ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 119 รอให้เงินทั้งหมดอยู่ในมือของผู้หญิง
บทที่ 119 รอให้เงินทั้งหมดอยู่ในมือของผู้หญิง
หลังจากได้ยินคำนั้น หลายคนก็พลันมีความสุข
เย่อวี๋หรานเตือนพวกเขา “เบาลงหน่อย ๆ เต้าหู้นิ่มมาก ถ้าสัมผัสเพียงเล็กน้อยก็อาจปริแตกได้ ถ้าแตกไปแล้วมันจะไม่เป็นรูปเป็นร่าง…”
ทว่าสายไปแล้ว เพราะจูอู่เคลื่อนตัวเร็วเกินไปทำให้หล่นไปชิ้นหนึ่ง
เย่อวี๋หราน “…”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” จูอู่มองด้วยความรู้สึกผิด เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันหล่นลงไปแล้ว
“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็ทำกินกันในบ้าน พลาดไปแล้วก็ให้พลาดไป” เย่อวี๋หรานยังจะพูดอะไรได้? ทำได้เพียงปลอบใจ “คราวหน้าระวังสักหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว”
สองสามคนหลังจึงล้วนระมัดระวังเป็นอย่างมาก
เมื่อเย่อวี๋หรานเปิดผ้าคลุมออกก็เผยให้เห็นของสิ่งหนึ่งที่ทั้งขาวและนุ่มนิ่ม ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“ท่านแม่ นี่คือเต้าหู้รึ?!”
“นี่มันนุ่มเกินไปแล้ว!”
มีคนยื่นมือไปแตะมัน ทันใดนั้นก็มีรูปรากฏขึ้นตรงนั้นหนึ่งรู
เย่อวี๋หรานยิ้มอย่างจนใจ “เพราะแบบนี้เมื่อบอกว่าเป็นเต้าหู้ เมื่อเช้าข้าจึงขำพวกเจ้า การที่ซื้อเต้าหู้สักชิ้นแล้วชนกันตายก็หมายถึงเช่นนี้ พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่าเต้าหู้นิ่มขนาดนี้ พอสัมผัสก็แตกเป็นชิ้น ๆ จะไปชนใครตายได้?”
จูอู่หน้าแดงขึ้นมา “แหะ ๆ! แหะ ๆ!”
เย่อวี๋หรานหยิบด้ายเส้นหนึ่งมา ‘หั่น’ เต้าหู้ออกเป็นชิ้น ๆ
“นี่ก็ดีแล้ว บ้านเราคงกินไม่หมดในครั้งเดียว ให้น้องเล็กนางส่งกลับไปที่บ้านพ่อเจ้า กับบ้านย่าเจ้าทีหลัง…” พูดจบก็หาชามใบใหญ่มาใส่ลงไปชามหนึ่งและวางลงไปในตะกร้า
แน่นอนว่านางไม่ลืมเตือนจูปาเม่ยให้บอกวิธีทำสิ่งนี้ให้คนทางนั้นด้วย
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อ ตั้งใจฟังและมองดูอย่างกระตือรือร้น
เย่อวี๋หรานเห็นก็รู้ว่าพวกนางหมายความว่าอย่างไร “เอาล่ะ ส่งไปให้บ้านพวกเจ้าด้วยคนละชาม”
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านแม่ดีจริง ๆ!” ใบหน้าของหลี่ซื่อเผยรอยยิ้มออกมาทันที และรีบพูดยกย่องอย่างรวดเร็ว “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่เป็นแม่สามีที่ดีที่สุดในโลกเจ้าค่ะ”
“เจ้าปากหวานนัก” เย่อวี๋หรานยิ้มแบ่งชามใบใหญ่ให้พวกนางคนละใบ ส่วนวิธีที่ว่าพวกนางจะส่งกลับไปอย่างไรนางก็ไม่ได้สนใจแล้ว
จูซื่ออดไม่ได้ที่จะถาม “ท่านแม่ เต้าหู้กินดิบ ๆ ไม่ได้หรือขอรับ?”
“ได้ แต่ไม่ดีเท่าเอามาทำกับข้าว ทำพวกน้ำแกง ของกินเล่นพวกนี้ทำให้คนพอใจแต่ไม่ได้ทำให้อิ่มจริง ๆ” เย่อวี๋หรานเตือนความจำพวกเขาว่าก่อนหน้านี้เคยใช้ถั่วไปเท่าไร ตอนนี้เต้าหู้ทำออกมาได้เท่าไร พวกเขาใส่น้ำไปเท่าไร ในเต้าหู้นี้ไม่ใช่ว่าทั้งหมดล้วนเป็น ‘น้ำ’ หรือ?
น้ำทำให้อิ่มได้หรือ
แน่นอนว่าไม่ได้
ดังนั้นเต้าหู้ไม่ได้ทำให้คนอิ่มมาก แค่ทำให้ดูเหมือนอิ่มเท่านั้น
หลี่ซื่อพูดด้วยรอยยิ้มปีติ “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าคิดว่าเต้าหู้นี้สามารถทำขายได้เจ้าค่ะ”
“ได้ ถ้าพวกเจ้าอยากขาย พวกเจ้าก็ทำเอง ข้าขออธิบายให้ชัดเจนก่อนว่าสกุลจูของพวกเราไม่ใช่สกุลที่ทำการค้า ผู้ชายอย่างพวกเจ้าจะไม่มีทางเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้เด็ดขาด เป็นผู้หญิงอย่างพวกเจ้าที่จะได้รับเงินส่วนตัว เข้าใจหรือไม่?” ตอนนี้เรื่องที่จะส่งคนเข้าไปเรียนในช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นเตรียมพร้อมแล้ว อะไรควรเลี่ยงก็ต้องเลี่ยง นางไม่ได้คาดหวังว่าเด็กหลายคนจะสอบผ่านได้ง่าย ๆ และผลงานตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ทุกอย่างล้วนแต่ถูกตัดทิ้ง
เย่อวี๋หรานไม่กลัวแม้แต่น้อยว่าลูกสะใภ้จะกุมเงินไว้แล้วใจใหญ่ ยุคนี้ต่อให้ใจของผู้หญิงจะใหญ่เพียงไรก็ไม่ใช่ว่าเพื่อผู้ชายและลูกของตัวเองหรอกหรือ?
เพราะเย่อวี๋หรานมักจะอธิบายเรื่องนี้อย่าง ‘จริงจัง’ ลูกสะใภ้หลายคนจึงไม่มีความเห็นใด และต่างพากันพยักหน้า
จูซานรู้แผนการของแม่ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่พูดอะไร
จูซื่อและจูอู่แม้จะมีอะไรแต่เมื่อมองไปยังสายตาของพี่สามก็ทำได้เพียงวางมือและขานรับว่าขอรับ พี่สามไม่สนับสนุนแล้วพวกเขาสองคนจะกล้าเสนอหน้าได้อย่างไร?
ลับหลังพวกเขาสองคนก็ไปถามพี่สามว่าหมายความว่าอย่างไร เรื่องการหาเงินทำไมไม่ปล่อยให้พวกเขาสองคนจัดการบ้าง
กิจการปลาก่อนหน้านี้ก็ส่งให้พวกผู้หญิงในบ้าน ผลสุดท้ายกิจการเต้าหู้ก็ยังถูกส่งให้ผู้หญิงในบ้าน พวกเขาในฐานะผู้ชายในสกุลไม่สามารถถือเงินไว้ได้เลยหรือ?
“ใช่แล้วพี่สาม ถ้าเงินทั้งหมดอยู่ในมือของพวกผู้หญิง เกิดวันหนึ่งพวกนางยืนอยู่เหนือเราอย่างไม่เห็นหัวเราเล่าจะทำอย่างไร?” จู่อู่เพียงแค่คิดว่าวันหนึ่งหากหลินซื่อกล้ามาวางอำนาจเหนือเขา เขาก็โกรธจนอยากตบหน้าตัวเองสักทีแล้ว
ชีวิตนี้เขาไม่อยากเป็นเหมือนพ่อของเขานะ
“พวกเจ้าคิดอยากเป็นชาวนายากไร้ไปตลอดชีวิตรึ?” จูซานนึกถึงคำสัญญาของแม่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเตือนสติพวกเขา
แม่พูดไว้ชัดเจนเสียขนาดนั้นว่าหลังจากนี้ในบ้านจะมีบัณฑิต เรื่องการค้านั้นไม่อาจแตะต้อง ทำไมพวกเขายังไม่เข้าใจ?
“ไม่ให้เป็นชาวนายากไร้แล้วจะเป็นอะไร? ตอนนี้แค่กินยังไม่อิ่มท้องแล้วยังจะพูดเรื่องอื่นได้อีกหรือ?” จูอู่พูดพึมพำ “ตอนนี้ข้าแค่อยากหาเงิน ซื้อที่ดิน อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ข้าไม่อยากเป็นเหมือนท่านพ่อที่ถึงแก่ตัวแล้วก็ยังมีที่ดินไม่กี่ไร่ พอแตกหักกับลูกชายในบ้านแล้วยังไม่มีที่ให้หันหลังกลับ”
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมท่านแม่ถึงยึดมั่นไม่ปล่อย แล้วยังห้ามไม่ให้พวกเราทำการค้า?” จูซานถาม
จูซื่อและจูอู่ส่ายหัว
“โง่!” จูซานพูด “พวกเราเป็นอย่างนี้กันมารุ่นต่อรุ่น แล้วรุ่นต่อไปล่ะ? ไม่เห็นที่ท่านแม่ให้ความรู้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าหรือ จนถึงขนาดที่ให้สัญญาว่ารอลูกคนที่สี่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็จะให้ความรู้แก่เขาด้วย? นี่คือโอกาส คนอื่นอยากจะคว้าโอกาสแต่ก็คว้าไว้ไม่ได้ พวกเจ้าโง่หรือ? พวกเราสามารถเป็นสกุลที่ทำไร่และเรียนหนังสือไปด้วยได้ แต่เมื่อกลายเป็นครอบครัวที่ทำการค้า คนรุ่นต่อไปก็ไม่มีวันถอดหมวกในฐานะพ่อค้าออกหรอก แล้วจะไม่มีทางอื่นอีกแล้ว พวกเจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าในตอนนั้นท่านพ่อไม่มีโอกาสในการเป็นพ่อค้า? นั่นเป็นท่านแม่ที่กดดันเพราะอยากให้ลูกหลานของพวกเรามีหนทางให้กลับไป”
“แต่…ข้ารู้ว่าท่านแม่หมายถึงอะไร แต่ตอนนี้ครอบครัวเราเป็นอย่างไรใช่ว่าพี่สามจะไม่รู้นี่” จูอู่ร้อนใจเล็กน้อย “ท่านดูพี่น้องของพวกเราสิ พวกเราล้วนเป็นคนที่แต่งงานกันแล้วแต่กลับอัดกันอยู่ในลานบ้านที่เดียว ท่านดูพี่ใหญ่ที่น่าสงสารสิ มีลูกชายสองคนแล้วแต่ยังอาศัยอยู่ด้วยกันแค่ครึ่งห้อง นี่หากมีลูกอีกคนจะอยู่ได้อย่างไร? ข้าอยากสร้างลานบ้านของตัวเองสักที่ อยากย้ายออกไปอยู่ในบ้านที่ไม่แออัด มีที่ดินไม่กี่ไร่ก็พอ…”
เป็นพี่น้องกันมาหลายปี จูซานจะไม่เข้าใจความคิดของน้องห้าได้อย่างไร?
ฝันแบบนี้เกรงว่าไม่ว่าพวกเขาคนไหนก็ล้วนแต่คิดแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมอีกเพียงนิดเดียวก็จะกลายเป็นจริง จะมีสักกี่คนที่จะยอมแพ้? แต่เมื่อจูซานคิดถึง ‘ความฝันอันยิ่งใหญ่’ ของมารดาเขาก็ไม่อาจพยักหน้าได้
แม่อายุมากแล้วแต่ก็ยังคิดจะสู้ต่อ ทำไมพวกเขาที่ยังหนุ่มถึงไม่กัดฟันสู้ ทนความลำบากไม่ไหวแล้วจะ ‘ยอมแพ้’ ไปแบบนี้น่ะหรือ?
ไม่!
จูซานไม่ยอมแน่ แม่มั่นใจว่าเจ้าเจ็ดจะสอบถงเซิงได้ครอบครัวพวกเขาจะมีคนเป็นบัณฑิตแน่นอน แล้วทำไมเขาถึงจะไม่พยายามเล่า?
จูซานไม่เชื่อว่าเขาจะสู้น้องเจ็ดที่เป็นคนทึ่มไม่ได้
“เจ้ายอมหรือ ยอมที่ตลอดชีวิตจะมองพี่น้องคนอื่นเป็นข้าราชการตำแหน่งสูงเงินเดือนมาก มีความสุขไปกับความร่ำรวยและมีเกียรติ ส่วนตัวเองกลับเป็นแค่ชาวนายากไร้คนหนึ่งไปตลอดชีวิต?” จูซานจ้องไปยังจูอู่และตั้งคำถาม
จูอู่ส่งเสียง “พรืด” และหัวเราะ “พี่สามท่านกำลังล้อกันเล่นหรือ? พวกเรามีพี่น้องกี่คนตัวอักษรล้วนไม่รู้จัก จะมีคนไหนไปเป็นข้าราชการระดับสูงได้? ท่านฝันกลางวันอยู่หรือ?”
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าทำไมจู่ ๆ ท่านแม่ถึงเริ่มส่งเสริมให้คนในบ้านจำตัวหนังสือเล่า?” ตั้งแต่จูซานรับปากแม่ก็ไม่สามารถพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติได้ แต่เขาก็วางแผนจะหาหนทางอื่น เขาจึงพูดต่ออีกว่า “เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ? ปีก่อนล้วนไม่เคยพูดถึง แต่ปีนี้กลับยอมทะเลาะกับท่านพ่อ ต้องการบังคับให้พวกเราอ่านหนังสือท่องจำตัวอักษร นี่คือท่านแม่โง่หรือ?”