ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 125 ขายเต้าหู้
บทที่ 125 ขายเต้าหู้
ดวงตาของแม่เฒ่าเฉียนพลันสว่างวาบ “ได้ งั้นเรื่องนี้ก็เอาตามนี้”
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่ซื่อคิดไม่ถึงก็คือ คนที่แม่เฒ่าเฉียนหามาผู้นั้นเพิ่งจะส่งเต้าหู้ให้นางได้ไม่กี่วันกลับคิดจะหาบเต้าหู้ขายเองเสียแล้ว
ที่แท้ตอนที่เขาไปส่งเต้าหู้ให้แม่เฒ่าเฉียนช่วงเช้าตรู่ของทุกวันมักพบคนระหว่างทางบ่อย ๆ คนอื่นมักเข้ามาถามเขาว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ? เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ทำไมถึงยังยุ่งอยู่เล่า?”
“ไม่ใช่ ข้าไปส่งเต้าหู้”
“เต้าหู้?” คนผู้นั้นมองเขาอย่างสงสัยว่าอะไรคือเต้าหู้
ถ้าเป็นช่วงพักพอดี เขาก็จะหยุดคุยกับอีกฝ่ายสักครู่ เมื่อมีคนได้ยินว่าไข่ไก่ฟองเดียวสามารถเอามาแลกเต้าหู้ก้อนใหญ่ก็เริ่มหวั่นใจเสียแล้ว “จริง ๆ รึ ไข่ฟองเดียวก็แลกได้ก้อนใหญ่ขนาดนั้นเชียว? งั้นเจ้าเอามาแลกกับข้าเถอะ”
เขามาส่งเต้าหู้ แล้วจะแลกได้อย่างไร?
ถ้าแลกไป เขาก็ไม่ได้เงินสิบหกเหรียญที่แม่เฒ่าเฉียนให้เขาทุกเดือนแล้วน่ะสิ?
เพียงแต่เมื่อมีคนถามเช่นนี้หนึ่งคน สองคน มีคนถามเยอะแล้ว เขากลับเรือนไปพูดให้ภรรยาฟัง ภรรยากลับด่าเขา “เจ้าโง่เรอะ ผู้อื่นเต็มใจแลก ทำไมเจ้าไม่ให้แลก? เต้าหู้ก้อนเดียวแลกไข่หนึ่งฟองมาได้ เจ้าคิดดูหน่อย ทั้งหาบนั้นจะแลกไข่ไก่ได้สักกี่ฟอง?”
“แต่…นั่นเป็นของที่แม่เฒ่าเฉียนสั่งไว้แล้ว ข้าไปช่วยหาบหนึ่งเดือนได้เงินตั้งสิบหกเหรียญเชียวนะ”
“แล้วถ้าเจ้าเอาไปแลกกับไข่ไก่ เต้าหู้หนึ่งถาดจะแลกไข่ไก่ได้กี่ฟอง? เจ้าคิดเลขไม่เป็นรึ?”
สามีนางไม่เอ่ยคำ แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าภรรยาพูดถูก
ภรรยาจึงเสนอวิธีการให้เขา “เอาอย่างนี้แล้วกัน อย่างไรเสียตอนนี้ก็เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ในเรือนไม่มีงานของเจ้าอีก เจ้าไปส่งเต้าหู้ให้แม่เฒ่าเฉียนกลับมา ก็ไปรับอีกหาบออกมาขายเสียก็สิ้นเรื่อง”
ด้วยเหตุนี้ ชายผู้นั้นจึงเริ่มขายเต้าหู้
หลี่ซื่อคิดไม่ถึงว่าสามารถทำเช่นนี้ได้ด้วย นางรู้สึกทั้งประหลาดใจและยินดี
รับการค้ารายนี้มาแล้ว นางก็รีบไปบอกกับสะใภ้คนอื่น ๆ ว่าให้ทำเต้าหู้เพิ่มอีกวันละสองถาด
จูปาเม่ยยุ่งทั้งวัน เหล่าสะใภ้สกุลจูก็สาละวนทำงาน กระทั่งจูซาน จูซื่อ และจูอู่ก็ยังเอาแหออกไปจับปลาไปทั่วอยู่บ่อย ๆ แม้จะเป็นช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาก็ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ว่างกันเลย
มีเพียงจูเหล่าโถวที่พาจูต้ากับจูเอ้อร์ไปช่วยงานในนาของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อเสร็จแล้ว เมื่อกลับมาที่เรือนกลับพบว่าพวกเขากลายเป็นคนว่างงานไปเสียอย่างนั้น
มองคนอื่นในครอบครัวที่กำลังวุ่นวายทำงาน ไม่มีเวลามาสนใจเขาแม้แต่น้อย
จูเหล่าโถว “…”
ในฐานะที่เป็นกำลังหลักของครอบครัว แต่กลับต้องมาถูก ‘โยนทิ้ง’ ไว้เช่นนี้ ช่างยากจะทานทนจริง ๆ
กระทั่งจูต้าและจูเอ้อร์ก็ยังยากจะรับไหว
ปกติเวลาพวกเขาออกไปข้างนอก คนอื่นมักจะชมเชยว่าพวกเขาขยันขันแข็ง ต่างจากพวกน้องชายที่เอาแต่แอบอู้ทั้งวัน
แต่ยามนี้กลับมีคนไม่น้อยมาถามพวกเขาว่า “วันนี้น้องชายสามคนนั้นของเจ้าจับปลามาได้กี่ตัว?”
“แหม ๆๆ…พักนี้บ้านเจ้ายุ่งกันทั้งในบ้านนอกบ้าน คงหาเงินได้ไม่น้อยเลยล่ะสิ?”
“ข้าได้กลิ่นบ้านพวกเจ้าทอดอะไรอีกแล้ว นี่ต้องเปลืองน้ำมันเท่าไหร่กัน พวกเจ้าช่างมีเงินจริง ๆ บ้านข้าไม่ได้แตะน้ำมันกันด้วยซ้ำ”
“นี่ พวกเจ้าสองคนทำไมไม่กลับไปช่วยด้วยล่ะ? ข้าเห็นว่าน้อง ๆ ของพวกเจ้ายุ่งกันยิ่งนัก แล้วทำไมพวกเจ้าสองคนกลับ…”
……
พวกเขาทำไมน่ะหรือ? พวกเขาสองคนเกี่ยวข้าวเสร็จก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้วน่ะสิ
จูต้ากับจูเอ้อร์เก็บกดเอาไว้ในใจจนเริ่มอึดอัดไม่สบายใจเสียแล้ว
ตกเย็นเมื่อถึงเวลาเข้านอน พวกเขาก็พบว่าภรรยาไม่ ‘ปรนนิบัติ’ พวกตนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเมื่อจัดแจงตนเองเสร็จก็ขึ้นไปนอนบนเตียงทันที
ช้าก่อน พวกเขาเป็นฝ่ายเข้านอนก่อนตลอดมาไม่ใช่หรือไร?
ดังนั้น ภรรยาของตนเองเข้านอนตอนไหน จูต้ากับจูเอ้อร์ล้วนไม่ทราบ พวกเขารู้เพียงว่าทุกครั้งก่อนที่พวกเขานอนหลับ ภรรยายังไม่เข้านอน ครั้นตื่นขึ้นมา ภรรยาก็ตื่นก่อนเสียแล้ว
ทั้งสองคนอารมณ์ไม่ดี ทั้งยังไม่รู้จักพูดจา ได้แต่นั่งอยู่มุมกำแพงด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม มองไปทางนั้นที มองไปทางนี้ที
ถ้าแค่นี้ก็แล้วไปเถอะ ระหว่างที่พวกเขาร่ำเรียนกับมารดายังเรียนได้ไม่ดีอีกต่างหาก
แต่ละวันเรียนเพียงห้าตัวอักษร ตอนเช้าตื่นขึ้นมา พอถึงเวลากินอาหารเช้าก็สอนแล้ว ให้พวกเขาทำงานไปพลาง เรียนรู้ด้วยกันไปพลาง ถึงเวลากินข้าวเย็นค่อยสอบ
ใครเขียนได้เร็วที่สุดก็ได้ไปหนึ่งคะแนน คนที่ได้คะแนนมากที่สุดก็จะได้ไข่ไก่ฟองนั้นไป
แม้ว่าเจ้าทึ่มจูชีจะถูกตัดออกไปแล้ว แต่จูต้ากับจูเอ้อร์กลับพบว่าพวกเขาเขียนหนึ่ง สอง สามได้ แต่พอเป็นห้า หก เจ็ดพวกเขากลับรู้สึกว่ายากแล้ว มารดาของพวกเขากลับบอกว่า “นี่เป็นการเขียนหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้าที่ง่ายที่สุดและเป็นพื้นฐานที่สุดแล้ว ยังมีวิธีการเขียนที่ยากกว่านี้อีก[1] แต่ว่านั่นยากเกินไปสำหรับพวกเจ้าในตอนนี้ เริ่มจากอันที่ง่ายก่อนก็แล้วกัน”
จูต้ากับจูเอ้อร์ “…”
ไม่ พวกเขาไม่รู้สึกว่าง่ายเลยสักนิด
จูเอ้อร์ไม่เข้าใจเลย หนึ่งคือขีดขวางเส้นเดียว สองคือขีดขวางสองเส้น สามคือขีดขวางสามเส้น แล้วทำไมตัวเลขต่อจากนั้นจึงไม่ใช่ขีดขวางอีกแล้วเล่า?
เขาโอดครวญกับจูต้า “พี่ ทำไมตัวอักษรถึงเขียนยากแบบนี้นะ? ขีดขวางต่อไปเสียก็สิ้นเรื่อง ทำไมต้องทำให้ซับซ้อนเพียงนั้นด้วย? ทรมานคนชัด ๆ”
จูต้าไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเส้นขีดเหล่านั้นแตกต่างกันตรงไหน
“ท่านแม่ก็เหมือนกัน พวกเราไม่เหมาะจะเรียนหนังสือ อยู่ดีไม่ว่าดีให้มาทำอะไรแบบนี้ทำไมกัน? ในอนาคตก็คงจะไม่ออกไปจากที่นี่ อย่างไรเสียพวกเราก็จะทำนากันไปทั้งชีวิตอยู่แล้ว” จูเอ้อร์บ่นพึมพำ
จูต้าเงยหน้ามองไปทางแหจับปลาที่กำลังตากอยู่กลางลานเรือน แล้วมองไปทางปลาตากแห้งที่กำลังผึ่งลมอยู่
“พี่ใหญ่ ข้าพูดกับท่านอยู่นะ ทำไมท่านไม่พูดอะไรเลยล่ะ?”
จูต้าใจลอยอยู่บ้าง เขาพูดขึ้นว่า “เจ้าว่าพวกเจ้าสามจับปลาได้มากขนาดนั้น จะหาเงินได้ไหมนะ?”
“อะไรนะ? พี่ใหญ่ ข้าพูดเรื่องเรียนกับท่านอยู่นะ ท่านมาพูดเรื่องปลากับข้าทำไม? ข้าจะไปรู้รึ? ข้าไม่ใช่คนขายปลาเสียหน่อย ท่านแม่ก็บอกแล้วนี่นาว่าพวกผู้หญิงแค่หาเงินค่าแป้งชาดกันเฉย ๆ พวกเราที่เป็นผู้ชายเข้าร่วมไม่ได้”
จูต้ามองจูเอ้อร์แวบหนึ่ง รู้สึกว่าน้องรองออกจะโง่อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าแป้งชาดหรือไม่ แต่ต้องมีเงินก่อนถึงจะซื้อได้นี่นา
เมื่อเย็นวาน เขาเห็นภรรยาตัวเองแอบซ่อนถุงเงินเอาไว้ ภรรยาของเขาช่วยทำเต้าหู้และเก็บผลไม้ คงได้เงินมาไม่น้อย
“มีอันใด ท่านมองหน้าข้าแบบนี้ทำไม?” จูเอ้อร์ได้แต่ฉงน
“เมียเจ้าแอบเก็บถุงเงินไว้ลับหลังเจ้าบ้างไหม?”
“หา ข้าจะไปรู้เรอะ? เมียข้าเป็นอย่างไร ท่านก็น่าจะรู้ ไม่ยอมพูดอะไรออกมาหรอก ข้าไม่อยากคุยกับนางสักนิด”
“เมียเจ้าช่วยทำเต้าหู้กับเอาปลาไปตากแห้งทุกวัน เจ้าคิดว่านางจะไม่ได้เงินเลยหรือ?” จูต้ากล่าว “เจ้าก็สนใจหน่อย ถ้าเมียเจ้าเอาเงินกลับบ้านเดิมล่ะ? เจ้าลืมไปแล้วหรือ คราวที่แล้วเมียเจ้าขโมยมันเทศแล้วถูกเจ้าไปเห็นเข้า”
“พี่ใหญ่ ท่านพูดเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวคนอื่นก็มาได้ยินหรอก” จูเอ้อร์รีบมองไปรอบ ๆ “ถึงเมียคนนี้จะไม่ทำให้คนชอบสักเท่าไหร่ แต่ข้าก็ไม่อยากเป็นเหมือนเจ้าสามที่ไม่มีแม้แต่เมียหรอกนะ นั่นถึงจะเรียกว่าน่าอนาถของแท้ ไม่รู้ว่าท่านแม่คิดอะไรอยู่ เจ้าสามอุตส่าห์ไปหลอกผู้หญิงที่ฐานะดีหน่อยมาเป็นเมียได้ ท่านแม่กลับปลดนางเสียอย่างนั้น”
“ท่านแม่ไม่ชอบให้ใครทำตัวมีปัญหา เมียเจ้าสามก็ทำเกินไป”
[1] หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ภาษาจีนคือ 一 (อี)、二 (เอ้อร์)、三 (ซาน)、四 (ซื่อ)、五 (อู่) ส่วนการเขียนที่ยากกว่านี้คือ 壹、贰、叁、肆、伍 ซึ่งอ่านออกเสียงเหมือนกัน