ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 178 จางเยียนฆ่าแม่เฒ่าเหมย?!
บทที่ 178 จางเยียนฆ่าแม่เฒ่าเหมย?!
“ไม่ใช่ พวกข้าไม่ได้มาต่อยตี พวกข้าแค่…” เหมยถงซานก้มหน้าต่ำลงอย่างไร้สาเหตุ
เดิมทีแผนการของพวกเขาคือการข่มขู่คนสกุลจู ถ้าไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยให้ พวกเขาก็ค่อยลงไม้ลงมือ
แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขายังไม่ทันได้เอ่ยขึ้นมา ฝ่ายตรงข้ามกลับกล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเสียก่อน แม่จะเล่น (ต่อยตี) เป็นเพื่อนเจ้าเอง จะเอาหรือไม่?
เหมยถงซานอยากร้องไห้ พวกข้าแค่อยากได้ค่าชดเชยเล็กน้อย เหตุใดจึงยากเย็นนัก?
เย่อวี๋หรานไม่รอให้เขาพูดจบก็ควงมีดในมือจนหมุนติ้ว และเอ่ยเสียงต่ำว่า “ก็แค่อะไร?”
“ก็แค่…” แค่อยากได้เงินค่าชดเชยอย่างไรเล่า
“เลิกอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ได้แล้ว ตกลงมาทำอะไรกันแน่ เจ้าเลือกเอาสักอย่าง? ตัดสินใจไม่ได้ก็วางอาวุธลง พวกเรามาค่อย ๆ เจรจากัน” เย่อวี๋หรานเคาะมีดในมือ เหมือนกำลังทดสอบว่าใบมีดนี้คมพอหรือไม่ “แน่นอน ถ้าพวกเจ้าไม่เต็มใจวางอาวุธ แต่อยากเจรจากับมีดในมือข้า ข้าก็ไม่ว่าอะไร พอดีเลย ข้าก็อยากทดสอบดูเหมือนกันว่ามีดในมือข้าเร็วพอหรือไม่ สามารถตัดกระดูกคนได้ในพริบตาหรือเปล่า…”
ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าใครในกลุ่มคนสกุลเหมยไม่กุมอาวุธในมือเอาไว้ให้ดี จึงทำท่อนไม้หลุดมือเสียได้
“ไม่ใช่นะ! หลุดมือ หลุดมือเฉย ๆ…” เขารีบร้อนอธิบายพลางทำท่าจะเก็บขึ้นมา
เขายังไม่ได้เก็บขึ้นมาก็ได้ยินใครอีกคนกล่าวว่า “ช่างเถอะ ไม่ต้องเก็บแล้ว พวกเราก็ไม่ได้มาวิวาทกันเสียหน่อย ถงซานเอ๊ย เจ้าก็เลิกโกรธได้แล้ว มีเรื่องอะไรพวกเรามาค่อยพูดค่อยจา จูต้าเหนียงก็ออกปากเองแล้ว”
คนอื่น ๆ ก็พลอยเออออห่อหมก “ใช่แล้ว ๆ พูดกันดี ๆ มีเรื่องอะไรก็คุยกันดี ๆ ทำไมต้องฆ่าแกงกันด้วย?”
“อูย…ชุดข้ายังเปียกอยู่เลย หนาว ๆๆ”
“ข้าก็เหมือนกัน”
……
เหมยถงซานที่ยังไม่อยากยอมแพ้ง่าย ๆ ได้แต่ครุ่นคิดว่า พวกเจ้าแย่งกันพูดไปหมดแล้ว จะให้ข้าพูดอะไร?
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนสกุลเหมยด้านหลังเขาจะขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเช่นนี้ แล้วจะให้เขา ‘ยัน’ ต่อไปได้อย่างไร?
ช่างมันเถอะ พวกเขาทำถึงขั้นนี้แล้ว ก็ว่ากันตามนี้แหละ
คนสกุลเหมยที่มาถึงด้วยท่าทางห้าวหาญดุดัน ยังไม่ทันไรก็พร้อมใจกันวางอาวุธในมือ จากนั้นก็เข้ามาเจรจาเรื่อง ‘ค่าชดเชย’ กับคนสกุลจูด้วยสีหน้าเกรงอกเกรงใจ
แต่เย่อวี๋หรานจะเจรจาเรื่อง ‘ค่าชดเชย’ กับพวกเขางั้นหรือ?
ล้อเล่นหรือไร!
คนสกุลจูไม่ได้ฆ่าแม่เฒ่าเหมยเสียหน่อย ถ้านางตกลงว่าจะชดเชยให้ก็เท่ากับยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงน่ะสิ?
แต่เย่อวี๋หรานไม่ได้ชักสีหน้า เพียงกล่าวว่าศพยังคงตั้งอยู่ทางนั้น เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านกำลังตามจับฆาตกรกันอยู่ ในเมื่อต้องการจะคุยเรื่องค่าชดเชย ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของทั้งสองหมู่บ้านมาเจรจากัน ไม่ใช่มาคุยกับสกุลจู
นางพูดเพียงว่า “ใครทำก็ต้องให้คนนั้นรับผิดชอบ”
ทว่าคนสกุลเหมยเข้าใจไปว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ตกลงว่าจะ ‘ชดเชย’ ให้พวกตนแล้ว จึงต่างยินดีปรีดายิ่งนัก รีบร้อนกลับไปหาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเพื่อเจรจาเรื่องนี้
คนสกุลจูที่ได้เห็นกับตาตนเองว่าเย่อวี๋หรานจัดการส่งคนสกุลเหมยกลับไปได้อย่างไรได้แต่นิ่งงัน
“…”
ช้าก่อน พวกเจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า มารดาของข้าหมายถึงว่า “ใช่แล้ว ไม่ผิด สมควรให้ฆาตกรเป็นผู้ชดใช้ ไม่มีปัญหา”
“อืม ข้าก็เห็นด้วย แม่เฒ่าเหมยถูกคนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต พวกเจ้าในฐานะญาติสนิทของผู้เคราะห์ร้ายสมควรได้รับค่าชดเชย”
“ข้าคิดว่าพวกเจ้ามาหาผิดคนแล้ว เรื่องนี้ควรไปคุยกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่ใช่หรือ?”
“และเช้าวันนี้ข้าไปคุยเรื่องนี้กับพวกเขามาแล้ว”
เย่อวี๋หรานต้องการสื่อความหมายเช่นนี้ต่างหาก
…
“ท่านแม่ ทำไมข้ารู้สึกว่าพวกคนสกุลเหมยโง่กันจังเลยเจ้าคะ?” หลี่ซื่อเห็นคนสกุลเหมยจากไปแล้วก็กระเถิบเข้ามากล่าวเสียงเบาต่อหน้าเย่อวี๋หราน “ตอนที่พวกเขาออกจากประตูเรือนไปเมื่อครู่นี้ ข้าได้ยินพวกเขาทะเลาะกันเรื่องค่าชดเชยด้วยเจ้าค่ะ”
“ข้าก็ได้ยินเหมือนกัน คล้ายกับมีคนคิดว่าตนเองลงแรงเยอะ อยากได้ส่วนแบ่งมากหน่อย แต่อีกคนก็ม่ยอม” หลินซื่อก็กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย
จูอู่รุดมาชมว่าน้ำเย็นอ่างนั้นของท่านแม่สาดได้ดียิ่งนัก ตอนที่พวกนั้นจากไปยังตัวสั่นระริกกันอยู่เลย
จูเหล่าโถวกลับมีสีหน้ามึนงง “หรานเหนียง ยังหาตัวฆาตกรไม่พบไม่ใช่รึ ทำไมพวกเขารีบเรียกค่าชดเชยแล้ว?”
“นั่นเป็นเรื่องของสกุลเหมย เจ้าจะสนใจทำไม?” เย่อวี๋หรานพูด “เดี๋ยวเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็จัดการเรื่องนี้กันเองนั่นแหละ ต่อจากนี้ก็ไม่มีธุระของพวกเราแล้ว”
“ท่านแม่ ถ้าพวกเขาพบว่าหาตัวฆาตกรไม่เจอ ไม่ได้ค่าชดเชย แล้วจะกลับมาหาพวกเราอีกไหมเจ้าคะ?” หลิวซื่อค่อนข้างกังวล
“พวกเขาไม่ใช่คนไร้เหตุผลเสียหน่อย เจ้าจะกลัวอะไร?”
หลิวซื่อคิดในใจว่า ท่านแม่ ทั่วหมู่บ้านย่านนี้ คนสกุลเหมยเป็นพวกไร้เหตุผลที่สุดแล้ว ท่านเข้าใจอะไรพวกเขาผิดไปหรือเปล่า?
เย่อวี๋หรานคิดในใจว่า เปล่า ไม่ได้เข้าใจผิด เพียงแต่ต่อหน้าข้า พวกเขาไม่อาจทำตัวไร้เหตุผลได้ ก็เท่านั้นแหละ
อีกด้านหนึ่ง คนสกุลเหมยออกจากเรือนสกุลจูมาได้ก็ตรงไปยังเรือนของเจ้าหน้าที่ทางการประจำหมู่บ้านสกุลจูทันที
เพราะพวกเขาสอบถามมาได้ความว่า เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจากหมู่บ้านสกุลเหมยกำลัง ‘เจรจา’ เรื่องแม่เฒ่าเหมยกันอยู่ที่นั่น ประจวบเหมาะยิ่งนัก เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านล้วนอยู่กันพร้อมหน้า เช่นนี้ก็จัดการได้ง่ายแล้ว
แต่ความจริงกลับต่างจากที่พวกเขาคิดไว้ เพราะพวกเขาเพิ่งจะมาถึงก็ได้ยินเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสกำลังหารือปัญหาที่ว่า “จางเยียนอยู่ที่ไหน” กันอยู่
ครั้นนึกถึง ‘หลานชายสกุลเหมย’ ที่อยู่ที่ไหนสักแห่งข้างนอกนั้น พวกเหมยถงซานก็สอบถามอย่างสนอกสนใจอยู่หลายประโยค
“อุ้มท้องโตแบบนั้น ผู้ใดจะไปรู้ว่าไปไหนแล้ว?” ผู้อาวุโสสกุลเหมยกล่าว “ทางหมู่บ้านสกุลจางก็ช่วยสอบถามกับคนที่เคยไปมาหาสู่กับแม่นางจางให้แล้ว แต่ไม่มีใครได้พบแม่นางจางเลยสักคน”
ผู้อาวุโสจูกล่าวว่า “นั่นน่ะสิ ราวกับเหือดหายไปในกลุ่มคนอย่างนั้นแหละ คนเป็น ๆ คนหนึ่งจะหายสาบสูญไปในอากาศได้อย่างไร? พวกท่านสอบถามกับคนข้างนอกไปทั่วก็ไม่พบ ที่หมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าก็ไม่เจอคนเหมือนกัน แล้วนางจะไปที่ใดได้?”
“เกรงว่าคงคลอดเด็กแล้วกระมัง?” เจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านสกุลจูถามต่ออีกว่า “สะใภ้สี่ของสกุลจูคลอดมาได้สองเดือนแล้ว ข้าจำได้ว่า คล้ายใครสักคนพูดไว้ว่าแม่นางจางตั้งครรภ์ช้ากว่าสะใภ้สี่สกุลจูหน่อยเดียว”
เขายังเคยถามคนสกุลเหมยเพื่อยืนยันเรื่องนี้อีกที
แต่คนสกุลเหมยรู้เรื่องนี้เสียที่ไหน ตอนนั้นที่จางเยียนเข้ามาอยู่ในเรือนสกุลเหมย ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของแม่เฒ่าเหมย คนสกุลเหมยที่ไม่ได้สนใจความเป็นตายของแม่เฒ่าเหมย แล้วจะให้สนใจเรื่องนี้หรือ?
เขาจึงได้แต่คาดเดาเอาเองว่าคงเป็นประมาณช่วงเวลานั้นกระมัง
ครั้นได้รับการ ‘ยืนยัน’ จากคนสกุลเหมย เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสจากทั้งสองหมู่บ้านก็คิดว่าเรื่องคงเป็นเช่นนี้กระมัง เป็นไปได้ว่าจางเยียนคงคลอดแล้ว แต่ไม่มีที่ไป จำต้องกลับมาหาสกุลจู
สาเหตุที่ก่อนนี้ไม่มา เป็นเพราะสกุลจางและสกุลเหมยกำลังจับตามองสกุลจู ทว่าตอนนั้นคงถูกบีบคั้นจนไร้ทางอื่น จึงได้แต่หลบเลี่ยงสายตาผู้คนจนมาที่เรือนสกุลจู
แต่คาดไม่ถึงว่าจะมาพบแม่เฒ่าเหมยเอาระหว่างทาง แล้วเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้นมา สุดท้ายเผลอสังหารแม่เฒ่าเหมยโดยไม่เจตนา
……
“ช้าก่อน พวกท่านหมายความว่าจางเยียนฆ่าแม่เฒ่าเหมยงั้นหรือ?!” เหมยถงซานเบิกตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร? วันนี้หลังพบร่างแม่เฒ่าเหมย ข้าก็ไปตรวจสอบมาทั่วหมู่บ้านสกุลจูแล้ว ทุกคนล้วนมีหลักฐานว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แสดงชัดว่าฆาตกรไม่ใช่คนหมู่บ้านสกุลจู ในเมื่อไม่ใช่คนหมู่บ้านสกุลจู ก็เป็นไปได้ว่าคงเป็นคนผ่านทางมา รวมถึงแม่นางจางที่หายตัวไป”
ผู้อาวุโสสกุลจูไม่ต้องการให้มี ‘ฆาตกร’ ปรากฏขึ้นในหมู่บ้านสกุลจู ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าเรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริง เขาก็จะสาดน้ำโคลนไปที่แม่นางจางซึ่งยังหาตัวไม่พบ
ถ้าภายหลังหาคนพบแล้วปรากฏว่าไม่ใช่จางเยียนก็ไม่เป็นไร เรื่องราวผ่านไปแล้ว ถึงตอนนั้นเขาก็สามารถพูดว่า ข้าก็เดาเอาหรอก ไม่ได้พูดว่าจางเยียนเป็นคนฆ่าจริง ๆ เสียหน่อย
พวกเขาสามารถค่อย ๆ ตามหาฆาตกรและจัดการเรื่องนี้กันเอง แต่ไม่อาจให้คนนอกรู้เรื่องเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นต่อไปใครยังจะกล้าไปมาหาสู่กับหมู่บ้านสกุลจู?
เจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านสกุลจูซึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็กล่าวเสริมด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ผู้อาวุโสจูกล่าวได้ไม่ผิด วันนี้พอพวกข้าพบศพแม่เฒ่าเหมยก็เริ่มสืบกันทันที ‘หลักฐานพิสูจน์ว่าไม่อยู่ในที่เกิด
เหตุ’ ที่ว่านี้ พวกเจ้าคนสกุลเหมยอาจไม่ค่อยรู้จักว่ามันคืออะไร แต่พวกข้าอธิบายให้ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่จากหมู่บ้านพวกเจ้าฟังแล้ว พวกเขาสามารถยืนยันได้ว่าพวกข้าไม่ได้โกหก”