ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 140 ย้อมสีผ้าฉื่อละหนึ่งเหรียญ
บทที่ 140 ย้อมสีผ้าฉื่อละหนึ่งเหรียญ
“มีเรื่องอะไรหรือ?” สำหรับภรรยาของจูหย่งหนิงที่ชอบซุบซิบนินทาผู้อื่น เย่อวี๋หรานก็เหมือนกับเจ้าของร่างเดิม ไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้นางแม้แต่น้อย
แม้ว่าการที่สะใภ้สามทำอะไรอยู่ข้างนอกจะไม่ใช่สิ่งที่หญิงปากสว่างผู้นี้จะสอดมือเข้ามายุ่งได้ แต่หลี่ซื่อเคยแอบมากระซิบบอกนางว่าข้างนอกมีคนร่ำลือเรื่องจางเยียนสวมหมวกเขียวให้จูซานอยู่ อีกทั้งภรรยาของจูหย่งหนิงยังรู้เรื่องนี้ด้วย
นี่ยังต้องถามอีกหรือ ไม่ว่าจะเป็นตัวจูซานเองหรือว่าหลี่ซื่อ พวกเขาจะต้องไม่เอาไปพูดข้างนอกแน่นอน คนเดียวที่น่าจะแพร่งพรายออกไปได้เกรงว่าคงมีเพียงภรรยาของจูหย่งหนิงหญิงปากสว่างที่เป็นไปได้มากว่าจะเดาความจริงออก
เคราะห์ดีที่เย่อวี๋หรานตอบสนองรวดเร็ว ตัดไฟเสียแต่ต้นลม คนทั้งครอบครัวล้วนพูดตรงกัน หลี่ซื่อยังช่วยออกไปแก้ข่าวให้ มิเช่นนั้นคำเล่าลือจะกลายสภาพไปเป็นอย่างไรก็ยากจะบอกได้
“เอ่อ…ข้ามาเพราะมีธุระจริง ๆ นั่นแหละ” หญิงปากสว่างกล่าว
เย่อวี๋หรานไม่พูดอะไร
หญิงปากสว่างยิ่งวางตัวไม่ถูกมากกว่าเดิม ได้แต่หาทางลงให้ตัวเอง “ข้ามีธุระจริง ๆ พวกเราเข้าไปคุยกันในเรือนดีกว่า”
ระหว่างที่พูดก็มองไปทางเหล่าลูกสะใภ้สกุลจูที่กำลังทำงานอยู่ในลานเรือน นางมีท่าทางระแวดระวังยิ่งนัก
“ได้ งั้นก็เข้าไปพูดกันในเรือน” เย่อวี๋หรานเผยสีหน้าไร้อารมณ์ และหันกลับเข้าไปในเรือน
หญิงปากสว่างตามเข้าไปทันที
หลี่ซื่อกล่าวกับหลิ่วซื่อที่อยู่ข้าง ๆ เสียงเบา “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านว่าหญิงปากสว่างมาหาท่านแม่ทำไม?”
“ไม่รู้” หลิ่วซื่อพึมพำ สนใจแต่ดอกไม้ที่อยู่ในมือ
หลี่ซื่อได้ยินแล้วก็ถึงกับหมดอารมณ์ ถ้าหลินซื่อหรือเสี่ยวเม่ยอยู่ด้วยจะต้องคุยกับนางได้แน่นอน มีแต่พี่สะใภ้ใหญ่ที่ปิดปากสนิทตลอดเวลา น่าอึดอัดจะตายชัก
ครั้นเข้าไปในเรือนแล้ว เย่อวี๋หรานก็รินน้ำให้ภรรยาของจูหย่งหนิง
จวบจนยามนี้ หญิงปากสว่างจึงยอมวางตะกร้าบนหลังลง นางดื่มน้ำแล้วกล่าวอย่างหน้าหนาว่า “คือว่าเสี่ยวเม่ยย้อมผ้าเป็นไม่ใช่หรือ? ข้าอยากให้เสี่ยวเมยช่วยย้อมสีผ้าให้หน่อย เจ้าว่าได้หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองตะกร้าใบใหญ่ด้านหลังนาง “เจ้าคงไม่ได้หมายถึงของในตะกร้าใบนั้นทั้งหมดกระมัง?”
ดูเหมือนว่าตะกร้าใบใหญ่นั้นจะใส่ของเอาไว้ไม่น้อย
“ไม่ใช่ของบ้านข้าคนเดียว ยังมีของญาติสนิทมิตรสหายอีกไม่น้อย นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น…” หญิงปากสว่างแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “สรุปว่ามีกี่ครอบครัว? เป็นญาติของเจ้าทั้งหมด?”
“ใช่ เป็นญาติทางบ้านเดิมของข้าหมดเลย” หญิงปากสว่างยืนยัน
“แล้วเจ้าได้บอกญาติทางนั้นหรือไม่ว่าพวกข้าไม่ได้ย้อมสีให้เปล่า ๆ หรอกนะ?”
“อะไรนะ เก็บเงินด้วย?!” หญิงปากสว่างเบิกตากว้างในทันใด “พวกเราคนบ้านเดียวกันแท้ ๆ ทำไมต้องเก็บเงิน?”
“แล้วทำไมถึงจะไม่เก็บเงินเล่า?” เย่อวี๋หรานเริ่มมีน้ำโห “ของเจ้าก็ไม่ใช่แค่พับสองพับ ตะกร้าใหญ่ขนาดนั้น ทั้งยังไม่ใช่แค่ตะกร้าเดียวอีก เจ้าไม่รู้หรือว่าย้อมผ้านั้นนอกจากเปลืองแรงแล้วยังต้องเตรียมวัสดุสำหรับย้อมสีผ้าด้วย? เจ้าคิดว่าของพวกนี้หล่นลงมาจากฟ้างั้นรึ?”
“ต้องใช้สักเท่าไหร่เชียว? ก็แค่ใช้ของที่เหลือจากที่พวกเจ้าใช้ย้อมผ้า ย้อมให้แค่นี้ก็ไม่ได้? มันก็มีค่าเท่ากันไม่ใช่หรือไร” หญิงปากสว่างย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว นางรวบรวมผ้าพวกนี้มาอย่างยากลำบากเชียวนะ
นางรับเงินคนอื่นมาไม่เท่าไหร่เอง ถ้ายังต้องจ่ายให้สกุลจูอีก แบบนี้นางก็เสียแรงเปล่าน่ะสิ?
“จะค่าเท่ากันได้อย่างไร? มีใครบ้างไหว้วานให้บ้านข้าย้อมสีผ้าแล้วไม่ให้เงินหรือสิ่งของเล็กน้อยเป็นการตอบแทน? ผู้อื่นเขายังฝากย้อมผ้าแค่สำหรับสองสามคน แต่ของเจ้าสักสิบกว่าคนได้กระมัง ถ้าย้อมสีผ้าง่ายดายขนาดนั้น ทำไมเจ้าไม่ย้อมสีผ้าเองเสียเลยล่ะ?” เย่อวี๋หรานนับว่าหยั่งเชิงถามจนรู้เรื่องแล้ว
เจ้าของร่างเดิมจะไม่รู้เชียวหรือว่าฐานะครอบครัวของหญิงปากสว่างเป็นอย่างไร?
ทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่เมื่อนางย้อนเวลามาอยู่ในครอบครัวสกุลจูแล้ว สกุลจูจึงเริ่มมีรายรับเข้ามา ด้วยฐานะครอบครัวของหญิงปากสว่างจะย้อมสีผ้าได้สักเท่าไหร่กัน? คนในครอบครัวของจูหย่งหนิงไม่ได้มีเงินมากถึงเพียงนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หญิงปากสว่างยังมีนิสัยชอบเอาเปรียบคนอื่น เย่อวี๋หรานไม่คิดว่านางจะอาสาช่วยย้อมสีผ้าให้ผู้อื่นเพราะมีน้ำใจเร่าร้อนหรอกนะ
“ถ้าข้าย้อมผ้าเป็น ทำไมต้องมาหาเจ้าด้วย ข้าคงจะ…” ข้าคงทำการค้าเองแล้ว ยังจะต้องมาขอร้องเจ้าแบบนี้รึ? หญิงปากสว่างเกือบจะหลุดออกมาแล้ว “ข้าคงจะย้อมเองนานแล้ว ยังต้องมาหาเจ้ารึ? เจ้าก็เกินไปจริง ๆ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาตั้งหลายปี เจ้ามาเก็บเงินกันอย่างนี้ได้อย่างไร? พูดออกไปแล้วน่าเกลียดจะตาย”
นางพล่ามอะไรออกมามากมายก็เพราะอยากให้เย่อวี๋หรานไม่เก็บเงินนาง
เย่อวี๋หรานไม่สะทกสะท้าน นางกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ถ้าแค่พับสองพับก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ผ้าของเจ้ามีมากเกินไป อีกทั้งยังไม่ได้มีแค่ของเจ้าคนเดียว มีแต่คนมาหาข้าเพื่อขอให้เสี่ยวเม่ยย้อมสีผ้าให้ คนตั้งเยอะขนาดนั้น ถ้าข้าไม่ป้องกันเอาไว้ เสี่ยวเม่ยบ้านข้าคงเหนื่อยตายพอดีน่ะสิ? แทนที่จะรอจนถึงตอนที่เสี่ยวเม่ยทำไม่ทันแล้วไปล่วงเกินคนอื่นเข้า ยังไม่สู้บอกให้ชัดเจนเสียแต่เนิ่น ๆ หนึ่งฉื่อคิดเงินหนึ่งเหรียญ คิดตามราคานี้จะได้ตัดปัญหา”
หญิงปากสว่างได้ยินว่าผ้าหนึ่งฉื่อคิดเงินหนึ่งเหรียญก็ปวดใจยิ่งนัก
นางเก็บคนอื่นมาเท่านี้เช่นกัน ผ้าทั้งตะกร้าอย่างน้อยก็หาค่าเนื้อได้หลายมื้อ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กลับดีนัก แค่อ้าปากก็เฉือนขั้วหัวใจนางไปแล้ว นี่จะเอาชีวิตกันเลยหรือ?
แต่ไม่ว่าหญิงปากสว่างจะพูดอย่างไร เย่อวี๋หรานก็ไม่ยอมอ่อนให้
หญิงปากสว่างโมโหยิ่งนัก นางชี้จมูกด่าเย่อวี๋หรานว่า “ในสายตาเจ้ามีแต่เงินใช่ไหม? คนบ้านเดียวกันแท้ ๆ ยังมาเก็บเงินได้ หน้าไม่อายจริง ๆ”
“ข้าพอใจ” เย่อวี๋หรานไม่สนใจสักนิด “ถ้าเจ้าไม่อยากจ่ายเงินก็เอาของกลับไปได้”
“ไปก็ไปสิ เจ้าคิดว่าข้าสิ้นไร้ไม้ตอกนักหรือ” หญิงปากสว่างเดือดจัดจนหายใจไม่ทัน แบกตะกร้าขึ้นมาได้ก็สะบัดหน้าจากไปทันที
นางเพิ่งจากไป หลี่ซื่อก็แทรกกายเข้ามาในเรือน ถามเย่อวี๋หรานว่าหญิงปากสว่างผู้นั้นมาทำอะไร
“จะทำอะไรได้ อยากเอาเปรียบครอบครัวเราให้เสี่ยวเม่ยช่วยย้อมสีผ้าให้นางโดยไม่คิดเงินน่ะสิ” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าแค่ไม่กี่พับก็แล้วไปเถอะ แต่เจ้าเห็นตะกร้าบนหลังของนางไหม? เต็มตะกร้าขนาดนั้น เจ้าคิดว่าบ้านมารดาของนางจะตัดใจซื้อผ้าจำนวนมากเหมือนพวกเราได้งั้นหรือ?”
หลี่ซื่อตะลึง “เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ บ้านเดิมของนางจนจะตาย จนกว่าพวกเราเสียอีก จะตัดใจซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ได้อย่างไร? คราวก่อนข้าได้ยินคนพูดว่าบ้านมารดาของพวกนางใกล้จะไปไม่รอดแล้ว ถึงขั้นต้องมายืมข้าวสารของทางนี้ เพิ่งจะเกี่ยวข้าวเสร็จแท้ ๆ เกี่ยวข้าวเสร็จก็มายืมข้าวสาร นี่ประหลาดเกินไปแล้ว ภายหลังข้าจึงไปสืบมา ท่านแม่ ท่านว่าผลเป็นอย่างไร?”
“เป็นอย่างไร?”
“ยังจะเป็นอะไรได้ พี่น้องผู้ชายของนางแพ้พนันน่ะสิ” หลี่ซื่อกล่าว “ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่น้องบ้านเดิมของนางถูกคนเสเพลที่ไหนพาเสียคน แอบไปเล่นพนันข้างนอกติดหนี้สินไว้ไม่รู้เท่าไหร่ คนเขาตามมาทวงหนี้ถึงเรือน มารดาของพวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้แต่ขายข้าวสารหาเงินมาใช้หนี้แทนลูกชาย ถ้าไม่คืน คนเขาก็จะตัดมือของลูกชายนางน่ะสิ?”
เย่อวี๋หราน “…” ในชนบทแบบนี้ก็มีเรื่องพวกนี้ไม่น้อยสินะ
แต่วาจาของหลี่ซื่อก็ทำให้นางมั่นใจเรื่องหนึ่ง หญิงปากสว่างรวบรวมผ้ามาได้มากขนาดนั้นต้องมีปัญหาแน่นอน
ครุ่นคิดได้สักพัก เย่อวี๋หรานก็สั่งความให้หลี่ซื่อออกไปข้างนอกสักรอบและให้พาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปด้วย และบอกคนในหมู่บ้านว่าบ้านพวกนางช่วยย้อมสีผ้าให้ได้ แต่คิดราคาฉื่อละหนึ่งเหรียญ