ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 139 ไหว้วานเสี่ยวเม่ยย้อมสีผ้า
บทที่ 139 ไหว้วานเสี่ยวเม่ยย้อมสีผ้า
ครั้นแจกจ่ายผ้าเสร็จแล้วก็ย้อมสีผ้า
เย่อวี๋หรานแสดงเจตนาว่าให้ทุกคนจ่ายเงินค่าเหนื่อยให้จูปาเม่ยคนละหนึ่งเหรียญ เรื่องนี้ให้จูปาเม่ยไปจัดการ อย่างไรเสียในครอบครัวก็มีเพียงจูปาเม่ยที่มีของสำหรับย้อมสีผ้า แม้ว่าพวกนางจะช่วยทำบ้าง แต่ก็คงจะยุ่งกับเรื่องอื่นมากกว่า ไม่มีเวลามาดูเรื่องนี้
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ และหลี่ซื่อย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง เงินที่พวกนางหาได้จากการช่วยทำชาดและแป้งผัดหน้าพวกนี้ย่อมมากกว่าหนึ่งเหรียญอยู่แล้ว
เรื่องที่สกุลจูเริ่มย้อมสีผ้ากันเองลือไปทั่วหมู่บ้านสกุลจูอย่างรวดเร็ว มีคนไม่น้อยที่คิดเหมือนภรรยาของจูหย่งหนิง อยากให้สกุลจูช่วยย้อมสีผ้า
แต่คนอื่นไม่ได้รอบคอบเท่าภรรยาของจูหย่งหนิง ไม่ถามสักคำก็เข้าตำบลไปแอบซื้อผ้ากลับมาแล้ว
“คือว่า จูต้าเหนียง พวกท่านกำลังย้อมผ้ากันอยู่ใช่ไหม?” ภรรยาของจูถงฮว่าเอาเงินมาให้ครอบครัวสกุลจูเป็นระยะอยู่แล้ว (ค่ารักษาของจูชี) นางจึงใช้โอกาสนี้มองผ้าที่ตากอยู่ในลานเรือนพร้อมถามหยั่งเชิง
“อืม ครอบครัวพวกข้าไม่ได้ตัดชุดใหม่กันมาหลายปีแล้ว ปีนี้ความเป็นอยู่อุตส่าห์ดีขึ้นมาบ้าง ข้าจึงตัดสินใจให้ลูกสะใภ้ซื้อผ้าขาวกลับมา แล้วให้เสี่ยวเม่ยช่วยย้อมสีผ้า” เย่อวี๋หรานไม่ได้ปิดบัง นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทุกคนล้วนลำบาก ผ้าขาวราคาถูกกว่าผ้าสี ครอบครัวข้ามีคนมาก ทำแบบนี้ค่อยช่วยประหยัดเงินได้หน่อย”
“เสี่ยวเม่ยเก่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่านางทำชาดและแป้งผัดหน้าด้วย ตอนนี้กระทั่งย้อมผ้าก็ยังทำเป็น จูต้าเหนียง ท่านช่างมีวาสนานัก” ภรรยาของจูถงฮว่าเอ่ยชมจูปาเม่ยหลายคำ
เย่อวี๋หรานยิ้มรับแล้วพูดว่า “กล่าวกันว่าลูกสาวจึงจะเป็นแก้วตาดวงใจของมารดา เสี่ยวเม่ยตอนเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว ดื้อไปหน่อย ตอนนี้ค่อย ๆ โตขึ้นแล้ว รู้ความแล้ว รู้จักแบ่งเบาภาระคนในครอบครัว ฝีมือเท่านั้นของนางไม่กล้าบอกว่าสูงส่งอะไร แต่ว่าในสถานที่ชนบทอย่างพวกเราก็ไม่ได้พิถีพิถันอะไรอยู่แล้ว แค่ใช้งานได้ก็พอ”
“ใช้งานได้อะไรกัน จูต้าเหนียง ข้ากล้าพูดเลยว่าในหมู่บ้านละแวกนี้ไม่มีใครเก่งกาจเท่าเสี่ยวเม่ยของท่านอีกแล้ว” เมื่อก่อน คนในหมู่บ้านใครบ้างไม่พูดว่าจูปาเม่ยนิสัยเปราะบาง แต่งไม่ออก?
แต่ตอนนี้ดูแล้ว จูปาเม่ยอายุเท่านี้ก็สามารถหาเงินเข้าครอบครัวได้ คนที่ชมเชยนางจึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้แต่ภรรยาของจูถงฮว่าซึ่งเพิ่งกลับมาจากบ้านมารดา ยังมีคนมาสอบถามเรื่องจูปาเม่ยจากนาง
เมื่อเย่อวี๋หรานได้ยินนางพูดถึงเรื่องนี้ก็ส่ายศีรษะ “ไม่ได้ เสี่ยวเม่ยยังเล็กอยู่ ถ้าจะพูดเรื่องมงคลต้องรออีกสักหลายปี”
“ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน” เรื่องที่จูต้าเหนียงรักลูกสาวเป็นที่รู้กันทั่วหมู่บ้านสกุลจู ภรรยาของจูถงฮว่าจะรับปากเป็นแม่สื่อให้ผู้อื่นโดยไม่มีหัวคิดได้อย่างไร?
อย่าโง่ไปหน่อยเลย ครอบครัวไม่มีอะไรสักอย่างยังอยากมาสู่ขอลูกสาวผู้อื่น ผู้อื่นไม่ไล่เจ้าออกไปก็ดีเท่าไหร่แล้ว
ภรรยาของจูถงฮว่ากล่าวว่า “ข้าฟังมาว่าฐานะครอบครัวของทางนั้นก็ไม่นับเป็นอย่างไร จึงได้ปฏิเสธให้แล้ว พวกเขาคิดอะไรอยู่ข้าจะไม่รู้เชียวหรือ? คงจะคิดว่าจูปาเม่ยมีความสามารถ อาศัยว่านางยังเด็กอยู่ ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ก็เลยคิดจะเอาเปรียบน่ะสิ”
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าจูปาเม่ยที่ก่อนนี้ยังถูกคนรังเกียจอยู่เลย ตอนนี้กลับกลายเป็นที่หมายปองเสียแล้ว
เห็นทีนางจำเป็นต้อง ‘ล้างสมอง’ จูปาเม่ยสักหน่อย ไม่ให้เด็กคนนี้ถูกบุญคุณเล็กน้อย ‘หลอกลวง’ ไปอีก
“อืม เจ้าช่วยพูดแทนข้าหน่อยก็แล้วกันว่า เสี่ยวเม่ยบ้านข้าอายุไม่ครบสิบสาม ไม่เจรจางานมงคล” เย่อวี๋หรานอยากบอกว่าอายุครบสิบแปด แต่เมื่อพิจารณาถึงว่าในยุคสมัยนี้อายุสิบสามสิบสี่ก็แต่งงานได้แล้วจึงลดมาตรฐานลงมา
การลดมาตรฐานเช่นนี้ก็ลดแต่เพียงผิวเผิน รอจนถึงตอนที่ดูตัวกันจริงจัง ดีที่สุดคือรอให้จูปาเม่ยครบสิบแปดเสียก่อนค่อยแต่งงาน
หรือถ้าไม่ได้จริง ๆ สิบหกปีก็น่าจะได้กระมัง?
“คือว่า จูต้าเหนียง ผ้าขาวราคาถูกขนาดนั้น ถ้าจะให้เสี่ยวเม่ยช่วยย้อมสีผ้าให้หน่อยจะได้หรือไม่?” ภรรยาของจูถงฮว่ารีบเอ่ย “ท่านวางใจ จะต้องไม่ให้เสี่ยวเม่ยทำงานเปล่า ๆ แน่นอน สิ่งที่ควรให้พวกข้าย่อมให้แน่นอนอยู่แล้ว หลัก ๆ ก็คือครอบครัวพวกข้าไม่ได้ตัดชุดใหม่มานาน ทั้งยังต้องจ่ายค่ารักษาของจูชีให้บ้านเจ้าอยู่เรื่อย ๆ คือว่า…พวกข้าก็ไม่ได้มีเงินมากมาย จึงคิดว่า อีกเดี๋ยวก็จะถึงปีใหม่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็อยากจะทำชุดใหม่ให้เด็ก ๆ สักหน่อย”
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองอีกฝ่าย เข้าใจเสียทีว่าเหตุใดครานี้ถึงเอาเงินมาให้เป็นนานแล้วยังไม่จากไป ที่แท้ก็เพื่อเรื่องนี้เอง
“ได้ ถ้าเจ้าซื้อผ้าแล้วก็เอามาส่งที่นี่ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าเสี่ยวเม่ยยังเด็กอยู่ ข้าไม่อาจรับประกันได้ว่าย้อมสีออกมาแล้วจะสวยงาม” เย่อวี๋หรานกล่าว
ภรรยาของจูถงฮว่าพูดขึ้นทันที “เรื่องนี้ไม่เป็นไรเลย อย่างไรเสียก็ให้เด็กใส่ อะไรก็ได้ ต้องขอบคุณท่านจริง ๆ จูต้าเหนียง”
“ไม่ต้องขอบคุณ คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น นอกจากนี้ก็ไม่ได้ทำงานให้เจ้าเปล่า ๆ เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว”
ภรรยาของจูถงฮว่าได้คำตอบมาแล้ว ตอนที่ออกมาจากเรือนสกุลจูจึงมีสีหน้ายินดี
ภรรยาช่างจ้อของจูหย่งหนิงซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเห็นเข้าก็ร้องทักพลางกวักมือเรียก
“อะไรหรือ? ท่านมีธุระกับข้า?” ภรรยาของจูถงฮว่าเดินเข้ามาหา
“เจ้ามาเรือนพวกเขาอีกแล้ว? มาส่งเงินล่ะสิ?” หญิงปากสว่างยืนถามอยู่ตรงประตูเรือน
ภรรยาของจูถงฮว่ามีสีหน้าเจื่อนลง “นี่เป็นเพราะ…จูต้าเหนียงเป็นคนดี ไม่ได้ให้พวกข้าจ่ายค่ารักษาของจูชีในคราวเดียว พวกข้าจึงสามารถทยอยจ่ายทีละน้อยได้”
ครอบครัวตนเองยังต้องเก็บเงินไว้กินข้าว ย่อมไม่อาจเอามามอบให้ทั้งหมดได้
ขอเพียงครอบครัวของพวกนางไม่ทำเกินไป จูต้าเหนียงก็ไม่ได้เอ่ยปากพูด ทำให้ภรรยาของจูถงฮว่าหายใจหายคอได้
หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ครอบครัวพวกนางก็ขายข้าวที่เกี่ยวได้ออกไปเล็กน้อย ทั้งยังรีบเร่งเก็บดอกไม้สดมาขายให้สกุลจู มิเช่นนั้นก็ไม่มีปัญญาเก็บเงินจำนวนนั้นมาได้จริง ๆ
“ข้าไม่ได้ถามเจ้าเรื่องนี้ เจ้าไปเรือนสกุลจูคงเห็นผ้าที่พวกเขาตากไว้ในลานเรือนแล้วกระมัง? เสี่ยวเม่ยบ้านพวกเขาย้อมเอง ตอนข้าเดินผ่านไปทางนั้นก็เห็นเหมือนกัน” หญิงปากสว่างจะไม่รู้เรื่องที่จูถงฮว่าติดค้างค่ารักษากับสกุลจูได้อย่างไร แต่นี่กลายเป็นอดีตไปนานแล้ว รื้อขึ้นมาพูดก็ไม่น่าสนใจ ตอนนี้นางสนใจเรื่องอื่นมากกว่า
“หา ใช่แล้ว ข้าเห็น ทำไมหรือ?”
“เจ้าได้ถามนางไหมว่า ถ้าซื้อผ้าขาวมาให้เสี่ยวเม่ยช่วยย้อมจะได้หรือไม่?” หญิงปากสว่างถามหยั่งเชิง
“ถามแล้ว” ภรรยาจูถงฮว่ากล่าว “จูต้าเหนียงรับปากแล้ว ข้าตั้งใจว่ากลับไปแล้วพรุ่งนี้ค่อยเข้าตำบลไปซื้อผ้าสักหลายฉื่อมาตัดชุดใหม่ให้เด็ก ๆ ครอบครัวพวกข้าฐานะไม่ดี ทั้งยังมีหนี้ต้องจ่ายให้สกุลจู แค่พอจะเจียดมาซื้อผ้าให้พวกเด็ก ๆ ได้ ส่วนผู้ใหญ่คงไม่ตัดแล้ว…”
ภรรยาของจูถงฮว่าระวังตัวยิ่งนัก กลัวว่าคนอื่นจะหาว่านางบิดพลิ้วไม่ยอมจ่ายหนี้ให้สกุลจู จึงรีบพูดออกมาให้ชัดเจนว่าเป็นเพราะเด็ก ๆ ไม่มีชุดใส่แล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ จึงจำเป็นต้องตัดชุดใหม่ให้พวกเขา
ผู้ใหญ่ไม่มีใส่ แต่ก็ไม่อาจให้เด็กเล็กต้องพลอยลำบากไปด้วยกระมัง?
หญิงปากสว่างเก็บงำแผนการของตนเองเอาไว้ ชวนคุยสัพเพเหระกับนางครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยให้คนจากไป
จากนั้นนางก็ขนผ้าขาวออกมาจากในเรือน หาตะกร้าสะพายหลังมาใส่ ทั้งยังเอาหญ้าแห้งคลุมเอาไว้ จากนั้นแอบมาที่เรือนสกุลจูอย่างเงียบ ๆ
เย่อวี๋หราน “…”
“ฮ่า ๆๆ…เจ้ายุ่งอยู่หรือ” หญิงปากสว่างแบกตะกร้าสะพายหลังยืนอยู่ในเรือนของผู้อื่น นางหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง