ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 138 สกุลจูรวยแล้ว
บทที่ 138 สกุลจูรวยแล้ว
จูปาเม่ยไม่รู้เคล็ดลับเกี่ยวกับ ‘การส่งของกำนัล’ จริง ๆ นั่นแหละ
คร้้นได้ยินว่าพี่สะใภ้สี่ยินดีสั่งสอนตนเองก็ประชิดเข้ามาขอคำชี้แนะอย่างดีอกดีใจ
ใช่แล้ว มารดาของนางก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไรว่าว่าง ๆ ก็ให้เรียนรู้จากพี่สะใภ้สี่ให้มาก
“ท่านแม่ พวกเราหาเงินได้ตั้งเดือนละสิบสี่ตำลึง จำนวนมากโขเลยนะเจ้าคะ”
“ใช่น่ะสิ ทั้งชีวิตข้าไม่เคยได้สัมผัสเงินจำนวนมากเท่านี้มาก่อนเลย”
“ต่อให้เข้ากองกลางไปสองส่วนก็ยังเหลือเยอะอยู่ดี”
……
ถ้าไม่ใช่เพราะขากลับต้องโดยสารเกวียนเทียมวัวของผู้อื่น มีคนนอกอยู่ด้วย สะใภ้ตระกูลจูทั้งหลายคงจะพูดคุยเรื่องนี้กันไปตลอดทาง
จู่ ๆ ก็มีรายรับเข้ามาจำนวนมาก ช่างน่ายินดีจริง ๆ
เย่อวี๋หรานฟังพวกลูกสะใภ้คุยกัน ในใจกลับมีเรื่องหนักอก ต้นฤดูใบไม้ผลิก็ต้องส่งเจ้าเจ็ดเข้าสำนักศึกษา ค่าเล่าเรียนสิบหกตำลึงนั้นยังไม่มีเลย
ถึงตอนนั้นต้องอาศัยอยู่ในตำบลก็ต้องเช่าที่พัก ค่าอยู่ค่ากินล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น
เฮ้อ…นางพูดออกไปคำโตขนาดนั้นก็ต้องยุ่งหน่อยแล้ว
เข้าตำบลมาสักครั้งย่อมไม่ได้มาซื้อแค่ผ้าพับ แต่ยังซื้อของจำพวกน้ำมัน เกลือและของจำเป็นอื่น ๆ กลับมาด้วย วางกองไว้บนเกวียนเทียมวัว เมื่อเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านสกุลจูก็ดึงดูดสายตาคนผ่านไปมาไม่น้อย
คนอื่น ๆ ซุบซิบกันขึ้นมา “สกุลจูรวยแล้ว บนเกวียนนั้นมีของเยอะแยะเชียวล่ะ”
“ใช่น่ะสิ ลำพังผ้าฝ้ายก็มีหลายพับแล้ว”
“แต่แปลกจริง ๆ พวกเขาซื้อแต่ผ้าสีขาว”
“แปลกตรงไหน เจ้าลืมไปแล้วรึ สร้อยข้อมือหลากสีที่ครอบครัวสกุลจูขายกัน พวกเขาก็ย้อมเองทั้งนั้น”
……
ครั้นได้ยินว่าครอบครัวสกุลจูย้อมสีผ้าเป็นก็มีคนจิตใจหวั่นไหว แสดงว่าพวกเขาเองก็สามารถซื้อผ้าฝ้ายสีขาวมาให้คนสกุลจูช่วยย้อมสีผ้าให้ได้ด้วยน่ะสิ?
ถึงแม้จะไหว้วานให้ผู้อื่นช่วยก็ต้องให้อะไรเป็นการตอบแทน แต่ก็คงถูกกว่าซื้อผ้าสีกระมัง?
หญิงปากสว่างข้างบ้านกลอกตาไปมา กลับเรือนไปค้นกล่องเก็บเงินของตนเอง
จูหย่งหนิงสามีของนางมาเห็นเข้าก็ประหลาดใจ “เจ้านับเงินทำไม? ยังเหลือเวลาอีกสักพักกว่าจะได้ซื้อของสำหรับปีใหม่นี่นา”
“ใครว่าข้าจะซื้อของฉลองปีใหม่?” หญิงปากสว่างพูดเสียงเบา “เจ้าไม่เห็นหรือ วันนี้ครอบครัวของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ซื้อผ้าขาวมาตั้งมากมาย”
จูหย่งหนิงชะงักไป “พวกเขาต้องจัดงานศพ[1] ? ใครตายงั้นหรือ?”
“งานศพอะไรของเจ้า คนเขาย้อมสีผ้าเป็นต่างหาก ข้าบอกเจ้าก็ได้ว่าผ้าขาวราคาถูกกว่าผ้าสีมาก ๆ เชียวล่ะ พวกเขาคนเยอะขนาดนั้นซื้อผ้าขาวจำนวนมากกลับมาย้อมกันเอง ไม่รู้ว่าประหยัดเงินไปได้ตั้งเท่าไหร่…” หญิงปากสว่างคำนวณเล็กน้อย บอกว่าผ้าทั่วไปราคาสิบหกเหรียญต่อหนึ่งชุ่น ถ้าซื้อผ้าขาวจำนวนมากจะลดราคาเหลือสิบเหรียญก็เป็นไปได้ เจ้าคิดเองแล้วกันว่านั่นประหยัดเงินได้ตั้งเท่าไหร่?
“พวกเขาซื้อกันทุกคน?” จูหย่งหนิงลองนับดู ครอบครัวจูเหล่าโถวมีสมาชิกสิบกว่าคน เสื้อผ้าสำหรับหนึ่งคนใช้ผ้าประมาณห้าหกชุ่น ค่าผ้าสำหรับตัดชุดให้คนคนเดียวก็ซื้อเนื้อได้หลายมื้อแล้ว
แต่ก็ต้องมีเงินก่อนจึงจะสามารถซื้อผ้าตัดชุดใหม่ให้ทุกคนในครอบครัวได้จริงไหม?
เช่นครอบครัวของพวกเขา แต่ไหนมาก็เพียงตัดชุดใหม่ให้คนโต พอคับแล้วก็ค่อยเอาให้คนตัวเล็กกว่าใส่ ชุดเดียวใส่กันได้หลายคน
“แน่นอน” ภรรยาของจูหย่งหนิงกล่าว “วันนี้เจ้าไม่ได้ออกไปดู ผู้อื่นเขานั่งเกวียนเทียมวัวกลับมา บนเกวียนมีของเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่ผ้า ยังมีของอย่างอื่นอีกกองพะเนิน สกุลจูรวยแน่นอนแล้ว”
จูหย่งหนิงพูดเสียงเบา “คนเขาถ้าไม่ขายเต้าหู้ก็ขายลูกชิ้นกากเต้าหู้ ต้องมีเงินอยู่แล้วสิ?”
หญิงปากสว่างอิจฉายิ่งนัก แต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูมาเหมือนกัน ชีวิตของอีกฝ่ายกลับดีวันดีคืน ทำไมตนเองถึงแต่งให้ผู้ชายไร้ประโยชน์แบบนี้นะ?
อีกด้านหนึ่ง จูต้า จูเอ้อร์ และจูซานรู้แต่แรกแล้วว่าวันนี้พวกสตรีในเรือนออกไปทำอะไรกัน เมื่อเห็นว่าเวลาพอสมควรแล้ว พวกเขาจึงกลับมารอที่เรือน
แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อถึงเวลาก็ได้ยินเสียงมาจากหน้าประตูเรือน
พวกเขารีบออกมาดู ข้าวของเต็มเกวียนพวกนั้นทำให้พวกเขายินดีสุดประมาณ
“ท่านแม่ ซื้อของมาเยอะขนาดนี้เชียว!” จูซื่อกับจูอู่ที่อายุยังน้อยอยู่กระวีกระวาดเข้ามาช่วยขนของ
เหล่าสตรีสกุลจูมีท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ถือของชิ้นเล็ก ๆ ลงมาจากเกวียน ทิ้งของชิ้นใหญ่ให้พวกบุรุษช่วยกันขน
แม้แต่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ยังถือถังหูลู่กันคนละไม้
ว่ากันตามตรงแล้ว ถังหูลู่ไม้ละสองอีแปะ หลิ่วซื่อตัดใจซื้อไม่ลงจริง ๆ กลับเป็นเย่อวี๋หรานที่ซื้อให้หลานชายทั้งสอง
“ท่านย่า พวกข้าอยากออกไปเล่นขอรับ”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารอไม่ไหวแล้ว อยากเอาไปอวดเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านใจจะขาด ใครว่าพวกข้าไม่ได้กินถังหูลู่? ฮึ! เห็นหรือยัง พวกเจ้าพี่น้องทั้งครอบครัวได้กินไม้เดียว แต่พวกข้าได้กินคนละไม้เชียวนะ
เย่อวี๋หรานโบกมือไม่สนใจพวกเขา
เด็ก ๆ จะชอบเล่นซนบ้างก็ไม่แปลก
ตอนนี้เด็กสองคนนั้นไม่ค่อย ‘กลัว’ นางแล้ว กล้ามาร้องขอกับนาง นางคิดว่านี่เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง
“ขอบคุณท่านย่า พวกข้าจะกลับมาก่อนกินข้าวเย็นแน่นอนขอรับ” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารับปากเย่อวี๋หราน
หลิ่วซื่อรีบกำชับพวกเขาว่าอย่าไปเล่นริมแม่น้ำ อย่าปีนต้นไม้ อย่า…เอาเป็นว่าห้ามพวกเขาทำเรื่องอันตรายทั้งมวล
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่ได้ฟังใส่หู ปากรับคำอยู่แต่ตัววิ่งปร๋อไปไกลลิบ
“ฮ่า ๆๆๆ…เจ้าเด็กสองคนนั้นดีใจสุดขีดแล้ว” จูอู่ยิ้มแล้วพูดต่อ “ท่านแม่ วันนี้ทำไมท่านถึงมือเติบขนาดนี้ ซื้อถังหูลู่ให้พวกเขาด้วย? ถังหูลู่หนึ่งไม้แลกไข่ไก่ได้หนึ่งฟองเลยนะขอรับ”
“ข้าซื้อไม่ได้หรือไร? ข้าเอ็นดูหลานตัวเอง ยังต้องมาถามเจ้าก่อนรึ?”
“แหะ ๆๆ…ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ก็แค่อยากรู้เท่านั้น เพราะปกติท่านแม่ไม่ได้มือเติบเช่นนั้นนี่นา”
“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าวันนี้ตอนไปตลาดเกิดเรื่องดีขึ้นน่ะสิ” หลี่ซื่อยิ้มแย้มกล่าวอยู่ข้าง ๆ
“เรื่องดีอะไร?” จูอู่ถาม
“ไปถามเมียเจ้า”
จูอู่หันไปถามหลินซื่อ
หลินซื่อมีรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าพลางกล่าวว่า “ต่อจากนี้ไปครอบครัวเราจะมีการค้าที่ทำเงินได้เดือนละสิบสี่ตำลึงแล้ว”
“อะไรนะ?! สิบสี่ตำลึง?!” จูอู่เบิกตากว้าง ไม่กล้าเชื่อสิ่งที่ได้ยิน “เงินเยอะขนาดนี้? จริงหรือเปล่าเนี่ย?”
“จริงแท้แน่นอน” จากนั้นหลินซื่อจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องราวให้ฟังในทันที
จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน และจูซื่อก็พลอยกางหูฟังไปด้วย
พวกเขาแต่ละคนล้วนเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อ มารดาออกไปข้างนอกรอบเดียวก็หารายได้มาให้ครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ
หรือมารดาของพวกเขาจะเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ซุกซ่อนอยู่ในเรือนกันนะ?
จูซานตาเป็นประกาย เขานึกถึงเรื่องที่มารดาเคยพูดไว้ว่าจะส่งจูชีเข้าสำนักศึกษา ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าเป็นไปไม่ค่อยได้ แต่ถ้าท่านแม่ ‘ยอดเยี่ยม’ เช่นนี้ต่อไป เงินค่าเล่าเรียนสิบหกตำลึงก็ดูไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว
ฉับพลันนั้นก็รู้สึกว่าจิตใจพลันเบิกบานขึ้นมา อยากให้เรื่องนี้เป็นจริงในเร็ววัน
ครั้นขนของกลับมาและพักผ่อนสักครู่ เย่อวี๋หรานก็เริ่มแจกจ่ายผ้าให้แต่ละครอบครัวแล้วคิดบัญชีกับทุกคน จากนั้นก็แจ้งให้ทุกคนทราบว่าตนเองยืมกองกลางไปเป็นเงินจำนวนเท่าใด
แม้ว่ากองกลางจะมีเงินอยู่ แต่ก็ไม่ได้มากเท่าเงินในมือหลี่ซื่อ นางรับผิดชอบเรื่องการขาย กล่าวได้ว่าทุกครั้งที่ครอบครัวขายอะไรได้ นางก็จะมีรายรับเข้ามา
ใช่แล้ว มีเพียงการค้าคันไถนาก้านโค้งและการค้าแป้งชาดในตำบลคราวนี้ที่เย่อวี๋หรานเป็น ‘คนกลาง’ และหลี่ซื่อไม่ได้เงินจากส่วนนี้
แต่หลี่ซื่อก็ไม่ถือสา นางมีวันนี้ได้ก็เพราะแม่สามี นางคงโง่แล้วถ้าจะโกรธแม่สามีเพียงเพราะเรื่องนี้
[1] ในสมัยโบราณ คนจีนจะใส่ชุดขาวในงานศพ จึงเรียกงานศพว่า 白事 (白 แปลว่า ขาว ; 事 แปลว่า เรื่อง, งาน, พิธี)