ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 182 ฆ่าหมู (2)
บทที่ 182 ฆ่าหมู (2)
หลังจากผ่าท้องหมูแล้ว อวัยวะภายในก็ถูกบรรจุลงถัง เย่อวี๋หรานให้พวกลูกชายเอาไปไว้ที่หลังบ้าน และรอให้หลินซื่อทำความสะอาดจนเสร็จเสียก่อน
คนขายเนื้อแซ่หลี่ช่วยหั่นหมูจนเป็นชิ้น ๆ ใส่ไว้ในตะกร้า “มันมีขนาดไล่เลี่ยกัน พอถึงเวลาก็เอาไปหมักไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นเอาไปตากแห้งก็กลายเป็นเนื้อแดดเดียวแล้ว หมูเยอะขนาดนี้สามารถประหยัดไว้กินได้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า บ้านพวกเจ้าวางแผนจะขายมันสักหน่อยหรือไม่?”
“ไม่ขายหรอก ยายแก่บอกว่าถึงอย่างไรตอนนี้ในบ้านก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่แล้ว ปีนี้จะไม่ซื้ออะไรเพิ่มอีก เนื้อหมูนี่จะเก็บไว้กินเอง จะได้ประหยัดเงินที่จะเอาไปซื้อเนื้อหมูหลังจากนี้ด้วย” จูเหล่าโถวยิ้มจนปากแทบฉีกถึงหู
ปีก่อน ไม่ใช่ว่าเหลือไว้นิดหน่อยสำหรับตรุษจีน และส่วนใหญ่เอาไปขายหรอกหรือ?
ช่วยไม่ได้ แม้ว่าจะเลี้ยงหมูทุกปี แต่หมูก็ไม่ได้อ้วนพีทุกครั้ง ตั้งแต่ต้นปีจนสิ้นปีก็ต้องพึ่งหมูตัวนี้เพื่อซื้อของเข้าบ้าน นอกจากจะแลกเป็นเงินแล้วยังเหลืออะไรที่สามารถทำได้อีกสักเท่าไหร่กันเชียว?
“งั้นก็ได้ หมูที่เลี้ยงเองนั้นราคาไม่แพงเท่าไปซื้อข้างนอก” คนขายเนื้อแซ่หลี่พูด “ปีหน้าก็ให้ข้ามาชำแหละเนื้อหมูเหมือนเดิมสิ ข้ารับรองว่าจะชำแหละให้สวยงาม ไม่ให้เสียเลือดโดยเปล่าประโยชน์สักหยดเลย”
ได้ชำแหละเนื้อหมูที่อ้วนพีอีกสองสามตัว คนขายเนื้อแซ่หลี่ก็มีความสุขเช่นกัน เพราะนี่ก็ถือเป็นเรื่องมงคล
เมื่อผู้คนรู้ว่าเขาสามารถชำแหละหมูที่อ้วนพีได้ง่าย ๆ คนอื่น ๆ ก็เต็มใจที่จะเชิญเขาไปชำแหละเนื้อ นี่เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง ราวกับว่าตราบใดที่เขามาชำแหละเนื้อหมูให้ก็เหมือนว่าหมูในบ้านก็จะตัวอ้วนพีขึ้นมา
“เจ้าชำแหละเนื้อได้สวย แน่นอนว่าต้องไปเชิญเจ้ามาอยู่แล้ว วางใจเถอะ ปีหน้าข้าก็จะตามเจ้ามาอีก” จูเหล่าโถวยื่นซองซองแดงที่เตรียมไว้ให้เขา
ซองแดงนี้นอกจากมีเงินที่หามาอย่างยากลำบากแล้ว ยังใช้ ‘กระดาษสีแดง’ ห่อไว้เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย
การทำหน้าที่ฆ่าหมูนั้นมีจิตอาฆาตอย่างหนักหน่วง การห่อซองแดงด้วยกระดาษสีแดงจะช่วยกดมันเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งตัวเจ้าบ้านและแขกที่เชิญมาฆ่าหมู
เมื่อคนขายเนื้อแซ่หลี่บีบมันก็ได้รู้ว่าคนสกุลจูนั้นใจกว้าง เพราะในซองนั้นมีจำนวนมากกว่าปกติสองเหรียญ เขาจึงมีความสุขอย่างยิ่ง
อย่ามองว่าการไปชำแหละเนื้อหมูให้คนอื่นนั้นจะสามารถทำเงินได้ไม่กี่เหรียญ ไม่ใช่ว่าเขามาทำแค่ปีละครั้งเท่านั้น หากเขาต้องการทำเงิน เขาก็ทำได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง
ดังนั้นพูดได้ว่าคนชำแหละเนื้ออย่างพวกเขานั้นภายนอกดูเหมือนทำเงินได้มากมาย แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น
คนขายเนื้อแซ่หลี่สอบถามจูเหล่าโถวอยู่ครู่หนึ่งว่าครอบครัวของพวกเขาเลี้ยงหมูอย่างไร ทำไมถึงได้อ้วนพีกว่าบ้านอื่น ๆ แม้คนขายเนื้อแซ่หลี่จะไม่ได้เลี้ยงหมูเอง แต่เมื่อเขาพูดคุยกับเจ้าบ้าน เจ้าบ้านก็จะพึงพอใจเช่นกัน
จูเหล่าโถวไม่คิดมาก พูดอย่างมีความสุขว่า “มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษเสียที่ไหน ก็แค่ล้างเล้าหมูบ่อย ๆ ขยันให้อาหารมันสักนิด ยายแก่บ้านข้าให้ความสำคัญกับมันมาก ให้ล้างเล้าหมูทุกสองสามวัน อาหารหมูก็ล้วนเป็นอาหารปรุงสุก…”
จูเหล่าโถวนั้นยังไม่รู้เรื่องการวางตะปูเกลียวเข้าไป
เขาไม่ได้มีหน้าที่ให้อาหารหมู ช่วงเวลาที่เขาได้สัมผัสหมูคงจะเป็นตอนที่ซื้อลูกหมู และตอนที่ฆ่าหมู…
“ยายแก่บอกว่าหมูก็เหมือนคน ชอบความสะอาดเหมือนกัน ถ้าเจ้าปล่อยให้ที่ที่มันอยู่สกปรกมันก็จะไม่มีความสุข” จูเหล่าโถวโอ้อวด “พอทำความสะอาดแล้วในใจก็จะรู้สึกดีขึ้น กินอะไรก็มีความสุขเช่นกัน เจ้าว่ามีเหตุผลหรือไม่?”
คนขายเนื้อแซ่หลี่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงทั้งหมดหรือไม่ แต่เขาก็ยิ้มและพูดว่า “ที่เจ้าพูดก็ถูก ดูอย่างสัตว์บนเขา พวกมันก็ชอบไปที่ที่สะอาดเช่นกัน ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้”
“เป็นเพราะเหตุผลนี้แหละ มันอยู่อย่างสบาย หลังจากนั้นก็ทำอาหารปรุงสุกให้มันกิน พอมันกินแล้วก็มีความสุข กินอิ่มนอนหลับสบาย มันก็จะค่อย ๆ โตขึ้นมา”
…..
เมื่อเนื้อหมูถูกแยกออกเป็นชิ้น ๆ ก็ไม่มีงานให้คนขายเนื้อแซ่หลี่ทำอีก เขานั่งคุยกับจูเหล่าโถวอยู่ที่นั่น ทั้งยังมีชาดี ๆ กับของว่างมารับแขก
ส่วนที่ลานบ้าน จูต้ากับจูเอ้อร์ช่วยกันทำความสะอาดพวกเลือดหมูและขนหมู ทั้งหมดนี้สามารถส่งลงไปใน ‘บ่อปุ๋ยหมัก’ เพราะล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ดีในการทำปุ๋ยหมัก
ตอนที่คนขายเนื้อแซ่หลี่กินเข้าไปคำแรกก็ตกตะลึง “นี่มันคืออะไร?!”
“อ้อ มันคืออาหารที่บ้านข้าทำ ยายแก่ให้ลูกสะใภ้ทำให้” จูเหล่าโถวไม่ได้เข้าครัว ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เช่นกันว่ามันทำอย่างไร เพียงแค่กินมันและคาดว่าเหมือนจะเป็นถั่วลิสงที่ภายนอกห่อด้วยของจำพวกกากถั่ว
“ข้างในแข็งขนาดนี้เป็นถั่วชนิดไหนกัน ถึงเคี้ยวแล้วอร่อยขนาดนี้?” หลังจากคนขายเนื้อแซ่หลี่กินไปไม่กี่เม็ดก็เกิดลังเลที่จะกินต่อ
ถึงจะดูหน้าไม่อายต่อเจ้าบ้าน แต่พอนึกถึงลูกที่บ้านก็ยังเปิดปากอย่างหน้าหนาว่าอยากเอากลับบ้านไปสักหน่อย
“มีถั่วหลายชนิดและหลายรสชาติ” จูเหล่าโถวก็กินไปสองสามเม็ด “เป็นเมล็ดพืชที่ปลูกไว้เป็นปกติ ยายแก่ฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่ได้สนใจ หยิบเมล็ดออกไปห่อด้วยกากถั่วแล้วทำเป็นอาหารว่าง ถ้าเจ้าชอบก็ห่อกลับไปสักหน่อยสิ เจ้ารอเดี๋ยวนะ ข้าจะไปเอาถุงใบเล็ก ๆ มาให้”
“ไม่ต้อง ๆ ข้าเอาใส่ไว้ในแขนเสื้อก็ได้”
“อย่าเลย กากถั่วนี่ถ้าไปสัมผัสโดนจะหลุดออกได้ง่าย ๆ ใช้ถุงนี่แหละ” จูเหล่าโถวเข้าไปในห้อง หยิบถุงใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือที่ทำจากใบไผ่ตากแห้งออกมา ก่อนจะส่งให้คนขายเนื้อแซ่หลี่ “อันนี้แหละ”
“ใช้สิ่งนี้ได้จริงหรือ” คนขายเนื้อแซ่หลี่สองจิตสองใจ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแขกบ้านคนอื่น ถ้าเทใส่มาหมดมันก็จะ ‘น่ากระอักกระอ่วน’ ต่อพวกเขาสองคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น
เขาเทส่วนของตัวเอง และจะกินน้อยลงหน่อย
“ดึงสายรัดตรงนี้สักหน่อยก็สามารถมัดปากถุงได้แล้ว” จูเหล่าโถวเตือนเขา
“ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? ไม่เลว ๆ นี่ใครเป็นคนคิดหรือ?” ในคราแรกคนขายเนื้อแซ่หลี่คิดว่าด้ายป่านนั้นใช้สำหรับหิ้ว ไม่คิดว่าจะใช้มัดปากถุงได้ ดูเหมือนถุงผ้าจนทำให้ประหลาดใจเล็กน้อย
ผ้ามีราคาแพงกว่า คนส่วนใหญ่จึงทนไม่ได้ที่จะนำมาทำเป็นถุง และยังต้องซื้อของแพง ๆ อย่างข้าวและเส้นหมี่อีก จึงไม่มีทางเลือกมากนัก ทำได้เพียงตัดใจ
แต่ ‘ถุงใบเล็ก’ ของสกุลจูนั้น ตราบใดที่ไม่ใส่ของอย่างเช่นข้าวหรือหมี่ โดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
“เด็กน้อยบ้านข้าน่ะสิ นางเรียนรู้วิธีทำสร้อยข้อมือจากแม่ของนาง ช่วงปกติที่ไม่มีอะไรทำก็ใช้ด้ายที่บางกว่านี้หน่อยมาทำถุงใบเล็ก ๆ นี่” จูเหล่าโถวพูด “ต้องใช้ทักษะและความพยายามมากทีเดียว ถุงนี่มันเล็ก ใส่อะไรได้แค่นิดหน่อย สู้ไปทำสร้อยข้อมือขายดีกว่า”
เมื่อนึกถึงสาวน้อยสกุลจูที่สามารถหาเงินเองได้แล้ว คนขายเนื้อแซ่หลี่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา “เจ้าพูดถึงปาเม่ยใช่หรือไม่? ปาเม่ยของบ้านเจ้าเก่งมาก เด็กขนาดนี้ก็หาเงินให้ครอบครัวได้แล้ว ข้าจะบอกให้ว่าเมียข้ามักจะพูดกับข้าว่าปาเม่ยบ้านเจ้าน่ะมีฝีมือยอดเยี่ยม ของที่นางทำทั้งสวยทั้งน่าซื้อ ทุกครั้งที่ไปตลาดก็ขายได้ไม่น้อยเลย…”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดถึงตอนที่ภรรยาของเขาดุด่าลูกสาวคนรองของบ้านเขาว่าถึงเวลาต้องแต่งงานแล้ว แต่ยังหา ‘รายได้’ ให้ครอบครัวไม่ได้เลย ไม่รู้โตไปจะฉวยเอาสินเดิมของเจ้าสาวกลับมาให้ตนได้บ้างหรือเปล่า
คนล้วนบอกว่าเขาฆ่าหมูก็หาเงินได้แล้ว แต่จะไปรู้อะไรกันเล่า ที่บ้านมีสาวสวยอยู่สี่คน แค่ค่าสินเดิมของเจ้าสาวอย่างเดียวก็ทำเขากลุ้มใจแทบตายแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาฆ่าหมูมากเกินไปหรือไม่ จึงเป็นการละเมิดกฎสวรรค์ ทำให้มีลูกสาวสี่คนติด ๆ หลังจากนั้นถึงจะมีลูกชายมาคนหนึ่ง
เมื่อลูกสาวคนโตแต่งงานออกไป เขาก็ให้สินเดิมเจ้าสาวไปจำนวนหนึ่ง ปีหน้าก็ถึงตาลูกสาวคนรองแต่งงาน แล้วหลังจากนั้นก็ยังมีลูกสาวอีกสองคน ทุกคนล้วนต้องมี ‘สินเดิมติดตัว’ ไปด้วย ทำให้เขากลุ้มใจแทบตายจริง ๆ
ต่างจากลูกสาวสกุลจูที่อีกตั้งสามสี่ปีกว่าจะแต่งงาน แต่ตอนนี้ก็เริ่มเก็บเงินค่าสินเดิมของตัวเองแล้ว ไม่รู้ว่าจะเก็บเงินให้ครอบครัวของแม่นางได้เท่าไหร่ และด้วยทักษะการหาเงินของนาง แน่นอนว่าสามารถเลือกครอบครัวดี ๆ ได้เลย
คนขายเนื้อแซ่หลี่รู้สึกอิจฉาขึ้นมา