ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 141 ปล่อยมือจากชีวิตดี ๆ
บทที่ 141 ปล่อยมือจากชีวิตดี ๆ
“หา ทำไมต้องคิดเงินด้วยล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อฉงนใจ “ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ท่านพูดว่าทุกคนล้วนเป็นคนบ้านเดียวกัน ไม่ว่าพวกเขาจะให้อะไรมาก็ได้ทั้งนั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ข้าบอกบ้านเดิมไปแล้วด้วยว่าถ้าส่งผ้ามาให้เอาไข่ไก่สักหลายฟองมาก็ได้ ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยของเสี่ยวเม่ย”
“ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่อง เจ้าออกไปพูดสักหน่อยข้าจะได้สบายใจ”
หลี่ซื่อเห็นว่าแม่สามีไม่ได้จะเก็บเงินคนจากบ้านเดิมของนางจึงไม่สนใจอีก รอต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่นเสร็จกลับมาแล้วก็เรียกพวกเขาออกไปข้างนอกด้วยกัน
และเมื่อออกไปคราวนี้ หลี่ซื่อก็พบว่าหญิงปากสว่างไม่ใช่คนดีเลยจริง ๆ
ไม่รู้ว่านางพูดกับคนในหมู่บ้านไว้ว่าอย่างไรบ้าง แต่ละคนจึงวิ่งเข้ามาถามนางว่าเสี่ยวเม่ยช่วยคนย้อมสีผ้าหาเงินได้เท่าไหร่แล้ว
หลี่ซื่อโมโหจนแทบกระอัก “หาเงินอะไรกัน? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเสี่ยวเม่ยบ้านข้าต้องลงแรงและเวลาไปเท่าไหร่เพื่อย้อมสีผ้า? ทำเรื่องพวกนั้นยังหาเงินได้ไม่เท่าทำชาดหรือแป้งผัดหน้า แม้แต่ถักสร้อยข้อมือยังหาเงินได้เยอะกว่าเสียอีก ถ้าไม่ใช่เพราะทุกคนเป็นคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังเตรียมฉลองปีใหม่กันอยู่ เสี่ยวเม่ยยังคร้านจะทำเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ”
หลังจากพูดว่าเหน็ดเหนื่อยไม่คุ้มค่าทำแค่ไหน นางก็พูดตามที่เย่อวี๋หรานกำชับไว้ด้วยการบอกค่าย้อมสีผ้า
ฐานะแต่ละบ้านเป็นอย่างไรทุกคนล้วนรู้กันดี ผ้าสำหรับตัดเสื้อผ้าหนึ่งชุดต้องใช้กี่ฉื่อ? ผ้าขาวราคาฉื่อละสิบเหรียญรวมกับเงินหนึ่งเหรียญ ค่าย้อมสีผ้าก็แค่ฉื่อละสิบเอ็ดเหรียญเท่านั้น ถ้าเป็นผ้าสี อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินสิบหกเหรียญ นั่นจึงจะเรียกว่าเปลืองเงินอย่างแท้จริง
นางให้ทุกคนลองคิดกันเอาเอง ถ้าว่ากันตามนี้ พวกเขาตัดชุดใหม่หนึ่งชุดประหยัดเงินไปได้ตั้งเท่าไหร่?
ถ้าตัดสามชุดสำหรับคนทั้งครอบครัว เมื่อเทียบกับผ้าสีแล้ว ส่วนต่างสามารถนำไปซื้อเนื้อได้มื้อหนึ่งเลยทีเดียว
“นี่ยังเรียกว่าแพง? เงินค่าย้อมผ้าสำหรับเสื้อผ้าหนึ่งชุดก็แค่ราคาไข่ไก่สองสามฟองเท่านั้น ถ้าย้อมสีผ้าสำหรับทั้งครอบครัวยังมีส่วนลดให้ ประหยัดกว่าพวกเจ้าซื้อผ้าสีมาเองแน่นอน”
หลี่ซื่อให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
“ทำไมข้าได้ยินมาว่าถ้าเอาผ้าไปให้บ้านพวกเจ้าย้อมต้องจ่ายเท่าราคาที่ซื้อผ้าสีจากร้านขายผ้าเลยล่ะ?” มีคนเริ่มกังขา
หลี่ซื่อทอดถอนใจและกล่าวว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? ใครจะไปรู้ว่าเจ้าได้ยินใครพูดมา”
นางไม่ได้พูดชื่อหญิงปากสว่างออกมาตรง ๆ แค่พูดว่าวันนี้มีคนแบกตะกร้าใบเขื่องมาที่เรือน เป็นตะกร้าแบบที่ใหญ่ที่สุดซึ่งทุกเรือนล้วนมีใช้กันนั่นแหละ อยากจะให้ช่วยย้อมสีผ้าโดยไม่ให้อะไรตอบแทน หนังหน้านับว่าหนายิ่งนัก ครอบครัวพวกนางย้อมสีผ้าต้องเตรียมสิ่งของมากมาย ต้องจุดไฟต้มน้ำ ต้มของต่าง ๆ นานา ยังต้องเอามาผึ่งให้แห้ง เตรียมการอยู่เกือบครึ่งเดือน ไม่รู้ว่าทำให้เสียเวลาทำงานอย่างอื่นในเรือนตั้งเท่าไหร่ แบบนี้แล้วยังกล้ามาเรียกร้องให้พวกนางทำให้โดยไม่คิดเงิน?
“ต่อให้เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันก็ไม่ทำให้กันเปล่า ๆ แบบนี้”
หลี่ซื่อให้ทุกคนลองคิดดู มีครอบครัวไหนสมาชิกเยอะแบบสกุลจู จำเป็นต้องซื้อผ้าเยอะเท่านี้บ้าง? และมีครอบครัวไหนตัดใจซื้อผ้ามากมายขนาดนั้นเอามาตัดเสื้อผ้าได้ลง?
แค่ฟังก็รู้แล้วว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล
คนไม่น้อยเริ่มได้สติ ไม่ใช่สิ หญิงปากสว่างไม่ได้พูดไว้แบบนี้นี่นา
พวกเขาว่าแล้วเชียว เห็นได้ชัดว่าให้สกุลจูย้อมสีผ้าให้ช่วยประหยัดเงินได้ ไฉนพอเข้าปากหญิงปากสว่างแล้วกลับกลายเป็นว่าต้องจ่ายเท่ากับผ้าสีที่ขายอยู่ในร้านเสียเล่า?
ที่แท้ก็มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่นี่เอง
จุ๊ ๆๆๆ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก คนเขาไม่เอาเปรียบกันแบบนี้หรอกนะ
มีคนยิ้มถามหลี่ซื่อว่าครอบครัวของนางช่วยย้อมสีผ้าให้ได้จริง ๆ ใช่หรือไม่ ของพวกเขาไม่เยอะอะไร แค่คิดไว้ว่าจะตัดชุดให้เด็ก ๆ สักชุด คาดว่าคงใช้ผ้าไม่กี่ฉื่อ
“ถ้าผ้าของเจ้าแค่ไม่กี่ฉื่อก็เอาไข่ไก่สองสามฟองมาก็พอ ลดของกินลงเล็กน้อยก็สามารถทำชุดใหม่ให้เด็ก ๆ ได้ คุ้มจะตายไป พวกเจ้าลองไปถามหมู่บ้านอื่นดูก็ได้ว่าพวกเขามีเรื่องดีแบบนี้เหมือนหมู่บ้านของพวกเราหรือไม่?”
ทุกคนครุ่นคิดแล้วก็เห็นด้วย
ทันใดนั้นก็มีคนนึกขึ้นได้ จึงถามว่าช่วยย้อมสีผ้าให้บ้านมารดาของตนเองด้วยได้หรือไม่ บ้านมารดาของนางมีกันอยู่ไม่กี่คน ใช้ผ้าแค่ไม่กี่ฉื่อแน่นอน พอเอามาตัดชุดให้เด็ก ๆ ได้เท่านั้น
“นี่ไม่เป็นไรเลย สิ่งที่สำคัญคือเรื่องสีต่างหาก พวกเราต้องพูดกันให้ชัดเจนก่อน อย่างไรเสียพวกข้าก็ไม่ได้เปิดร้านขายผ้า แค่อยากอำนวยความสะดวกให้คนบ้านเดียวกันเท่านั้น ช่วยทุกคนประหยัดเงิน มิเช่นนั้นก็คงไม่ทำเรื่องยุ่งยากพวกนี้แล้ว” หลี่ซื่อกล่าว “ส่วนเรื่องสี พวกข้าไม่อาจรับประกันได้เต็มสิบส่วน พวกข้าก็แค่ย้อมสีกันเองตามมีตามเกิด ผลลัพธ์ย่อมด้อยกว่าร้านผ้าย้อมเองอยู่แล้ว ถ้าครอบครัวไหนฐานะดี พิถีพิถัน อยากได้แบบที่สีสันสวยงาม ก็ไม่ควรมาหาพวกข้า พวกข้าแค่ช่วยย้อมสีเล็กน้อย แค่พอกล้อมแกล้มใช้งานได้ก็เท่านั้น”
จูปาเม่ยคล้ายว่าจะมีพรสวรรค์ด้านสีสันพวกนี้ จึงมีความเข้าใจเรื่องสีอย่างมาก แต่ว่าย้อมสีผ้าต่างจากการย้อมสีสร้อยข้อมือหรือทำชาดอยู่บ้าง หลี่ซื่อเกรงว่าจูปาเม่ยอาจพลาดได้ จึงพูดเผื่อไว้ให้นางด้วย
ทุกคนได้ยินเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ไม่ใส่ใจ “แค่ไม่ใช่สีขาวก็พอแล้ว”
สาเหตุที่ผ้าขาวราคาถูกก็เพราะว่าพวกมันมีสีขาว ใช้แค่สำหรับงานศพและเอามาทำเป็นชุดซับในเท่านั้น
แต่ว่าด้วยฐานะยากจน จะตัดใจซื้อผ้าเนื้อดีมาทำเป็นชุดซับในได้อย่างไร? ทำได้เพียงเอาชุดที่ไม่ได้ใช้แล้วมาตัด ๆ แต่ง ๆ สวมไว้ด้านในทำเป็นชุดซับใน แล้วสวมเสื้อผ้าที่ดีหน่อยทับด้านนอกอีกที
คนเราต้องการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ จึงต้องทำให้ตนเองดูดีสักหน่อย
ตอนนี้ดียิ่งนัก ครอบครัวสกุลจูช่วยย้อมผ้าให้ได้ ต่อให้ผ้าหนึ่งฉื่อต้องใช้เงินหนึ่งเหรียญ แต่ย่อมราคาถูกกว่าซื้อผ้าสีมาเองแน่นอน ผ้าหนึ่งฉื่อสามารถประหยัดเงินได้ตั้งห้าเหรียญ นี่เป็นเรื่องดีมากเลยไม่ใช่หรือ?
ถ้าอะไร ๆ อำนวยสักหน่อย ทุกคนยังไม่ทำชุดใหม่ก็สามารถเจียดค่าตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เด็กเล็กสักชุดออกมาได้แน่นอน
บรรดาลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาหมู่บ้านสกุลจูคนไหนบ้างไม่อยากให้บ้านมารดาของตนเองได้ประโยชน์ด้วย ถ้าไม่ไหว้วานคนไปบอกก็หาข้ออ้างกลับบ้านเดิมสักรอบ เอาเรื่องนี้ไปบอกกับมารดา
“จริงรึ?!”
“จริงสิเจ้าคะ ท่านแม่ ท่านก็ลองประมาณดูสักหน่อยว่าซื้อผ้าเท่าไหร่จึงจะเหมาะ ถ้าไม่ทำชุดใหม่ให้ผู้ใหญ่คนเดียวก็สามารถเก็บค่าตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เด็กสักชุดได้แล้ว นี่เป็นเรื่องดีที่ในอดีตต่อให้ปรารถนาก็ไม่อาจได้มาเชียวนะเจ้าคะ”
คนบ้านมารดาที่ได้ทราบข่าวดีรีบค้นกล่องเงิน นับไปนับมาก็รู้สึกเหมือนตนเองได้กำไรเสียอย่างนั้น
ขณะนั้น จางเยียนกำลังแค้นใจอยู่ในเรือนของแม่เฒ่าเหมย
หลังจากข่าวที่นางถูกปลดเผยแพร่ออกไป คนในหมู่บ้านก็เอาแต่ชี้มือชี้ไม้มาที่นาง สถานการณ์ย่ำแย่จนถึงขั้นพอนางออกจากเรือนเป็นต้องถูกคนกลอกตาใส่
ทุกคนล้วนพูดกันว่านางโง่เง่า ปล่อยมือจากชีวิตดี ๆ แอบเอาตัวมาให้คนอื่น ‘เช่า’ ลับหลังแม่สามี คราวนี้เป็นอย่างไร สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลยล่ะสิ?
แม่เฒ่าเหมยทำน้ำแกงไข่และยกออกมาจากในครัวด้วยสีหน้าประจบเอาใจ “ลูกสะใภ้ มา ๆ วันนี้ข้าเก็บไข่มาได้ฟองหนึ่งเอามาให้เจ้าบำรุงร่างกาย”
“บำรุงอะไรกัน? มีแต่ท่านที่สนใจไข่ฟองเดียว ท่านไม่ได้ยินคนอื่นพูดกันหรือ บ้านแม่สามีข้าช่วยคนอื่นย้อมสีผ้าครั้งเดียวก็หาเงินค่าไข่ไก่ได้ตั้งหลายฟองแล้ว?” จางเยียนพูดกับนางอย่างโกรธเคือง “มีแต่ท่านที่ไม่ได้เรื่อง แค่ไข่ไก่ฟองเดียวก็ทำเสียราวกับว่าเก็บก้อนเงินได้ ประคองออกมาราวกับเป็นของล้ำค่าเสียเต็มประดา”
ระหว่างที่พูดก็ผลักแม่เฒ่าเหมยไปทีหนึ่งโดยไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“โอ๊ย ระวัง!” แม่เฒ่าเหมยเซไปเล็กน้อย ถ้วยที่ประคองอยู่ก็ร่วงหลุดมือ นางแตกตื่นจนรีบยื่นมือออกไปคว้าไว้ แต่ว่าน้ำแกงไข่ที่สาดออกมาล้วนเป็นของเหลวทั้งหมด นางจะคว้าไว้ได้อย่างไร?
น้ำแกงไข่ร้อน ๆ ที่เพิ่งยกขึ้นมาจากเตาลวกมือจนแดงเถือก นางคว้าอะไรไว้ไม่ได้ มีเพียงนิ้วมือที่เปื้อนไปหมด
เพล้ง!
ถ้วยกระเบื้องใบนั้นหล่นลงพื้นก็พลันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ