ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 162 แม่ยาย
บทที่ 162 แม่ยาย
“พวกท่านคุยกันเถอะ ข้าไปทำงานก่อน” เวลานี้หลิ่วซื่อไม่อยากเจอคนสักนิด นางกลับไปยังห้องครัวราวกับต้องการจะหนีอย่างไรอย่างนั้น
“พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไฉนตาแดงแบบนั้นเล่า?” แม่หลิวผลักหลิวซื่อพลางถามหยั่งเชิง
แม่หลิวเชื่อว่าสภาพความเป็นอยู่ของสะใภ้ใหญ่สามารถสะท้อนถึงชีวิตของบุตรสาวได้ในระดับหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าหลิวซื่อไม่ได้สืบทอดมันสมองของมารดา แต่กลับไปฉลาดในเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง “จะมีอะไรได้ คงถูกแม่ของนางคาดคั้นเอาเงินน่ะสิ”
จากนั้นก็ฟ้องมารดาของนางว่าพี่สะใภ้ใหญ่คนนี้ซื่อบื้ออย่างหาได้ยาก ไม่ง่ายเลยกว่าแม่สามีจะอนุญาตให้ลูกสะใภ้มีเงินส่วนตัวได้ แต่เงินในมือพี่สะใภ้ใหญ่กลับถูกมารดาของนาง ‘ล้วง’ ไปจนหมด
“จุ๊ ๆๆ…นางยังมีต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าช่วยหาเงินอีกแรง แต่กลายเป็นว่าตอนไปซื้อผ้าก่อนหน้านี้ นางกลับได้ออกเงินน้อยที่สุด ช่างไม่รู้จักละอายใจจริง ๆ”
“เจ้าพูดเรื่องพวกนี้ทำไม? สะใภ้สี่ที่มาทีหลังเจ้ายังคลอดลูกแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่ตั้งครรภ์อีก?” แม่หลิวร้อนใจอยู่บ้าง นางกล่าวอีกว่า “ยาที่ข้าให้เจ้าไป เจ้าได้กินหรือเปล่า?”
“กินเกินอะไรกัน เตาไฟมีคนจับตามองตลอด ข้าจะเอาเวลาที่ไหนไปต้มเจ้าคะ?”
“ไม่ว่าอย่างไร เจ้าต้องหาโอกาสกินยาแล้วตั้งครรภ์ให้ได้ ตอนนี้ก็มีแต่เจ้ากับสะใภ้ห้าที่ยังไม่มีลูก คนเขาเข้าเรือนหลังเจ้าหลายปี ถ้าแม้แต่นางก็มีลูกแล้ว เช่นนั้นเจ้าคงได้ขายหน้ากันพอดี แม่สามีของเจ้าไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่าย สะใภ้สามยังถูกปลดเพราะไปทำให้นางไม่พอใจได้เลย ถ้าเจ้าไม่คลอดลูกสักคน นางจะไม่ปลดเจ้าหรือ?” ประเด็นคือถ้าผู้อื่นหย่าบุตรสาวของนางจริง ๆ ขึ้นมา นางกับสามีก็ไม่มีปัญญาจะมาเจรจาด้วยด้วยซ้ำ
ถึงตอนนี้ แม่หลิวนึกเสียใจยิ่งนักที่ให้บุตรสาวแต่งเข้าครอบครัวสกุลจู
ถ้าแต่งเข้าครอบครัวอื่น มีบ้านไหนบ้างที่นางไม่อาจบุกไปคุยด้วยได้ แต่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้…
เฮอะ เฮอะ! อีกฝ่ายไม่คว้ามีดบุกมาหาเรื่องถึงเรือนตนเอง นางก็ขอบคุณฟ้าดินมากแล้ว
หลิวซื่อเดิมก็ร้อนใจด้วยเรื่องนี้อยู่แล้ว ทุกครั้งที่เจอหน้ามารดา มารดาของนางก็มักจะเร่งรัด นางจึงยิ่งร้อนใจกว่าเดิม “ใช่ว่าข้าเองไม่อยากมีลูกเสียหน่อย แต่ข้าไม่ตั้งครรภ์เสียที ข้ายังจะทำอะไรได้อีกเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่ตั้งครรภ์ ข้าถึงได้ให้เจ้ากินยาอย่างไรเล่า? แล้วเจ้ากินหรือยัง?”
“ข้าก็บอกแล้วนี่นา ข้าไม่มีโอกาสต้มยา สถานการณ์ที่นี่กับที่บ้านไม่เหมือนกัน ข้าพูดไปท่านก็ไม่เข้าใจ”
หลิวซื่อเกือบจะทะเลาะกับมารดาเสียแล้ว สุดท้ายมารดาจึงบอกให้นางหาเวลากลับไปกินที่บ้านเดิม มารดาจะต้มให้นางกินเอง
เทียบกับหลิ่วซื่อและหลิวซื่อ ทางฝ่ายหลินซื่อไม่ได้มีเรื่องมากขนาดนั้น นางเพิ่งกลับบ้านเดิมไปช่วงก่อนและหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ตอนนั้นก็เพิ่งจะเสียลูกไป มารดาจึงบอกให้นางไม่ต้องร้อนใจ ดูแลสุขภาพให้ดี ค่อยเป็นค่อยไปเดี๋ยวก็มีลูกเอง
ส่วนเงินที่หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเตรียมไว้มอบให้นาง หลินหมู่ไม่รับ แต่ให้เด็กทั้งสองเก็บเอาไว้
“ไม่ต้องเอามาให้ข้า ให้ข้าแล้วก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี ถ้าพ่อพวกเจ้ามาเห็นก็คงจะเอาไปให้ย่าของพวกเจ้าอีกนั่นแหละ พวกเจ้าเก็บเงินเอาไว้ ต่อไปเวลาพบแม่สามีจะได้ยืดอกได้สักหน่อย”
กล่าวถึงตรงนี้ หลินหมู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย
นางทราบว่าหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยได้รับการอบรมจากบ้านแม่สามีของหลินซื่อ ได้เรียนรู้อะไรมาไม่น้อย แต่นางก็กำชับให้พวกนางพูดจาให้ไพเราะน่าฟังสักหน่อย มือเท้าก็คล่องแคล่วเข้าไว้ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้มาก
นางไม่คาดหวังว่าพวกนางจะ ‘โดดเด่น’ เหมือนจูปาเม่ย แต่ก็ขอให้มีความสามารถและเงินทองติดตัวเอาไว้ ต่อไปก็จะออกเรือนได้ง่ายขึ้น
จากนั้นก็ให้หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยออกไป แล้วจึงถามหลินซื่อเสียงเบาว่า “มีคนมาสอบถามเรื่องน้องสาวสองคนของเจ้า เป็นแม่เฒ่าแซ่เฉียนคนหนึ่ง บอกว่าเจ้าก็รู้เรื่องด้วย เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่?”
ที่จริงนางยังพูดไม่หมดว่า ไม่ได้มีเพียงแม่เฒ่าเฉียนเท่านั้น แต่ยังมีแม่เฒ่าคนอื่นมาสอบถามกับนางอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ผู้อื่นไม่เต็มใจมาสู่ขอลูกสาวนาง รู้สึกว่าแม่สามีของนางเป็นตัวปัญหา คิดไม่ถึงว่าแม่เขยทางนี้รับเด็กสองคนนั้นมาอยู่ด้วยไม่นาน ก็ราวกับมีคนมาต้องตาลูกสาวสองคนที่เหลือของนางพร้อมกัน และปรารถนาจะสู่ขอเป็นภรรยา
ผู้อื่นคล้ายจะสอบถามสถานการณ์ในครอบครัวของพวกนางมาแล้ว จึงต่างหลบเลี่ยงแม่เฒ่าหลินมาคุยกับนางด้วยตนเอง
“เรื่องนี้ข้ารู้เจ้าค่ะ แต่ว่าท่านแม่ ท่านอย่าได้รับปากเด็ดขาดนะเจ้าคะ” หลินซื่อรีบกล่าวว่า “เรื่องนี้ดีที่สุดคือให้แม่สามีของข้าเป็นคนออกหน้า”
จากนั้นนางก็เล่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่เฒ่าเฉียนกับครอบครัวสกุลจู รวมถึงสาเหตุที่ต้องการสู่ขอน้องสาวทั้งสองของนางให้มารดาฟัง
สาเหตุที่ตอนนี้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยเป็นที่ต้องตาใครต่อใครเป็นเพราะมีแม่สามีคอยสั่งสอน ทั้งได้เรียนอักษรท่องตำรา เรียนรู้งานฝีมือ ผู้อื่นหมายตาน้องสาวของนางก็เพราะอยากได้กลับไปช่วย ‘หาเงิน’ ต่างหาก
“แต่ว่านะท่านแม่ ท่านคิดดูเอาเถอะว่าแม่สามีข้าหนักแน่นแค่ไหน เสี่ยวเม่ยเองก็อายุไม่ต่างจากซานเม่ยกับซื่อเม่ยเท่าไหร่ แต่แม่สามีข้าก็ยังไม่ยอมรับปาก ยังอบรมสั่งสอนต่อไป ข้าคิดว่าแม่สามีอาจอยากสอนอย่างอื่นให้อีก ถึงตอนนั้นน้องสาวทั้งสองก็จะได้เรียนรู้ไปด้วย จะต้องหาครอบครัวที่ดีกว่ามาแต่งด้วยได้แน่นอนเจ้าค่ะ” น้องสาวสองคนมาอยู่กับนางที่เรือนสกุลจู ไม่เพียงช่วยงานได้ไม่น้อย ปกติเวลาหาเงินมาได้ก็จะแบ่งให้นางด้วย หลินซื่อย่อมปกป้องพวกนางอยู่แล้ว
นางอยากให้น้องสาวสองคนอยู่เรือนสกุลจูต่อไปนาน ๆ ใจจะขาด พวกนางยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น นางเองก็จะมีผลพลอยได้ไปด้วยเช่นกัน
ปกติเย่อวี๋หรานมักพูดกรอกหูนางว่า เป็นสาวเป็นนางต้องสงวนท่าที สายตามองให้สูงเข้าไว้ ไม่ใช่ใครมาสู่ขอก็รับปากง่าย ๆ ชีวิตดี ๆ ยังรออยู่ในวันข้างหน้า
อย่างอื่นหลินซื่อไม่เข้าใจ แต่นางรู้ว่าฐานะครอบครัวแม่สามีดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนั้นน้องสาวของนางอยู่รับการสั่งสอนที่นี่ต่อไปก็คงจะ ‘น้ำขึ้นเรือลอยสูง’ พลอยได้ออกเรือนให้ครอบครัวดี ๆ ไปด้วยเช่นกัน
ต่อให้เทียบจูปาเม่ยไม่ได้ แต่หากน้องสาวทั้งสองล้วนได้ออกเรือนให้ครอบครัวที่ดี จากนี้ก็จะได้เป็นกำลังช่วยเหลือนางได้อีกแรง
“หมายความว่าแม่สามีของเจ้าจะช่วยดูให้หรือ?” หลินหมู่สงสัย
เพราะคราวก่อนตอนที่นางคุยเรื่องนี้กับเย่อวี๋หราน อีกฝ่ายหาได้รับปากไม่
“ท่านแม่ ท่านจะรีบร้อนไปทำไมเจ้าคะ แม่สามีข้ายังไม่หมั้นหมายจูปาเม่ยเลย แล้วท่านจะร้อนใจไปไย? ท่านย่ายังจะกล้ามาเรือนสกุลจูแล้วเอาหลานสาวไปขายอีกหรือ?”
หลินหมู่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ “ข้าแค่กลัวว่าจะพลาดคนดี ๆ ไปนี่นา”
“ดีแค่ไหนยังดีกว่าเสี่ยวเม่ยอีกหรือ?” หลินซื่อกล่าว “ถ้าท่านแม่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจริง ๆ ถึงตอนนั้นท่านก็เอาอย่างเสี่ยวเม่ย แต่ลดมาตรฐานลงมาสักนิดเพื่อหาคนที่เหมาะสม หากคนอื่นมาถามท่าน ท่านก็บอกไปว่า น้องสาวข้าอายุห่างจากเสี่ยวเม่ยไม่มาก ถึงเวลาก็จะออกเรือนไปพร้อมกัน คนฉลาดแค่ฟังก็เข้าใจแล้ว”
มีแม่สามีเป็นที่พึ่ง หลินซื่อไม่กลัวว่าย่าของนางจะมาเอาน้องสาวสองคนไปขายอีกแม้แต่น้อย กลัวก็แต่บิดามารดาของนางจะเลอะเลือนไปชั่วขณะ ถ้าบิดามารดาตัดสินใจเองเสียแล้ว แม่สามีก็คงจะไม่มีวิธีจัดการให้อีก
อย่างไรเสียยุคสมัยนี้ผู้ที่จะสามารถกำหนดชีวิตบุตรสาวได้ก็มีเพียงบิดามารดา
ภายในห้อง แม่หลี่มองทารกที่เพิ่งออกมาดูโลกได้ไม่นานทั้งสองคน ปากก็พร่ำเรียก “แก้วตาดวงใจของย่า” ไม่หยุด
เนื่องจากซื่อเป่าผอมแห้งกว่าซานเป่ามาก นางยังตำหนิซานเป่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า เจ้าเป็นพี่ชายแท้ ๆ แต่กลับไม่ใจกว้างเอาเสียเลย ไม่รู้จักเสียสละให้น้องชายบ้าง ดูเอาเถอะว่ารังแกน้องชายจนมีสภาพไหนแล้ว
จูซานกับจูซื่อเป็นพี่น้องแท้ ๆ ทว่าลูกของพวกเขาหาได้เหมือนกันทุกกระเบียด แต่จะมากน้อยก็มีหน้าตาคล้ายกัน กอปรกับคนหนึ่งอ้วน คนหนึ่งผอม แม้จะมีจุดที่ต่างกันบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้คนสงสัย
ดังนั้นคนที่เข้ามาดูทารกทั้งสองจึงไม่ได้คิดมาก ปฏิบัติต่อพวกเขาดังเช่น ‘ฝาแฝด’ คู่หนึ่ง
หลี่ซื่อมองมารดาของนางอุ้มหลานชายทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม นางไม่บอกความจริงต่อมารดา และปล่อยให้มารดาของนางรักเอ็นดูซื่อเป่าเฉกเช่นคนสายเลือดเดียวกัน
และนี่ก็คือความฉลาดของหลี่ซื่อ นางมักจะตระหนักได้เสมอว่าเรื่องใดสำคัญที่สุด