ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 220 สั่งสอนหลานชาย
บทที่ 220 สั่งสอนหลานชาย
แน่นอนว่าจูซื่อเองก็ต้องเต็มใจเลี้ยงลูกด้วย ไม่อย่างนั้นหลี่ซื่อเปลืองน้ำลายมากเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์
ในฐานะบิดาบังเกิดเกล้าของซื่อเป่า จูซานไม่ได้ปลีกตัวไปไหนไกล เมื่อเห็นว่าจูซื่อคนเดียวอุ้มเด็กสองคนก็รู้สึกคันไม้คันมือ รีบเร่งประชิดเข้ามา “เจ้าอุ้มไม่ไหวหรอก ข้าช่วยเจ้าอุ้มคนหนึ่ง”
“ไม่ต้อง ข้าอุ้มไหว” เพิ่งพูดจบ จูซื่อก็เพิ่งเห็นว่าเป็นพี่สามของเขา เขาจึงส่งเด็กให้ทันที “ท่านดูซื่อเป่า อ้วนขึ้นเยอะแล้วใช่หรือไม่?”
แม้จูซานอยู่ที่เรือนก็ได้เห็นซื่อเป่าบ่อย ๆ แต่ใช่ว่าอยากเห็นหน้าหรืออยากอุ้มขึ้นมาเวลาไหนก็สามารถทำได้ตลอดเวลาเหมือนสองสามีภรรยาคู่นี้ ครั้นเห็นลูกน้อยอยู่ในอ้อมอกตนเองก็รู้สึกว่าหายากยิ่งนัก “อื้ม อ้วนขึ้นมาก”
“ท่านดู มีคางสองชั้นแล้วด้วย” จูซื่อยื่นมือไปลูบใต้คางของเด็กน้อย
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยยังเป็นเพียงแม่นางน้อยวัยละอ่อน ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ออกมาข้างนอกสักครั้ง ครั้นออกมาคราวนี้พวกนางจะอยู่ติดที่ได้อย่างไร คิดแต่จะออกไปเดินเล่นเพ่นพ่านเสียให้หนำใจ
เนื่องจากตกลงกันมาล่วงหน้าแล้ว หลินซื่อจึงไม่ได้รั้งอยู่นาน เรียกสามีของตนเองมาแล้วพาสาวน้อยทั้งสามคนไปเดินงานวัดด้วยกัน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่อยากไปกับบิดามารดาบังเกิดเกล้าของตนเอง หลังได้ยินว่าท่านย่าของพวกเขาจะไปเดินงานวัด พวกเขาก็ไม่พูดพร่ำ รีบคว้ามืออาเจ็ดมาเดินตามหลังเย่อวี๋หรานไปต้อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเย่อวี๋หรานผละมาจากแผงขายของของครอบครัว ด้านหลังก็มีเด็กเล็กสอง เด็กโตหนึ่ง เดินตามหลังมาราวกับหางเล็ก ๆ สามพวง
“ไม่ไปกับแม่พวกเจ้ารึ ตามข้ามาทำไม?” เย่อวี๋หรานออกจะจนใจ
คงเป็นเพราะนางไม่ดุแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้เด็กน้อยพวกนี้จึงไม่กลัวนางมากขึ้นแล้ว
ต้าเป่ากะพริบตาอย่างไร้เดียงสา “ข้าชอบท่านย่าขอรับ”
เอ้อร์เป่าก็กะพริบตา “ข้าก็ชอบท่านย่าขอรับ”
จูชีมองเด็กน้อยทั้งสอง แล้วเลียนแบบประโยคนั้นช้าไปครึ่งจังหวะ “ข้าก็ชอบท่านแม่ขอรับ”
อย่างน้อย เขายังไม่ทึ่มจนถึงขั้นเรียกแม่ตนเองว่า ‘ท่านย่า’ ตามต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
“อยากซื้ออะไร?” เย่อวี๋หรานถาม
ทั้งสามคนส่ายศีรษะ “เปล่าขอรับ ท่านย่า พวกข้าไม่มีของที่อยากซื้อ”
“พวกข้าไม่ได้ตามท่านย่ามาเพราะอยากซื้อของ แต่พวกข้าชอบท่านย่าจริง ๆ นะขอรับ”
“ท่านย่า ให้พวกข้าไปกับท่านเถอะ”
……
งานวัดมีคนมาก เย่อวี๋หรานกลัวว่าจะพลัดกันกับพวกเขา จึงได้แต่ใช้มือข้างหนึ่งจูงเด็กคนหนึ่ง
ส่วนจูชี อย่างไรเขาก็โตแล้ว จึงให้เขายืนอยู่อีกด้านหนึ่งแล้วจูงมือต้าเป่า
“ต้าเป่า จับมืออาเล็กของเจ้าให้แน่น อย่าทำคนหายล่ะ”
“ขอรับ ท่านย่า”
“เจ้าเจ็ด ประเดี๋ยวถ้าเดินพลัดกัน ให้กลับไปหาพี่สะใภ้สี่ของเจ้าที่แผงขายของ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ ท่านแม่”
แม้จะมีภาพเกี่ยวกับงานวัดอยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่การระลึกจากในความทรงจำของคนอื่นกับการมาสัมผัสสถานที่จริงด้วยตนเองนั้นเป็นคนละเรื่อง
ความทรงจำเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก มันมักจะทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูงดงามขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้สิ่งที่ ‘ไม่สำคัญ’ เปลี่ยนเป็นเลือนรางไม่ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของร่างเดิมไม่มีทางจำได้ว่าในงานวัดมีพืชที่ไม่รู้จักชนิดใดบ้าง ความสนใจของนางจะพุ่งไปที่สิ่งของที่มีสีสันสดใสหรือของมีราคาเท่านั้น
“ท่านย่า ท่านดูสิขอรับ ตรงนั้นมีถังหูลู่ด้วย!”
เย่อวี๋หรานกำลังมองเสียเพลิน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าร้องอย่างตื่นเต้นยินดีขึ้นมา
นางหันไปมองก็เห็นว่าบริเวณที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวมีคนขายถังหูลู่อยู่ด้วย
“พวกเจ้าบอกว่าไม่มีของที่อยากซื้อไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแอบร้อนตัว พวกเขาพูดได้หรือว่าถ้าตามท่านย่า ท่านย่าอาจซื้อของให้พวกเขาคนละไม้ แต่ถ้าตามท่านพ่อท่านแม่ พวกเขาก็คงได้ไม้เดียวมาแบ่งกันกินกับอาเล็กแล้ว
“โกหกไม่ใช่เด็กดี”
“เปล่านะขอรับ ท่านย่า ตอนแรกพวกข้าไม่ได้อยากซื้อถังหูลู่ แต่พอมาเห็นของจริงเข้าถึงได้อยากกินขึ้นมา” ต้าเป่าแก้ตัว
เอ้อร์เป่าพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ “ใช่แล้วขอรับ เป็นเช่นนี้เอง”
“ท่านแม่ ข้าก็อยากกินขอรับ” เมื่อเทียบกับสมัยก่อน จูชีก็ใจกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว
“ได้ แต่ซื้อได้แค่ไม้เดียวเท่านั้น”
“หา ไม้เดียว?!” ต้าเป่ารู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ “ท่านย่า พวกข้ามีสามคนนะ”
เอ้อร์เป่ายกนิ้วมือขึ้นมาเตือนท่านย่าว่าพวกเขามีกันสามคนนะ
“ถังหูลู่ไม้ละสองเหรียญ ถ้าซื้อให้พวกเจ้าคนละไม้ ต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไหร่?”
เอ้อร์เป่าชิงตอบว่า “หกเหรียญขอรับ สองสามเท่ากับหก ก็คือหกเหรียญ”
“แม่พวกเจ้าถักสร้อยข้อมือขายได้เงินเท่าไหร่?”
เอ้อร์เป่าอีกว่า “ท่านแม่ถักได้ไม่ค่อยสวย ขายได้สองเหรียญเท่านั้น บางครั้งก็ได้สามเหรียญ”
“สร้อยข้อมือขายได้สองเหรียญ ต้องหักเข้าส่วนกลางอีกสองส่วน ทั้งยังต้องแบ่งให้อาสะใภ้สี่ของพวกเจ้าครึ่งหนึ่งเป็นค่าเหนื่อย อย่างนั้นแม่พวกเจ้าต้องถักสร้อยข้อมือกี่เส้น จึงจะหาเงินได้หกเหรียญ?”
ปัญหาข้อนี้ซับซ้อนอยู่สักหน่อย เด็กน้อยสองคนกับเด็กโตหนึ่งคนกระเถิบเข้ามาช่วยกันคิดเลข
ต้าเป่าพูดว่า “ต้องได้เจ็ดแปดเส้นขอรับ ถ้าราคาเส้นละสองเหรียญก็ต้องถักอย่างน้อยเจ็ดเส้น ถ้าคนอื่นซื้อเยอะ ยังต้องแถมไปด้วยหนึ่งเส้น เช่นนั้นก็ต้องถักแปดเส้น”
“แล้วแม่เจ้าถักได้วันละกี่เส้น?”
ต้าเป่าตะลึงไปเล็กน้อย เพราะเขาเองก็ไม่ได้โง่ ฉับพลันนั้นจึงเข้าใจเจตนาของคนเป็นย่า ถังหูลู่สามไม้ใช้เงินไปในคราวเดียวหกเหรียญ ดูเหมือนจะไม่มาก แต่มารดาของพวกเขายังต้องทำงานอย่างอื่นอีก วันหนึ่งถักได้สองสามเส้นเท่านั้น หรือก็หมายความว่าถ้าต้องการจะหาเงินให้ได้หกเหรียญ มารดาของพวกเขาต้องถักสร้อยข้อมืออย่างน้อยสองวัน
เย่อวี๋หรานยื่นมือออกไปลูบศีรษะของพวกเขาพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าอยากกิน ข้าซื้อให้พวกเจ้าได้ แต่ข้าอยากให้พวกเจ้าเข้าใจว่าเงินแต่ละเหรียญของครอบครัวเรากว่าจะได้มานั้นไม่ง่าย ที่พวกเจ้ามีกินมีใช้ทุกวันนี้เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัว พวกเจ้าไม่อาจมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของตาย พวกเจ้าพึงรู้สึกขอบคุณและทะนุถนอม ใช้เงินแต่ละเหรียญอย่างรู้คุณค่า เช่นนี้จึงจะไม่ผิดต่อความทุ่มเทของคนในครอบครัว”
ครั้นท่านย่าอธิบายให้ฟังเช่นนี้ ต้าเป่าที่เริ่มรู้เดียงสาบ้างแล้วพลันบังเกิด ‘ความรู้สึกผิดบาป’ ขึ้นมาในใจ
พวกเขาแค่อยากกินถังหูลู่ แต่เพื่อเงินค่าถังหูลู่ไม้เดียว มารดาของพวกเขาต้องลำบากหนึ่งวัน พวกเขายังเคยตำหนิว่ามารดา ‘ขี้เหนียว’ ยอมซื้อให้แค่ไม้เดียว
“ขอโทษขอรับท่านย่า ต่อไปข้าจะไม่พูดว่าท่านแม่ขี้เหนียวอีกแล้ว”
“ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ ท่านย่า”
เด็กน้อยทั้งสองถอยคนละก้าว บอกว่าพวกเขาไม่อยากได้ถังหูลู่แล้ว ใช่ว่าจะไม่เคยกินเสียหน่อย เก็บเล็กผสมน้อยเอาไว้สำหรับซื้อผ้าตัดชุดใหม่ในอนาคตดีกว่า
“ซื้อสิ” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปลาบปลื้ม “คราวนี้ข้าออกเงินซื้อให้พวกเจ้าคนละไม้ ย่าเพียงหวังให้พวกเจ้ารู้คุณค่าของเงินแต่ละเหรียญ แต่เงินคืออะไร? เงินคือของตาย มีเงินก็ต้องใช้ ทว่าเพื่อประหยัดเงินกลับยอมทรมานทรกรรมตัวเอง นั่นไม่ใช่การประหยัดเงินแล้ว แต่เป็นการทารุณตัวเองต่างหาก คนเรามีชีวิตเพื่ออะไรกัน? ยังไม่ใช่เพื่อให้มีเสื้อผ้าใส่ มีข้าวกิน มีที่ทางให้หยั่งเท้าหรอกหรือ? ถ้าสามารถทำให้ตัวเองมีชีวิตที่สุขสบายได้ ก็อย่าได้อยุติธรรมต่อตนเองจนเกินไป”
เย่อวี๋หรานซื้อถังหูลู่ให้พวกเขาคนละไม้ดังที่ลั่นวาจาไว้
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีในยามนี้ไม่ใคร่เข้าใจเท่าใดนัก แต่วันหนึ่งในอนาคตพวกเขาจะพบว่า เรื่องนี้ได้สอนบทเรียนที่มีคุณค่าที่สุดให้แก่พวกเขา
“อร่อยไหม?” เย่อวี๋หรานส่งถังหูลู่ถึงมือพวกเขาแล้วถามขึ้น
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าค่อนข้างเกรงใจ “ที่จริงไม้เดียวก็พอแล้วขอรับ”
“พวกเจ้าวางใจได้ ข้ามีเงินซื้อถังหูลู่พวกนี้ กินเถอะ พอพวกเจ้าโตขึ้นก็จะไม่รู้สึกว่าถังหูลู่อร่อยแล้ว” อย่างไรเสีย นางก็ไม่ชอบกินของเปรี้ยว ๆ พวกนี้แล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในความทรงจำของนาง ถังหูลู่เป็นหนึ่งในของกินอันโอชะที่สุดเมื่อครั้งยังเยาว์ มันฝากความหลังที่น่าจดจำเอาไว้มากมาย