ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 163 ต้าเป่าเอ้อร์เป่าแสดงความสามารถ
บทที่ 163 ต้าเป่าเอ้อร์เป่าแสดงความสามารถ
งานเลี้ยงครบเดือนย่อมไม่อาจให้ซานเป่ากับซื่อเป่าโดดเด่นอยู่เพียงฝ่ายเดียว
เวลานี้เย่อวี๋หรานเดิมทีก็ไม่อยากให้ทุกคนสนใจทารกน้อยสองคนจนเกินไปอยู่แล้ว จึงเรียกต้าเป่าและเอ้อร์เป่าออกมา และให้พวกเขาแสดงการ ‘ท่องตำรา’ ต่อหน้าทุกคน
“ท้องนภามืดมิด ปฐพีเหลืองอร่าม ห้วงเวหาเวิ้งว้างไร้ขอบเขต
ตะวันขึ้นแล้วลาลับ จันทรามีเต็มดวงแหว่งเว้า ดารากะพริบพรายเกลื่อนเวหน
สี่ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนผัน วสันต์หว่านเมล็ดพันธุ์ คิมหันต์พืชพรรณเติบโต สารทเก็บเกี่ยวพืชผล เหมันต์สั่งสมเสบียงกรัง
เศษส่วนก่อเกิดอธิกมาส[1] เสียงดนตรีทั้งสิบสองปรับสมดุลหยินหยาง รักษาสมดุลแห่งฤดูกาล
มวลเมฆลอยล่องขึ้นฟ้า ปะทะไอเย็นกลั่นเป็นน้ำฝน น้ำค้างในคืนหนาว ไม่ช้าก็กลายเป็นแม่คะนิ้ง…”[2]
เสียงท่องตำราดังกังวานไปทั่วท้องฟ้าเหนือลานเรือนสกุลจู
คนไม่น้อยผุดสีหน้าเกรงขาม มองไปทางต้าเป่าและเอ้อร์เป่าราวกับมองสมบัติหายากอย่างไรอย่างนั้น
พ่อหลิ่วและแม่หลิ่วเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อว่าหลานชายของพวกตนท่องตำราได้ด้วย?!
พวกเขาเคยได้ยินหลิ่วซื่อพูดถึงมาก่อน แต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก คิดว่าสตรีผู้หนึ่งต่อให้ร้ายกาจเพียงใด แต่จะสอนอะไรได้? จวบจนบัดนี้ พวกเขามาได้ยินเด็กน้อยตัวสูงเท่าเอวท่องเนื้อหาลี้ลับในตำราด้วยจังหวะจะโคนที่ไพเราะน่าฟังกับหูตนเอง ความสะท้านสะเทือนในจิตใจนั้นไม่พูดออกมาก็สามารถรู้ได้
“ดาวเหวินฉวี่[3] ลงมาจุติแล้ว นี่คือดาวเหวินฉวี่มาจุติในโลกมนุษย์ชัด ๆ!”
“ร้ายกาจยิ่งนัก! อายุไม่เท่าไหร่ก็ท่องตำราได้เยอะขนาดนี้แล้ว ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
“จูเหล่าโถว เจ้ามีวาสนายิ่งนัก”
“สกุลจูของพวกเจ้าโชคดีแล้ว”
……
คนไม่น้อยรุดไปแสดงความชื่นชมยินดีต่อหน้าพ่อเฒ่าจู แม่เฒ่าจู และจูเหล่าโถว ราวกับความชอบทั้งหมดล้วนเป็นของพวกเขา
เย่อวี๋หรานที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำทุกอย่างกลับถูกทุกคนมองข้าม
เย่อวี๋หราน “…” ข้าเป็นคนสอน ควรขอบคุณข้าไม่ใช่รึ?
พ่อเฒ่าจู แม่เฒ่าจู และจูเหล่าโถวมีรอยยิ้มกว้างประดับใบหน้า กระทั่งจูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อที่เป็นน้องชายของจูเหล่าโถวก็พลอยรู้สึกมีหน้ามีตาไปด้วย
มันแน่นอนอยู่แล้วนี่นา ในบรรดาหมู่บ้านทั่วบริเวณเชิงเขาไท่ตังมีครอบครัวชาวนาครอบครัวไหนบ้างที่สามารถสั่งสอนเด็กให้ท่องตำราได้เหมือนพวกเขา?
ไม่เพียงท่องตำเท่านั้น ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังสามารถคิดคำนวณได้อีกด้วย
จูเหล่าโถวตั้งโจทย์คำนวณเลขให้เด็กทั้งสองต่อหน้าทุกคน “มา ๆๆ ต้าเป่า บอกท่านลุงท่านป้าที่นั่งอยู่ตรงนี้หน่อยว่าในลานเรือนมีม้านั่งอยู่กี่ตัว?”
ต้าเป่า “…ท่านปู่ นี่ไม่ใช่โจทย์คิดคำนวณขอรับ”
“ทำไมจะไม่ใช่เล่า?”
“ท่านปู่ ท่านควรจะถามว่า สมมติในลานเรือนมีคนอยู่หนึ่งร้อยคน ถ้ามีม้านั่งยี่สิบห้าตัว ม้านั่งแต่ละตัวจะรองรับคนได้กี่คน?”
จูเหล่าโถวไม่เข้าใจสักนิด เขาปัดมือไปมา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้ แค่คิดเลขออกมาก็พอแล้ว”
“แต่โจทย์ที่ท่านปู่ให้มาคือนับเลข ของข้าถึงจะเรียกว่าคิดเลข” ต้าเป่ายืนกราน อยากให้ปู่ของเขาเข้าใจว่า ท่านผิดแล้ว
จูเหล่าโถวขายหน้าต่อหน้าทุกคนก็ชักจะไม่พอใจ
ยังคงเป็นจูซานที่ตอบสนองรวดเร็ว รีบก้าวออกมาตบไหล่ต้าเป่าเบา ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย นับเลขง่ายกว่าคิดเลข เจ้าก็นับไปเถอะ”
ต้าเป่านับไปรอบหนึ่งด้วยท่าทางไม่เบิกบานใจ เพราะเขารู้สึกว่าโจทย์ข้อนี้ง่ายเกินไปแล้ว ไม่เพียงพอให้เขาแสดง ‘ความสามารถ’ ออกมาได้อย่างเต็มที่
ทุกคนดูเขานับจนเสร็จ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องนับจำนวนม้านั่ง แต่ก็พอฟังออกว่าตัวเลขที่เขาพูดออกมาน่าจะถูกต้อง คนทั้งคณะไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจล้วนปรบมือกันทุกคน ชมเปาะว่าต้าเป่าฉลาด เป็นต้นกล้าพันธุ์ดีในเรื่องการเรียน ตัวเลขที่ยากแบบนี้ก็ยังคำนวณออกมาได้
ต้าเป่าที่นับเลขไปแค่รอบเดียว “…”
เขาพลันรู้สึกขึ้นมาว่าผู้ใหญ่กลุ่มนี้โง่งมยิ่งนัก จะทำอย่างไรดี?
ครั้นมาถึงรอบเอ้อร์เป่า จูซานก็ไม่ปล่อยให้จูเหล่าโถวออกมาทำเรื่องขายหน้าอีก แต่ออกโจทย์คิดคำนวณให้เอ้อร์เป่าด้วยตนเอง “เอ้อร์เป่า เจ้าลองคำนวณดู ข้ามีหมั่นโถวอยู่สิบลูก ต้องแบ่งให้คนห้าคน ควรแบ่งหมั่นโถวให้คนละกี่ลูก?”
เขาเพิ่งถามจบ เอ้อร์เป่าก็โพล่งขึ้นทันที “สองลูกขอรับ”
พวกผู้ใหญ่ที่กำลังคิดเลขอยู่มึนงงกันไปหมด “เจ้ารู้ได้อย่างไร? ไม่ถูก ๆ ต้องไม่ถูกแน่นอน เจ้าซี้ซั้วพูด”
“ไม่ใช่เสียหน่อย สองลูกถูกแล้ว” ต้าเป่าช่วยพูดจากข้าง ๆ “สิบหารด้วยห้าเท่ากับสอง ก็คือสองลูก”
คนทั้งหลายฟังไม่เข้าใจ แต่มีคนที่ฉลาดหน่อย เขาเก็บก้อนหินขึ้นมาสิบก้อนใช้ต่างหมั่นโถว แล้วเรียกคนออกมาห้าคน แบ่งก้อนหินให้ทุกคนทีละก้อน จนถึงก้อนสุดท้ายก็แบ่งได้คนละสองก้อนพอดี
“เอ๋?! ถูกจริง ๆ หรือเนี่ย!”
“ร้ายกาจ! ร้ายกาจจริง ๆ ด้วย!”
“ดาวเหวินฉวี่ ดาวเหวินฉวี่โดยกำเนิดแท้ ๆ!”
……
พ่อหลิ่วกับแม่หลิ่วดีใจยิ่งนัก คิดว่าบ้านแม่สามียังให้ความสำคัญกับลูกสาวของพวกตนอยู่ ไม่อย่างนั้นจะสั่งสอนหลานชายทั้งสองออกมาดีขนาดนี้หรือ
ดูเอาเถอะ โอกาสสำคัญแบบนี้ แทนที่จะเอาซานเป่ากับซื่อเป่าซึ่งเป็นตัวเอกออกมาอวดอ้าง แต่กลับเรียกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าออกมาโดยเฉพาะ
เย่อวี๋หรานได้แต่ครุ่นคิดว่า เพราะข้ากลัวว่าซานเป่ากับซื่อเป่ายังเล็กเกินไป ถูกคนเยอะแยะผลัดกันอุ้มแล้วจะติดเชื้อเอาได้น่ะสิ
ยุคสมัยนี้ แค่ป่วยเล็กน้อย เด็กเล็กก็สามารถเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ ระวังไว้หน่อยจะดีกว่า
พวกผู้ชายโอภาปราศรัยกันอยู่ตรงนั้นอย่างชื่นมื่น พวกผู้หญิงที่จับกลุ่มสนทนากันอยู่ตามมุมต่าง ๆ ก็เบิกบานใจยิ่งนัก พวกเขาต่างก็เข้ามาถามไถ่เย่อวี๋หรานว่าเลี้ยงหลานอย่างไรจึงเฉลียวฉลาดปานนี้?
แม่หลิ่วอยากจะพูดว่าลูกสาวของข้าเป็นคนคลอดดาวเหวินฉวี่คู่นี้ออกมาเชียวนะ แต่ก็ได้ยินเย่อวี๋หรานกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ฉลาดอะไรกัน แค่พอใช้ได้เท่านั้นแหละ”
แม่หลิ่วโมโห พอใช้ที่ไหนกัน เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าหลานข้าเป็นดาวเหวินฉวี่มาจุติ
คนรอบข้างได้ยินก็หัวเราะครืน “เจ้าก็ถ่อมตัวไปเถอะ เด็กฉลาดปานนี้ยังมาพูดว่าแค่พอใช้ เดี๋ยวข้าก็อุ้มกลับไปด้วยหรอก”
“ใช่แล้ว ถ้าเป็นเด็กบ้านข้านะ ข้าคงดีใจไม่ไหว”
“แทบอยากอุ้มกลับไปตอนนี้เลย”
“ถ้าเจ้าไม่อยากได้หลานชายคนนี้แล้วก็ยกให้ข้าเถอะ บ้านข้ามีหลานสาว พวกเราเอาหลานมาแลกกัน”
……
และถึงขั้นมีคนเสนอว่าจะหมั้นหมายเด็กน้อยเอาไว้ก่อน
ตลกแล้ว! หลานชายของนางยังต้องไปสอบเคอจวี่อยู่นะ จะมาหมั้นหมายเด็กสาวชนบทได้อย่างไรกัน? เย่อวี๋หรานย่อมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่นางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าที่ไม่น่ามองออกมา แต่เพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่ได้หรอก เรื่องนี้ต้องให้แม่ของพวกเขาเป็นคนตัดสินใจ ว่ากันถึงที่สุดแล้ว เด็กสองคนนี้ล้วนเป็นเพราะแม่ของพวกเขาสอนมาดี”
จากนั้นก็เข้าไปเรียกหลิ่วซื่อในห้องครัว ผลักออกมายืนเบื้องหน้าทุกคน
เย่อวี๋หรานทราบว่าหลิ่วซื่อไม่ถนัดเรื่องการเข้าหาคนอื่น แต่ก็สมควรฝึกฝนการ ‘คบค้าสมาคม’ ให้เป็นอยู่ดี โดยเฉพาะในอนาคตถ้าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าสอบเป็นซิ่วไฉได้ จะให้มารดาของพวกเขาเป็น ‘ตัวถ่วง’ อยู่ข้างหลังได้อย่างไร?
เย่อวี๋หรานชี้แนะแกมบังคับหลิ่วซื่อที่หนังศีรษะชาหนึบ พูดจาติด ๆ ขัด ๆ ร่างกายสั่นเทิ้มจนทุกคนมองออก และให้นางกล่าวทักทายทุกคน
แม่หลิ่วเห็นลูกสาวถูกกดดันจนมีสภาพนั้นก็นึกสงสารยิ่งนัก
“อย่าเห็นว่าสะใภ้ใหญ่บ้านข้าไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ดูจากลูกชายสองคนของนางก็รู้ได้ว่านางเป็นคนคมในฝัก” เย่อวี๋หรานไม่ได้ให้หลิ่วซื่อรับมือทุกคนตามลำพัง แต่ช่วยพูดสนับสนุนอีกแรง เพื่อให้ทุกคนมีความประทับใจที่ดีต่อหลิ่วซื่อ “ถ้าไม่ได้นาง ข้าคงไม่ได้อุ้มหลานชายเก่ง ๆ แบบนี้ถึงสองคน อายุแค่นี้ก็รู้จักกตัญญูต่อข้าที่เป็นย่าแล้ว”
แล้วเรียกหาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต่อหน้าทุกคน
ความสนใจของทุกคนกลับมาที่เด็กน้อยทั้งคู่อีกครั้ง
พวกเขาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่วิ่งเข้ามาอย่างดีอกดีใจ แล้วกอดแขนของเย่อวี๋หรานอย่างสนิทสนม “ท่านย่า…”
เทียบกับท่านปู่ที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแต่ยังขยันสร้างเรื่องวุ่นวายไม่หยุด พวกเขารู้สึกว่าท่านย่าที่ค่อนข้างเข้มงวด แต่พูดได้ทำได้นั้นน่าใกล้ชิดกว่ามากนัก
พวกเขาอยากอยู่กับท่านย่าทางนี้มากกว่า ไม่อยากกลับไปทางนั้นเพื่อ ‘ร้องงิ้ว’ ให้คนอื่นดูอีกแล้ว
อย่าคิดว่าเด็ก ๆ จะไม่เข้าใจอะไรเลย แท้จริงแล้วพวกเขาเฉลียวฉลาดยิ่ง ถนัดเรื่องการมองสีหน้าผู้ใหญ่ เป็นต้นว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารู้ว่าใครเป็นใหญ่ในครอบครัวนี้ สมควรประจบเอาใจใคร
[1] จีนใช้ปฏิทินสุริยจันทรคติ (农历:Lunisolar Calendar) ซึ่งหนึ่งเดือนมี 29 หรือ 30 วัน รวมทั้งปี 354 หรือ 355 วัน แต่ความจริงแล้วโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365.25 วัน แสดงว่ายังขาดอยู่ราว 10-11 วันเศษ เพื่อแก้ปัญหาจำนวนวันที่คลาดเคลื่อนนี้ ทุก ๆ หลายปีจะมีการเพิ่มเดือนอธิกมาส (闰月) เข้าไปในปฏิทิน และเรียกปีนั้นว่าปีอธิกมาส (闰年)
[2] ถอดความจากเนื้อหาในตำราพันอักษร《千字文》ซึ่งเป็นตำราสอนเด็กที่แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ มีทั้งสิ้น 250 วรรค วรรคละ 4 ตัวอักษร รวม 1000 ตัวอักษร โดยไม่ซ้ำกัน (สำหรับอักษรจีนตัวเต็ม)
[3] ดาวเหวินฉวี่ 文曲星 เป็นดาวดวงหนึ่งในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ (หรือก็คือ กลุ่มดาวหมีใหญ่) ตามความเชื่อจีน ดาวเหวินฉวี่เป็นดาวมงคลที่ส่งผลต่อโชคชะตาด้านการศึกษาและความก้าวหน้าในงานราชการ คนที่เขียนบทความได้ดีเป็นที่ต้องตาฮ่องเต้จนได้รับราชการเป็นขุนนางมักถูกเรียกว่า ดาวเหวินฉวี่มาจุติ (文曲星下凡) ในที่นี้สื่อว่า ต้าเป่าเอ้อร์เป่าเป็นเด็กฉลาด เจ้าปัญญา