยมาขัดนี่ต่อ”
สามพี่น้องยกโม่หินขึ้นไปยังที่สูงขึ้นอีกหน่อย หินจำนวนมากถูกวางไว้ข้างใต้
เย่อวี๋หรานเรียกลูกสะใภ้สองสามคนมาใช้น้ำล้างทำความสะอาด จากนั้นให้พวกนางตักถั่วเหลืองที่แช่น้ำเรียบร้อยแล้วออกมา
ทุกคนล้วนสงสัยว่าของสิ่งนี้ใช้อย่างไร
โดยเฉพาะจูซานและคนอื่น ๆ อีกสองสามคนที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมาด้วยมือของพวกเขา แต่พวกเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร
เย่อวี๋หรานกำลังตระเตรียมน้ำถั่วเหลือง นางตักมันออกมาด้วยช้อน ก่อนจะเทลงไปในรูเล็ก ๆ ตรงกลาง และบอกให้ลูกชายคนหนึ่งมาช่วยบด
จูอู่รีบกระโดดโหยง “ไอ้หยา สวรรค์ นี่มันยากจริง ๆ”
“ไร้สาระ การทำโม่หินต่างหากที่ยากที่สุด” เย่อวี๋หรานบอกเขาและสั่งให้เขาทำต่อไป
น้ำถั่วเหลืองไหลเข้าไปในรูตรงกลางและเคลื่อนที่ไปตามทางไหลลงมาสองชั้น ก่อนจะถูกบีบจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ผ่านไปครู่หนึ่งของเหลวสีขาวก็ไหลออกมาจากระหว่างขนมเปี๊ยะสองก้อน
กลุ่มคนเบิกตากว้างมองดูด้วยความประหลาดใจ
“นี่มันจะสุดยอดเกินไปแล้ว!”
“นี่ ๆๆ มันออกมาแล้ว?!”
“ขาวมาก”
“ท่านแม่ นี่มันขาวมากเลย”
“ฮ่า ๆๆๆ…สนุกจัง ข้าก็อยากลองทำด้วย”
…..
เย่อวี๋หรานอยากจะแขวะสักทีเสียจริง
พวกเจ้ารู้สึกแปลกใหม่แล้วยังอยากจะลองทำดู?
รอพวกเจ้าได้ลองทำสักรอบสองรอบจะรู้สึกว่าโม่หินเริ่มผลักไม่ขยับ จากนั้นคงจะไม่อยากลองอีกเลย
ถึงอย่างไรเย่อวี๋หรานก็รู้ว่านางไม่สามารถผลักมันด้วยตัวเองได้แน่นอน
แน่นอนว่าหลังจากที่มีไม่กี่คนลองไปแล้วก็ล้วนพากันแย่งไปทำหน้าที่ปอกเปลือกถั่ว น้อยคนนักที่จะเต็มใจมาผลักโม่หิน
แต่เมื่อนางพูดว่า “อยากกินถั่วก็ต้องผลักโม่หิน” ทำให้ทั้งจูซาน จูซื่อ และจูอู่ก็หนีไม่พ้น และผู้หญิงสกุลจูก็มาผลัดกันช่วยผลักโม่หินด้วยเช่นกัน
จูอู่เหนื่อยจนทนไม่ไหว “เจ้าสิ่งนี้ใช้งานง่ายแต่ใช้แรงคนหนักเกินไป จะดีกว่าถ้าไม่เหนื่อยขนาดนี้”
“ก็ได้ จะเปลี่ยนจากคนเป็นล่อ[1]หรือจะคิดหาวิธีทุ่นแรงก็แล้วแต่เจ้า จะได้ไม่ต้องเหนื่อยถึงเพียงนั้น” เย่อวี๋หรานพูด “แต่พวกเจ้าไม่ต้องมามองข้า ข้าไม่มีวิธีอะไรดี ๆ แล้ว”
“แต่ท่านแม่ไม่ใช่ว่าท่านเพิ่งยกวิธีแก้ปัญหาดี ๆ มาสองอย่างหรือขอรับ?” จูอู่สับสนเล็กน้อย
“ข้าหมายความว่าพวกเจ้าควรใช้สมองของตัวเองคิด อย่าเอาแต่ถามข้า ข้าไม่ใช่เทพที่จะรู้ไปเสียทุกอย่าง”
และเป็นเทพจริง ๆ อย่างกานอี้เซียนที่กำลัง ‘มอง’ มาอย่างกระตือรือร้นและจามออกมาทีหนึ่ง “แค่ก พูดเหลวไหลแล้ว ท่านป้าจูหลอกคนเล่นแล้ว ข้าเป็นเทพก็ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าสิ่งนี้คืออะไร”
เดิมทีถั่วก็มีไม่มากนักแต่เย่อวี๋หรานหาถุงผ้าหนึ่งใบมาเป็นพิเศษ ให้หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อผลัดกันใส่ของเหลวเข้าไปปิดปากถุงให้สนิทและใช้แรงบีบออกมา
ตอนที่บีบก็ไม่ลืมที่จะวางถังไม้ใบหนึ่งไว้ข้างล่างเพื่อไม่ให้มันหก
หลังจากบีบครั้งหนึ่งให้น้ำออกมาและบีบอีกครั้งก็ใช้ได้แล้ว
“ใช้ได้ ได้เวลาทำอาหารแล้ว”
หลังจากน้ำถั่วเหลืองถูกบีบออกมาเรียบร้อย เย่อวี๋หรานก็ให้ตั้งหม้อให้เดือด
ลูกสะใภ้สองสามคนเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นางทำอาหารไปตักฟองที่ลอยอยู่ด้านบนออกไป และเตือนพวกนางว่าสิ่งนี้ต้องตักออก จะขี้เกียจไม่ได้ ไม่เช่นนั้นน้ำถั่วเหลืองที่ทำออกมาจะมีปัญหา
ด้านหนึ่งกำลังทำอาหาร อีกด้านหนึ่งนางยังสอนวิธีทำ ‘การปรุงเกลือจืด’ แก่พวกนาง
เกลือจืดไม่ได้หายาก สิ่งนี้สามารถป้องกันแมลงและหนูได้ บางคนจะเตรียมไว้เพื่อเอามาบดให้เป็นผง เติมน้ำเล็กน้อยให้กลายเป็นครีม
“น้ำถั่วเหลืองเดือดถึงระดับนี้ก็ใช้ได้แล้ว” เย่อวี๋หรานตักออกมาเล็กน้อยและชิมคำหนึ่ง
ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชายต่างมองมาอย่างกระตือรือร้น นางไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงนำชามมาตักแบ่งให้คนละนิดละหน่อย
“อย่าหาว่าข้าขี้งก ครั้งนี้ทำเต้าหู้แม้จะมีเหลืออีกเยอะแต่มันก็ยังไม่พอจะแบ่งให้พวกเจ้า”
“ในบ้านไม่มีน้ำตาล รสชาติอาจจะแย่เสียหน่อย พวกเจ้าเติมน้ำเชื่อมผลไม้สักหน่อยให้มันมีความหวานจะได้รสชาติดีขึ้น”
ไม่รอให้นางพูด ด้านนึงเป่าทีหนึ่งด้านนึงก็จิบเข้าปาก
“ฟู่~ อร่อย”
“อืม กลิ่นหอมมาก”
“อร่อยเกินไปแล้ว”
“ข้ารู้สึกว่าพอใส่น้ำเชื่อมผลไม้แล้วยิ่งอร่อยออกหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ”
“ข้าขอลองสักหน่อย”
…..
ทุกคนต่างพากันว่าเจ้าลองดูสิ ข้าขอลองสักหน่อย ล้วนพากันดื่มน้ำถั่วเหลืองครึ่งถ้วยอย่างสุขใจ
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ในเมื่อพวกเจ้าชอบก็ค่อยแช่ถั่วเพิ่ม และพรุ่งนี้เช้าค่อยมาบดถั่วที่เหลือดื่ม”
ความคิดเห็นนี้ได้รับการยอมรับจากทุกคน
เมื่อน้ำถั่วเหลืองเกือบหมด เย่อวี๋หรานก็เทมันลงไปในหม้อไม้ใบใหญ่ เริ่มเทเกลือจืดลงไป ก่อนจะหยอดเต้าหู้ลงไป “นี่คือส่วนสำคัญ ถ้าทำส่วนนี้ไม่ดีเต้าหู้จะไม่ขึ้นรูป เมื่อถึงเวลาจะไม่มีเต้าหู้กิน ดังนั้นพวกเจ้าต้องจำไว้…”
พูดถึงจุดที่ต้องระวังก็ใช้ช้อนคนเบา ๆ ไปด้วย
หลังจากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็เห็นเต้าหู้ค่อย ๆ กลายเป็นเต้าฮวย
เสียงตะโกนดังขึ้นจากทีละคน “น่าทึ่งเกินไปแล้ว!”
“เอาชามของพวกเจ้ามา” ครั้นเตรียมน้ำถั่วเหลืองใส่ชามเรียบร้อย เย่อวี๋หรานก็แบ่งเต้าฮวยให้พวกเขาคนละช้อนไปลองชิมรสชาติ
ครั้งนี้ไม่ต้องให้นางพูดก็มีคนลองใส่น้ำเชื่อมผลไม้ลงไปลองชิมแล้ว
“อร่อย”
“อืม อันนี้ก็อร่อยเหมือนกัน”
“ท่านแม่ ถ้ามีเวลาพวกเราก็มาทำเต้าฮวยกินกันเถอะขอรับ”
เย่อวี๋หรานไม่อยากสิ้นเปลืองเวลาเช่นนี้อีกจึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าอยากกินก็ทำเองสิ อย่าเอาแต่ให้ข้าทำให้ตลอด”
หลังจากนั้นในถาดรองเต้าฮวยก็ค่อย ๆ เริ่มจับกันเป็นก้อนขึ้นมาแล้ว เป็นสัญญาณเตือนให้พวกเขารู้ว่าสิ่งนี้ใกล้พังแล้วเต้าหู้ก็จะไม่สุก
“ดังนั้นข้าจึงบอกว่าเต้าหู้นั้นไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ แน่นอนว่าต้องใช้ความอดทน ทุกขั้นตอนล้วนสำคัญ”
“หลังจากทำเต้าฮวยแล้วต้องรีบใส่ให้เร็ว ปิดฝาให้ดี ต้องไม่เกินเวลาที่ใช้ชงชา”
หลังจากอิ่มแล้วเย่อวี๋หรานก็ใช้ถุงใส่เต้าฮวยขึ้นมาและปิดด้วยแผ่นไม้
“พอเก็บเรียบร้อยก็ใกล้เสร็จแล้ว รอให้มันเป็นรูปเป็นร่างก็เรียบร้อย”
เรื่องของเวลาอาจจะต้องใช้เวลาประมาณการชงชาสักถ้วย แต่มันก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของมัน และต้องดูลักษณะรูปร่างของถั่วเหลืองด้วย
“ข้าก็ยังไม่แม่นยำนัก ลองทำหลายครั้งเข้าพวกเจ้าก็จะรู้เอง”
“ถ้าอยากให้เต้าหู้สุกอีกหน่อยก็ใส่เกลือจืดมากอีกนิด ถ้าอยากทำเป็นเต้าหู้แห้งก็เอาเต้าหู้ไปตากให้แห้งเสียหน่อย ใช้เวลาในการบีบน้ำออกมาให้นานขึ้น”
…..
ในช่วงที่รออยู่นั้น เย่อวี๋หรานก็ยังสอนจุดสำคัญในการทำเต้าหู้ให้พวกนางไม่น้อย และยังสุ่มเรียกชื่อให้คนมาตอบคำถามเรื่องที่นางพูดไปก่อนหน้านี้
เย่อวี๋หรานเอื้อมมือออกไปยกแผ่นไม้ขึ้นจนเผยให้เห็นรอยแยก
“อืมใกล้เสร็จแล้ว มาช่วยข้าเอาออกหน่อย”
[1]ล่อ หมายถึง สัตว์พันธุ์ผสมระหว่างลาตัวผู้และม้าตัวเมีย