ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 181 ฆ่าหมู (1)
บทที่ 181 ฆ่าหมู (1)
เมื่อเห็นน้ำตาลจำนวนมากขนาดนั้นถูกเทลงไปในของเหลวสีดำ หัวใจของหลิวซื่อก็เจ็บปวดเป็นอย่างมาก
น้ำตาลเป็นของดีที่ราคาแพง
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน บ้านไหนได้ซื้อมาสักหน่อยก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจมากแล้ว พวกเขาที่ซื้อมาได้แล้ว แต่แม่สามีกลับเอามาเทลงไปในสิ่งนี้
เย่อวี๋หรานผสมจนเข้ากันแล้วก็ตักออกมาชิมเล็กน้อย “ยังขาดอีกหน่อย แต่ก็ถือว่าเอาไปใช้ได้แล้ว ทุกคนรออีกสักพักก็เอามันไปตาก ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน คอยดูด้วย อย่าทำให้มันสกปรกหรือหกเลอะเทอะ พวกเราจะยุ่งกันไปสักสี่เดือน และจะให้มันมาพังทีหลังไม่ได้”
ยุ่งกันมาตั้งแต่ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง จนถึงตอนนี้ที่ต้องฉลองตรุษจีนก็เป็นเวลาเกือบสี่เดือนแล้ว
“เจ้าค่ะท่านแม่” หลิ่วซื่อมองไปที่ถังน้ำใบใหญ่ และปฏิญาณกับตัวเองว่าจะดูแลมันให้ดี
“ท่านแม่เจ้าคะ รสชาติเป็นอย่างไรหรือ ข้าขอลองชิมได้หรือไม่?” หลี่ซื่อฉวยโอกาสเข้ามาผสมโรง พอเห็นฉากนี้ก็รู้สึกตะกละขึ้นมา
ปากของเย่อวี๋หรานกระตุก แต่ก็ยังตักขึ้นมาเล็กน้อยแล้วให้นางชิมคำหนึ่ง
“ท่านแม่เจ้าคะ ทำไมมันถึงเค็มนิด ๆ ล่ะเจ้าคะ? แต่รสชาตินี้อร่อยจริง ๆ …” เทียบกับคนอื่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าหลี่ซื่อมีความกล้าหาญมากกว่าเล็กน้อย ในปากนางยังคงอมไว้อยู่นานสองนาน
“อร่อยแน่นอนอยู่แล้ว ถ้ามีสิ่งนี้ ธุรกิจอาหารของพวกเจ้าจะดียิ่งขึ้น และยังสามารถขายแยกได้อีกด้วย” เย่อวี๋หรานให้ลูกสะใภ้ลองชิมดู และค่อย ๆ กวาดสายตามองพวกนางพลางพูดว่า “สิ่งนี้ก็เหมือนกับชาดกับผ้าย้อมสีที่เสี่ยวเม่ยดูแลอยู่ มันเป็นวิธีลับเผยแพร่ต่อไม่ได้ ครอบครัวพวกเราจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ก็ต้องพึ่งมันแล้ว”
ทุกคนเบิกตากว้าง
“จริงหรือเจ้าคะ?!” หลี่ซื่อรีบพูดอย่างปลาบปลื้ม “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านไม่ต้องกังวล ตราบใดที่ท่านส่งมอบกิจการนี้ให้ข้า ข้าจะทำให้มันได้กำไรมากมายแน่นอนเจ้าค่ะ”
“รอให้ฆ่าหมูเสร็จ ข้าจะเข้าครัวทำอาหารให้พวกเจ้าเอง และจะสอนพวกเจ้าว่าใช้ซีอิ๊วอย่างไร” ในหัวของเย่อวี๋หรานมีภาพขาหมูตุ๋น หูหมูตุ๋น และซี่โครงหมูตุ๋นเลื่อนผ่านไปเป็นฉาก ๆ จนรู้สึกหิวขึ้นมาเสียเอง
ผ่านมาถึงตอนนี้ก็นานมากแล้วที่ไม่ได้แตะของอร่อยพวกนี้ นางคิดถึงมันเสียจริง ๆ!
แม้ว่าลูกชายสกุลจูจะมีหลายคน แต่ก็ไม่มีคนไหนที่รู้วิธีชำแหละหมู พวกเขาจึงเชิญคนขายเนื้อแซ่หลี่จากหมู่บ้านข้าง ๆ มาช่วย
เมื่ออีกฝ่ายมาชำแหละหมูก็ต้องห่อ ‘ซองแดง’ เพื่อเป็นสิริมงคล
นอกจากนี้เจ้าบ้านยังสามารถให้เนื้อหมูอีกฝ่าย เพื่อให้อีกฝ่ายเอากลับไปได้ด้วย
กล่าวได้ว่าบ้านของคนขายเนื้อแซ่หลี่ไม่เคยขาดแคลนเนื้อไว้กินเลย กินจนอ้วนแล้วอ้วนอีก
“โอ้โหจูเหล่าโถว หมูของบ้านเจ้าอ้วนพีเชียวนะ” คนขายเนื้อแซ่หลี่เดินเข้าไปในเล้าหมูของบ้านสกุลจู พอเห็นแล้วก็เอ่ยปากชมทันที
ตัวเองฆ่าหมูมานานหลายปีขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นหมูที่ไหนอ้วนพีขนาดนี้มาก่อน
จูเหล่าโถวค่อนข้างอิ่มอกอิ่มใจ แต่ก็ยังคงพูดอย่างถ่อมตัวว่า “อ้วนที่ไหนกัน แค่นี้เอง”
ความจริงแล้วในใจนั้นเบิกบานราวกับว่าหมูนี่เป็นเขาเองที่เลี้ยงมา สีหน้าจึงเต็มไปด้วยความสดใสเป็นพิเศษ
สำหรับลูกสะใภ้สกุลจูที่เป็นคนเลี้ยงหมูจริง ๆ นั้นไม่มีใครกล่าวถึง
แม้แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้ปรากฏตัวในเวลาแบบนี้ ยามนี้ซึ่งเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นผู้ชายสกุลจูที่ออกหน้า
เพราะเย่อวี๋หรานยังคงเป็น ‘แม่สามี’ ที่มีชื่อเสียงด้านความดุร้าย ไม่เช่นนั้นนางคงไปหาเจ้าหน้าที่ทางการ หรือสกุลจางเสียก่อน แน่นอนว่าคงถูกอีกฝ่ายส่งกลับมาว่า “ให้ผู้ชายบ้านเจ้ามาสิ”
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อกำลังต้มน้ำบนเตา ส่วนหลินซื่อ จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยกำลังรอให้ฆ่าหมูเสร็จ และกำลังช่วยกันทำความสะอาด ในขณะที่หลี่ซื่ออยู่ในบ้านกำลังดูแลเด็ก ๆ ยกเว้นผู้ชายสกุลจูที่กำลังยุ่ง เพราะโดยพื้นฐานแล้วผู้หญิงนั้นล้วนไม่ไปปรากฏตัวที่หน้าลานบ้าน
อ้อ แต่เย่อวี๋หรานดันไปอยู่ที่นั่นแล้ว นางยืนอยู่ในห้องโถง มองดูผู้ชายสกุลจูตั้งม้านั่งยาวและอุ้มหมูไปมัดไว้ภายใต้คำสั่งของคนขายเนื้อแซ่หลี่
ม้านั่งนั้นมีเพียงคนขายเนื้อแซ่หลี่ที่นั่งอยู่ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เขามา นอกจากจะนำมีดฆ่าหมูที่ลงทะเบียนกับทางการไว้มาด้วยแล้ว ก็ยังเอาม้านั่งตัวนี้มาเองด้วย
เทียบกับม้านั่งทั่วไปมันทั้งสูงและหนากว่า แต่มันก็ไม่ได้สูงเท่ากับโต๊ะปกติ สูงแค่ประมาณเอวเท่านั้น
เมื่อหมูถูกยกขึ้นก็ถูกตรึงไว้อย่างดี เพื่อให้คนขายเนื้อแซ่หลี่ลงมีดได้สะดวก
“กะละมัง ๆๆ เลือดหมูนี่ของดีเลย อย่าทิ้งให้เสียเปล่า” คนขายเนื้อแซ่หลี่เตือนพวกเขาให้รีบไปหากะละมังมาวางรองไว้ข้างล่าง ไม่เช่นนั้นพอลงมือชำแหละแล้วมีเลือดหมูไหลทิ้งมากมายคงน่าเสียดาย
“กะละมังพร้อมแล้ว อยู่นี่” เย่อวี๋หรานยื่นให้
คนขายเนื้อแซ่หลี่ปรับตำแหน่งของตัวเอง ก่อนจะหยิบมีดชำแหละหมูที่ถูกลับจนคมแล้วออกมา และให้ผู้ชายสกุลจูช่วยจับไว้ก่อนจะใช้มีดเชือดคอหมู
หมูร้องเสียงดังมากถึงขนาดที่คนข้างบ้านได้ยิน
หญิงปากสว่างถูกแม่สามีบ่นอีกก็รู้สึกไม่พอใจ “เป็นเพราะข้าเลี้ยงไม่ดีหรือ? มีวันไหนที่ข้าให้อาหารหมูไม่ดีหรือ?”
ขณะที่พูด เสียงหมูก็ร้องดังยิ่งขึ้น
แม่หย่งหนิงรู้สึกตกตะลึง “ข้างบ้านฆ่าหมูแล้ว”
“ใช่ บ้านพวกเขาฆ่าหมูวันนี้ ตอนที่ลูกชายท่านไปเชิญคนขายเนื้อแซ่หลี่มา คนขายเนื้อแซ่หลี่บอกว่าช่วงเช้ามีนัดแล้ว จึงมาได้ช่วงบ่าย” หญิงปากสว่างพึมพำ “ในเมื่อวันนี้จะฆ่าอยู่แล้วยังต้องให้อาหารหมูอีกหรือ? รอให้เขามาก่อนค่อยฆ่าทีเดียวเลยก็ได้”
“จะไม่ให้อาหารมันได้อย่างไร? ยังไม่ถึงช่วงบ่ายเลย ต้องให้หมูกินให้อิ่มและอยู่ในสภาพที่ดีสิ” แม่ของหย่งหนิงให้หญิงปากสว่างไปให้อาหารหมูอีกครั้ง
หญิงปากสว่างไม่ยอมและไม่คิดจะขยับตัว ได้แต่พูดออกไปด้วยความโกรธ “ท่านอยากให้อาหารก็ไปให้เองสิ ไม่ต้องมาหาข้า”
นางส่ายหน้าก่อนจะเดินไปทางบ้านสกุลจูเพื่อไปดูเรื่องสนุก
แม่หย่งหนิงโกรธจนตัวสั่น นางแก่มากแล้ว อีกทั้งยังเดินยังไม่คล่อง ถ้าทำเองได้จะเรียกลูกสะใภ้ทำไม?
เมื่อหญิงปากสว่างมาถึงหน้าบ้านของสกุลจูก็เห็นว่ามีคนมามุงดูเรื่องสนุกอยู่ก่อนแล้ว การฆ่าหมูเป็นเรื่องที่เป็นมงคลมาก ตราบใดที่ไม่มีคนมีปัญหา ทุกคนก็ล้วนมีบรรยากาศที่ชื่นมื่นไปด้วย
“หมูบ้านพวกเขาตัวใหญ่จริง ๆ!”
“นั่นสิ ไม่รู้ว่าให้อาหารอะไร ตัวกลมใหญ่กว่าบ้านข้าเสียอีก”
“รอให้มีเวลา ลองไปถามเรื่องนี้กับพวกลูกสะใภ้ของป้าจูกันเถอะ”
…..
มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าคุยกับป้าจู พวกเขายังค่อนข้างกลัว ‘ชื่อเสียง’ ของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
จะอะไรกันนักกันหนา คนพวกนี้เสแสร้งจริง ๆ! หญิงปากสว่างได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกว่าทุกคนปลอมเปลือก แน่นอนว่าคงอยากจะไปประจบประแจงเท้าเหม็น ๆ ของยายเฒ่าเจ้าเล่ห์
ถ้าไม่ใช่เพราะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ‘ลำเอียง’ แบบนั้น พวกลูกสะใภ้จะเลี้ยงหมูได้ดีหรือ?
ฝันไปเถอะ
หญิงปากสว่างเดินฝ่าฝูงชนไปยืนอยู่ที่หน้าบ้านสกุลจู เมื่อเห็นหัวหมูก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมา
หม้อน้ำร้อน ๆ ถูกเทลงไป ก่อนที่คนขายเนื้อแซ่หลี่จะเริ่มโกนขนหมู
เขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ทำเสร็จอย่างรวดเร็ว
แต่เพราะยังไม่ได้เริ่มแยกส่วน ดังนั้นหญิงปากสว่างจึงมองออกทันทีว่าหมูตัวนี้อ้วนมากขนาดไหน ตัวใหญ่กว่าหมูที่บ้านนางมาก
ทันใดนั้นในใจนางก็รู้สึกฉุนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำไมถึงเลี้ยงหมูให้เติบโตขนาดนั้นได้ ส่วนนางที่พยายามทำงานมาตลอดชีวิตแต่ทำไมกลับไม่มีอะไรดีเป็นชิ้นเป็นอันเลย?
หากไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แต่หญิงปากสว่างถูกเปรียบเทียบกับเย่อวี๋หรานมาตลอดชีวิต เทียบเรื่องลูกชายแล้ว นางก็ไม่สามารถมีลูกชายให้ได้ เทียบเรื่องผู้ชาย ผู้ชายของนางก็ไม่เชื่อฟัง และเมื่อเทียบเรื่องเลี้ยงหมู นางก็ไม่สามารถเลี้ยงให้เติบโตเท่าอีกฝ่ายได้เลย