ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 124 สอนลูกสาว
บทที่ 124 สอนลูกสาว
ภายหลังจูปาเม่ยและหลี่ซื่อคิดเลขเป็น คำนวณเองได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาช่วยอีก
เย่อวี๋หรานสงสัยว่าจูปาเม่ยอาจอยากเรียนจริง ๆ ส่วนหลี่ซื่อคาดว่าคงเรียนเพื่อ ‘คิดบัญชี’ กระมัง
เพราะถ้ามัวแต่ใช้นิ้วนับหรือนับก้อนหินทีละก้อน ไม่สู้การคิดเลขเร็ว อย่างหลังเพียงคำนวณในใจรอบหนึ่งก็ได้คำตอบแล้ว
“เจ้าลองคิดดูเองเถอะว่าทำน้ำมันดอกกุ้ยต้องลงทุนลงแรงเท่าไหร่ ตั้งแต่เก็บดอกไม้มาจนกระทั่งนึ่งแล้วเอามาผึ่งไว้ในที่แห้ง จำเป็นต้องใช้เวลาครึ่งค่อนเดือนเลยทีเดียว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ไม่เพียงเท่านั้น น้ำมันงาก็ต้องใช้เงินซื้อเช่นกัน แล้วแบบนี้น้ำมันดอกกุ้ยที่พวกเจ้าซื้อกันในยามปกติจะไม่แพงได้อย่างไร?”
น้ำมันดอกกุ้ยเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผมยอดนิยมในยุคโบราณ ผมยาวปานนั้น ถ้าไม่ใช้สักหน่อยก็แห้งเสียแตกปลายกันพอดี
ดังนั้นเมื่อจูปาเม่ยมีเงินในมือ ความคิดแรกของนางก็คือหาซื้อน้ำมันดอกกุ้ยมาเก็บไว้ใช้งานเอง
แน่นอนว่านางไม่กล้าแอบซื้อลับหลังเย่อวี๋หราน จึงขออนุญาตก่อนไปซื้อ เย่อวี๋หรานถึงได้รู้ว่านางมีน้ำมันดอกกุ้ยและสอนวิธีทำชาดโดยการใช้น้ำมันดอกกุ้ยให้กับนาง
“แพงมากเจ้าค่ะ ตอนที่ข้าซื้อยังปวดใจอยู่เลย” จูปาเม่ยคิดถึงว่ากว่าตนเองจะเก็บเงินก้อนนี้มาได้นั้นไม่ง่าย แต่กลับต้องนำออกมาเกือบครึ่งเพื่อซื้อน้ำมันดอกกุ้ย แล้วจะไม่ปวดใจได้อย่างไร
มีเพียงตนเองหาเงินมาใช้เอง จึงทราบว่ากว่าจะได้เงินมานั้นไม่ง่ายดาย ตอนใช้เงินก็อดจะประหยัดสักหน่อยไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าเพิ่มราคาทุนในส่วนของน้ำมันดอกกุ้ยขึ้นมาอีกนิดก็ได้นี่” เย่อวี๋หรานยิ้มและเอ่ยต่อ “มีแค่ดอกไม้แห้งที่เจ้าลงแรงทำเอง แต่น้ำมันดอกกุ้ยซื้อสำเร็จมาใช้งาน เช่นนี้ช่วยตัดขั้นตอนการทำไปได้พอสมควร นอกจากนี้ ข้ายังสามารถสอนเคล็ดลับอย่างหนึ่งให้เจ้าได้ ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าคนเดียวไปเก็บดอกไม้ไม่ทัน เจ้าก็ลองคำนวณดูสักหน่อย คนอื่นขายดอกไม้สดให้เจ้าเท่าไหร่ เจ้าก็สามารถเพิ่มราคาตรงนี้เข้าไปได้ แบบนี้เจ้าอยากได้ดอกไม้ชนิดไหนก็หาซื้อเอาโดยไม่จำเป็นต้องไปเก็บเองแล้ว”
“ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือเจ้าคะ?!”
“ก็แล้วทำไมจะไม่ได้? พี่สะใภ้สี่ของเจ้าก็ทำตามแนวทางนี้ไม่ใช่หรือ?”
จูปาเม่ยครุ่นคิดตามคำชี้แนะของเย่อวี๋หราน “ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้นะเจ้าคะ”
เพียงแต่ ‘ค่าตอบแทน’ ที่พี่สะใภ้สี่จะจ่ายให้คนอื่นจะบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าว่าหาได้เท่านี้จะแบ่งให้คนอื่นเท่าไหร่ แต่นางต้องคำนวณให้ชัดเจนว่าตนเองสามารถทำรายได้จากตรงนี้เท่าใด ค่อยแบ่งส่วนหนึ่งจากรายได้ไปจ่ายให้คนอื่น
แม้ว่าขายออกไปชิ้นหนึ่งจะทำเงินได้ไม่มาก แต่ถ้าขายได้ปริมาณมาก ๆ เล่า นี่ไม่เท่ากับว่าหาเงินได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนอีกหรือ?
ก็เหมือนกับพี่สะใภ้สี่ที่ก่อนหน้านี้ก็ขายน้ำพริกใส่เนื้อด้วยตนเอง ต่อมาค่อย ‘ขายส่ง’ ให้แม่เฒ่าเฉียน ขายทีเดียวก็ได้เงินกลับมาจำนวนมาก
“เจ้าไปเก็บดอกไม้ ทั้งยังต้องนำมาตากแห้งเอง รู้สึกว่ายุ่งยากมากเลยใช่หรือไม่? แต่ถ้าเจ้าไหว้วานให้คนอื่นทำเล่า?”
จูปาเม่ยผงกศีรษะท่าทางครุ่นคิด
“แน่นอน นี่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเสียทีเดียว” เย่อวี๋หรานพูดต่อไป “เจ้าต้องระวังว่าจะมีคนเอาดอกไม้คุณภาพไม่ดีมาหลอกลวงเจ้า ดังนั้นแต่ละครั้งที่รับสินค้า เจ้าต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนต่อหน้าอีกฝ่าย จัดการให้เรียบร้อยจะได้ไม่ต้องมายุ่งยากทีหลัง”
จูปาเม่ยพยักหน้า
เย่อวี๋หรานไม่ได้กางรายละเอียดทั้งหมดออกมาให้จูปาเม่ย นางเพียงบอกแนวทางคร่าว ๆ เท่านั้น ให้จูปาเม่ยไปใคร่ครวญต่อด้วยตนเอง
แม้ตอนนี้จูปาเม่ยจะเป็นเพียงแม่นางน้อยคนหนึ่ง แต่สักวันแม่นางน้อยผู้นี้ก็ต้องรู้จัก ‘ยืนหยัดด้วยตนเอง’ ดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องสอนให้เด็กคนนี้รู้จักครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขอเพียงเข้าใจตรงนี้ ในอนาคตนางก็จะไม่ถูกคนอื่นเอาเปรียบ
ถึงตอนท้าย เย่อวี๋หรานยังบอกวิธีทำเครื่องประทินผิวแก่จูปาเม่ย
หลังจากเย่อวี๋หรานย้อนยุคมาค่อยรู้ว่าของพวกนี้เรียกว่าเครื่องประทินผิว มันก็คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่คนยุคปัจจุบันใช้กันนั่นเอง
อย่าคิดว่าคนโบราณไม่รู้จักบำรุงผิวพรรณ พวกเขาพิถีพิถันกันยิ่งนัก
“ถ้าผสมขี้ผึ้งลงไปในชาดยังสามารถทำเป็นแป้งผัดหน้าได้อีกด้วย ท่านหมอในหมู่บ้านมีขี้ผึ้งอยู่ เจ้าไปซื้อมาลองทำดูสักหน่อยก็ได้ แต่ว่าในเมื่อนำมาทำเป็นแป้งผัดหน้าจะต้องปรุงสีออกมาให้อ่อน ๆ” เย่อวี๋หรานนึกถึงคำพรรณนาอย่างหนึ่งขึ้นมาได้จึงพูดว่า “บัวงามโผล่พ้นชลธาร ดอกท้อบานบนแก้มนวล คำพวกนี้เจ้าคงเข้าใจกระมัง? สิ่งสำคัญก็คือต้องเบาบาง แลดูเป็นธรรมชาติ สีอ่อนจาง…”
คราวนี้จูปาเม่ยนับว่าได้สัมผัสถึงพลังแห่ง ‘ความรู้’ อย่างแท้จริงแล้ว นางไม่รู้จริง ๆ ว่าน้ำมันดอกกุ้ยอย่างเดียวกันแท้ ๆ แต่เพียงเติมของอย่างอื่นลงไปเล็กน้อยก็สามารถทำอะไรออกมาได้หลากหลายเพียงนี้
นางรีบถามทันทีว่าขี้ผึ้งแพงหรือไม่ ถ้าแพงนางอาจตัดใจซื้อมาทำไม่ลง
ไม่ ไม่ใช่แค่นางที่ทำไม่ลง ต่อให้นางทำออกมาได้ เกรงว่าคงไม่มีใครยอมซื้อ
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ไม่แพง มันทำมาจากรังผึ้งแห้ง ๆ ที่เอาไปต้มในน้ำ ตัวมันเองก็เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งอยู่แล้ว มีสรรพคุณสมานแผล รักษาแผลพุพอง สร้างเนื้อเยื่อ บรรเทาปวด เจ้าคิดดู ของแบบนี้เอามาใช้กับหน้าจะไม่ดีได้อย่างไร?”
จูปาเม่ยพยักหน้าแรง ๆ อยากจะไปลองเสียเดี๋ยวนั้นเลย
หลังจากเย่อวี๋หรานพยักหน้า นางก็รีบออกไปซื้ออย่างอดใจไม่ไหวทันที
น้ำมันดอกกุ้ยพร้อมใช้ ดอกไม้แห้งอัดแผ่นก็พร้อมใช้งานเช่นกัน ขาดก็แต่ขี้ผึ้ง ยังจะมีอะไรที่ทำไม่ได้อีก?
เย่อวี๋หรานไม่ได้จับตามองจูปาเม่ย หลังหาอะไรให้นางทำแล้ว ตนเองก็ไปทำเรื่องอื่นต่อ
เมื่อหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อทำงานอย่างอื่นเสร็จแล้วก็ไปบดถั่วเหลืองเอาน้ำนมมาทำเต้าหู้กันต่อ
หลังจากคนในหมู่บ้านทราบว่าครอบครัวสกุลจูทำเต้าหู้เป็นก็มักจะมีคนมาถามซื้ออยู่ทุกวัน เต้าหู้หนึ่งถาดอย่างไรก็ขายหมดแน่นอน
ต่อให้ขายไม่หมดก็ไม่เป็นไร เอามาทำเต้าหู้แผ่นก็ได้
ส่วนกากเต้าหู้ หลี่ซื่อนำมาผสมกับน้ำพริกใส่เนื้อเพื่อทำลูกชิ้นที่มีรสชาติของเนื้อออกมา เติมน้ำมันร้อนจัดลงไปเล็กน้อย กลิ่นหอมกรุ่นของมันสามารถดึงดูดพวกเด็ก ๆ จากบ้านใกล้เรือนเคียงให้วิ่งมาทางนี้ได้เลยทีเดียว
ของสิ่งนี้ราคาถูกกว่าเนื้อมาก ถ้าปรุงรสให้ดียังมีรสชาติของเนื้ออีกด้วย คนทุกเพศทุกวัยล้วนชอบกิน
เย่อวี๋หรานหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ทำเต้าหู้ครั้งหนึ่งได้กากเต้าหู้ออกมาไม่น้อย แต่กลายเป็นว่าคนอื่นอยากได้เพียงลูกชิ้นที่ทำจากกากเต้าหู้และมีรสชาติของเนื้อสัตว์ ไม่อยากจะซื้อเต้าหู้แล้วเข้าใจไหม?
ดังนั้น พวกนางจึงเริ่มทำเต้าหู้แห้งเก็บเอาไว้ ไม่ว่าจะนำไปรมควันหรือหมักเก็บไว้ ลองทุกวิธีการเท่าที่จะคิดออก ทุกคนชอบกินแบบไหนก็ทำแบบนั้นมากหน่อย
เมื่อแม่เฒ่าเฉียนมารับน้ำพริกใส่เนื้อ และพบว่าสกุลจูมีผลิตภัณฑ์ใหม่ นางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบเร่งสั่งของกับหลี่ซื่อทันที เอาทุกอย่าง อย่างละเล็กละน้อย
อย่างอื่นพอคุยด้วยกันได้ แต่เต้าหู้ไม่อาจค้างคืนเพราะว่าเสียง่าย นี่กลับทำให้แม่เฒ่าเฉียนลำบากใจยิ่งนัก
“ของดีขนาดนี้ เหตุใดจึงเก็บไว้ไม่ได้เล่า?”
หลี่ซื่อยิ้มกริ่มพูดว่า “เพราะเก็บไว้นานไม่ได้จึงเป็นของดีน่ะสิเจ้าคะ ถ้าเก็บไว้นานได้จะถือเป็นของดีหายากได้อย่างไรกัน? ของสิ่งนี้เติมน้ำพริกเนื้อเอาไปอุ่นสักหน่อยก็จะมีรสชาติเนื้อทั่วทั้งชิ้นเลยทีเดียว นั่นจึงเรียกว่าของอร่อยเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าเฉียนที่ได้ชิมลูกชิ้นกากเต้าหู้ที่มีรสชาติเนื้อแล้วผงกศีรษะ “อื้ม ลูกชิ้นนั่นอร่อยแท้ ๆ เลย ตอนข้าเพิ่งเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นแล้ว ทำเอาข้าอยากกินจนน้ำลายสอ”
อย่าเห็นว่านางเป็นคนทำการค้า ปกติก็ตัดใจซื้อเนื้อไม่ลงเช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะได้การค้าน้ำพริกใส่เนื้อมา อาหารสามมื้อของครอบครัวก็ไม่ได้ดีไปกว่าของคนอื่นสักเท่าไหร่
หลี่ซื่อเห็นว่าแม่เฒ่าเฉียนอยากกินเต้าหู้ถึงเพียงนี้ ทั้งยังผิดหวังจากการที่เต้าหู้อ่อนไม่สามารถเก็บไว้นานได้ จึงช่วยคิดวิธีการให้นาง “ถ้าท่านอยากขายจริง ๆ ลองทำเช่นนี้ดีไหมเจ้าคะ ท่านลงทุนเพิ่มเล็กน้อย จ้างคนมาส่งของให้ท่านทุกวันก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ? ท่านลองคิดดู เขาเดินทางแค่วันละสองรอบ หนึ่งเดือนจะต้องใช้เงินสักเท่าไหร่เชียว?”