ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 160 ซื่อเป่า จูอันคัง
บทที่ 160 ซื่อเป่า จูอันคัง
“สายหน่อย เจ้าก็ให้เจ้าสี่ไปดูลูกเป็นเพื่อน แล้วเจ้าก็จะเข้าใจเอง” เย่อวี๋หรานไม่ได้เสนอให้อุ้มเด็กออกมาเพราะนางไม่รู้จริง ๆ ว่าซื่อเป่าจะเลี้ยงรอดหรือไม่ นางก็แค่พยายามยื้อไว้ก็เท่านั้นเอง
แม้ว่าหลี่ซื่อจะเป็นน้องสะใภ้ แต่ถ้ามีจูซื่อไปด้วยแล้วจูซานไปดูสักหน่อยก็คงไม่มีอะไรไม่เหมาะสม
เย่อวี๋หรานปลอบขวัญจูซาน โน้มน้าวให้เขาลองใคร่ครวญให้ดี อย่างไรเสียปีที่จะถึงนี้เขาก็ต้องเข้าตำบลแล้ว ถึงตอนนั้นเขาที่เป็นผู้ชายคงไม่อาจดูแลเด็กเล็กได้แน่นอน และคงต้องฝากลูกไว้ที่เรือนอยู่ดี
ถ้าเขาไม่ได้กลับมาหลายปี ซื่อเป่าก็คงต้องอยู่บ้านโดยปราศจากบิดามารดา แทนที่จะให้เป็นเช่นนี้ ไม่สู้ให้หลี่ซื่อเลี้ยงดูไปก่อน
รอจนลูกโตขึ้นมากแล้วค่อยพูดกับเขาให้ชัดเจน แล้วให้เขากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเจ้าสามก็ยังได้
“ถ้าเจ้าคิดว่าแม่เลี้ยงเด็กได้ไม่ดี ไม่เชื่อใจแม่ เช่นนั้นเจ้าก็อุ้มลูกกลับไปเถอะ” สุดท้ายเย่อวี๋หรานก็ยังมอบทางถอยให้กับเขา
นางอยากให้เรื่องราวเป็นไปตามที่ตนเองวางแผนไว้ แต่ถ้าจูซานไม่เต็มใจ นางก็เลือกที่จะ ‘เคารพ’ การตัดสินใจของเขา
จูซานเงียบไปนาน “ท่านแม่ ท่านตัดสินใจเถอะขอรับ”
เย่อวี๋หรานตบไหล่เขาเบา ๆ “เจ้าก็อย่าโง่ไปเลย ซื่อเป่าไม่อาจเรียกเจ้าว่าพ่อแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ในฐานะที่เป็นลุง เจ้าจะอุ้มเขาหรือเอาใจเขาสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร? ปกติเจ้าก็พาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าออกไปเล่น ช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
จูซานได้ยินดังนั้นก็ผ่อนคลายลงมาก
จริงด้วย เมื่อก่อนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็เป็นพวกเขาพี่น้องช่วยกันเลี้ยงดูมาตลอด ตอนนี้ก็แค่ไม่ได้เรียกว่า ‘พ่อ’ เช่นนั้นจะยังต่างกันตรงไหน?
ตอนนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามักขลุกตัวอยู่กับจูชี เทียบกับพี่ใหญ่แล้วยังสนิทกับคนเป็นอาอย่างจูชีมากกว่าอีก ไม่เห็นว่าพี่ใหญ่จะไม่พอใจตรงไหน ควรสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นไป
ครั้นปลอบโยนจูซานเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็กำชับเขาให้พูดไปในทิศทางเดียวกันกับคนอื่นในครอบครัว ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องปิดบังจางเยียนเอาไว้ให้ได้
พอถึงตอนที่จางเยียนตามเขาเข้าตำบล ทางที่ดีคือให้เขาเลือกครอบครัวที่มีบุตรชายบุตรสาวแล้วให้จางเยียนแต่งงานใหม่ เช่นนี้จะได้ไม่ทำให้จางเยียนเสียเวลาและไม่ทำร้ายคนอื่น
แต่จะไม่ ‘ทำร้าย’ คนอื่นจริง ๆ หรือ?
เย่อวี๋หรานยังคงคลางแคลง เพราะนางคิดว่าจางเยียนเกินเยียวยาแล้วจึงไม่อยากได้ลูกสะใภ้คนนี้แล้วไม่ใช่หรือ?
หากพูดกันตามตรงแล้ว นางแค่ ‘ปัดภัยให้พ้นตัว’ ก็เท่านั้น
เมื่อจางเยียนฟื้นขึ้นมาแล้วได้ยินว่าไม่อาจรักษาลูกไว้ได้ แม้จะเสียใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เสียน้ำตามากนัก
ตอนแรกที่นางหักใจเอาเด็กคนนี้ไปให้คนอื่น ‘เช่า’ ก็ได้เตรียมใจไว้แล้ว
ประกอบกับว่านี่เป็นการคลอดก่อนกำหนดอีกด้วย ซึ่งตอนที่ยังไม่ได้คลอดออกมา จางเยียนก็เหมือนจะเดาได้ราง ๆ แล้ว
เย่อวี๋หรานปลอบจางเยียนสักพักก็บอกนางให้บำรุงร่างกายดี ๆ อยู่เดือนให้นานหน่อย รอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า นางก็จะได้มีชีวิตใหม่แล้ว
อีกด้านหนึ่ง ขณะจูซานฟังว่าหลังจางเยียนฟื้นขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้หลั่งน้ำตาเพื่อลูกคนนี้สักเท่าไหร่ก็ออกจะคับข้องใจอยู่บ้าง
เขาเข้าห้องไปพร้อมกับจูซื่อเพื่อดูซื่อเป่า
ก่อนหน้านี้เขาเพียงฟังเย่อวี๋หรานพูดเท่านั้น แต่ยังไม่ได้เห็นกับตา เมื่อเขาเห็นซื่อเป่าที่นอนอยู่ข้างกันกับซานเป่า ขอบตาก็พลันแดงก่ำ
เพราะเด็กคนนี้เหมือนที่มารดาเขาพูดไว้ไม่มีผิด ช่างน่าสงสารนัก
เขาตัวเล็กกว่าซานเป่ามาก ผิวหนังยับย่น ลมหายใจเบาหวิว ให้ความรู้สึกเหมือนพร้อมจากไปได้ทุกเมื่อ
ครั้นจูซื่ออุ้มเด็กส่งมาให้เขาลองอุ้มดู เขาก็ทำใจไม่ได้ หันหลังเดินออกไปจากห้องทันที
“ยืนอึ้งอยู่ทำไม รีบตามไปปลอบใจพี่สามของเจ้าสิ” หลี่ซื่อสังเกตเห็นว่าจูซานขอบตาแดงก่ำก็บอกให้จูซื่อวางเด็กลง แล้วรีบตามพี่สามของเขาไป
ทารกที่เพิ่งคลอดออกมาก็ไม่มี ‘บิดามารดา’ เสียแล้ว ได้แต่ให้ท่านอาและอาสะใภ้ทั้งหลายช่วยเลี้ยง
หลี่ซื่ออุ้มทารกที่ดูเหมือนมีเพียงลมหายใจออกไม่มีลมหายใจเข้า จิตใจก็พลันอ่อนยวบ ซานเป่าเอ๋ย อย่าหาว่าข้าไม่รักเจ้าเลยนะ ซื่อเป่าน่าสงสารมากจริง ๆ ข้าได้แต่รักเขามากขึ้นอีกนิดแล้ว
จูซื่อตามออกมาก็เห็นว่าพี่สามของเขาหยุดยืนอยู่ข้างกำแพงและกำลังเช็ดน้ำตาอยู่
เขาเหมือนจะเข้าใจแล้วเดินไปถึงข้างหลังจูซาน ก่อนจะเรียกเสียงเบา “พี่สาม…”
“ข้าไม่เป็นไร แค่ปวดใจอยู่บ้าง” จูซานไม่ได้หันหน้าหลับมา แต่ใช้มือปาดไล่ความชื้นตรงขอบตาเร็วขึ้นกว่าเดิม
“พี่สาม ท่านสบายใจได้ ข้ากับเมียข้าจะรักเอ็นดูซื่อเป่าให้มาก ซานเป่ามีอะไร ซื่อเป่าก็ต้องมีเหมือนกันโดยไม่ตกหล่น พวกข้าจะรักเขาเหมือนลูกแท้ ๆ…” จูซื่อให้คำมั่นต่อพี่สาม
“ไม่ใช่อย่างนั้น” จูซานหันกลับมา “ข้าแค่รู้สึกผิดต่อเด็กคนนี้ ถ้าข้าระวังหน่อย จับตามองแม่เขาเอาไว้ให้ดี เขาก็คงจะไม่ผอมแห้งตัวเล็กแบบนี้ ท่านแม่บอกว่าเขาอาจเลี้ยงไม่รอด”
“พี่สาม ท่านคิดว่าซื่อเป่าเทียบกับซานเป่าแล้วตัวเล็กเกินไปใช่หรือไม่? ท่านเข้าใจผิดแล้ว” จูซื่อรีบปลอบ “ตอนซานเป่าเพิ่งเกิดก็ไม่ได้ดูดีแบบนี้ เลี้ยงมาหลายวันถึงได้ตัวอ้วน ๆ ขาว ๆ ทำให้ซื่อเป่าดูเหมือนเทียบไม่ติด ท่านน่ะคิดมากเกินไปแล้ว ท่านแม่แค่บอกว่าอาจจะเลี้ยงไม่รอด แต่ไม่ได้พูดว่าเลี้ยงไม่รอดแน่ ๆ เสียหน่อย ครอบครัวพวกเรามีคนเยอะขนาดนี้ เมื่อก่อนท่านพ่อท่านแม่ลำบากปานนั้น พวกเราก็ยังถูกเลี้ยงจนโตมาได้เลยไม่ใช่หรือ? ตอนนี้มาถึงรอบพวกเราเลี้ยงลูกแล้ว พวกเราจะสู้ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ เลี้ยงลูกตัวเองไม่ไหวเชียวหรือ?”
“ตอนซานเป่าเพิ่งเกิดก็มีสภาพแบบนี้เหมือนกัน ?” จูซานกังขา
แม้เขาจะเคยเห็นซานเป่ามาก่อน แต่ได้ดูแค่แวบเดียว ทารกก็ถูกอุ้มกลับเข้าห้องไปแล้ว
ทารกที่ยังไม่ครบเดือนไม่อาจโดนแสงแดดมากเกินไป ปกติเขาก็ไม่ได้เห็นหน้า ถึงตอนที่ได้เห็นอีกครั้ง ซานเป่าก็เปลี่ยนรูปโฉมไปแล้ว กลายเป็นเด็กตัวขาวจ้ำม่ำ เหมือน ‘ซาลาเปาน้อย’ ที่มารดาของเขาเรียกไม่มีผิด
“แน่นอน เป็นแบบนี้แหละ” จูซื่อย่อมไม่อาจบอกพี่ชายของเขาได้ ภรรยาของเขาพูดว่าซื่อเป่าตัวเล็กกว่าซานเป่าจริง ๆ นั่นแหละ อีกทั้งลมหายใจก็ไม่ค่อยจะมีเรี่ยวแรงเท่าไหร่
ที่ท่านหมอกล่าวไว้ว่า ‘เลี้ยงไม่รอด’ ก็มีสาเหตุ
แต่ตอนนี้เพื่อปลอบขวัญพี่สามของเขา เรื่องราวบางอย่างย่อมไม่อาจพูดออกมาได้
นอกจากนี้ จูซื่อก็เชื่อมั่นในตัวภรรยาของเขามากทีเดียว สตรีที่สามารถคลอดเจ้าอ้วนน้อยออกมาได้อย่างราบรื่นก็คงจะเลี้ยงเด็กได้ดีเช่นกัน ขอเพียงซื่อเป่าคลุกคลีอยู่กับซานเป่า ประกอบกับโชควาสนาของภรรยาเขา ซื่อเป่าจะต้องเติบโตขึ้นเป็นอย่างดีแน่
เมื่อได้รับการรับประกันจากจูซื่อ จูซานก็พรูลมหายใจออกมา “ขอบใจเจ้านะ”
“ขอบใจอะไรกัน ท่านแม่เป็นคนจัดการทั้งนั้น” จูซื่อพูดจบก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวเสียงเบาว่า “ท่านก็อย่าโกรธท่านแม่ไปเลย ข้าคิดว่าท่านแม่ทำเพื่อท่านจริง ๆ ท่านคิดดู ก่อนหน้านี้พวกเราวางแผนกันไว้แล้วว่าปีหน้าท่านจะเดินทางไกล ตอนนั้นถ้าให้ซื่อเป่าตามท่านไปก็คงจะลำบาก แต่พวกข้าไม่เหมือนกัน เมียข้าเพิ่งคลอดลูก สามารถเลี้ยงซื่อเป่าให้ได้พอดี แล้วข้าก็ยังอยู่ที่เรือนอีกต่างหาก ไม่ต่างจากพ่อแม่แท้ ๆ ของเขาเท่าไหร่หรอก…”
ครั้นเห็นท่าทางระมัดระวังยิ่งยวดของน้องชาย จูซานก็นึกอยากหัวร่อ เขาตบไหล่อีกฝ่ายแล้วเอ่ยว่า “พอแล้ว ข้าไม่ได้คิดมากขนาดนั้น ท่านแม่บอกข้าแล้ว แค่พวกเจ้าไม่โทษที่ท่านแม่เรื่องมาก ให้ซื่อเป่ามาแย่งสิ่งดี ๆ ไปจากซานเป่าของพวกเจ้า ข้าก็พอใจมากแล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ ดูแลกันและกันเป็นเรื่องสมควรทำอยู่แล้ว”
จูซานกล่าวอย่างทอดถอนใจ “เจ้าสี่ เจ้าวาสนาดีกว่าข้า ได้แต่งกับเมียดี ๆ คนหนึ่ง”
ตอนที่จูซื่อแต่งงาน เขาก็รู้สึกว่าน้องชายโง่เขลาที่ไปแต่งกับคนที่ฐานะไม่ดีขนาดนั้น จนถึงตอนนี้ เมื่อมีข้อให้เปรียบเทียบ เขาก็ค้นพบข้อดีของการแต่งภรรยาเช่นนี้ ปากเปราะไปหน่อยก็จริง แต่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ครอบครัวก็กลมเกลียว
ถ้าจางเยียนไม่ชอบชิงดีชิงเด่นและมีความทะเยอทะยานแรงกล้าเช่นนั้น บางทีเรื่องราวในวันนี้อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้