ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 223 พวกเขาเป็นชู้กัน
บทที่ 223 พวกเขาเป็นชู้กัน
“จู…จูต้าเหนียง ทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่?”
“ทำไมข้าถึงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้? เจ้ามาเดินงานวัดได้ แต่ข้ามาไม่ได้งั้นหรือ? เจ้ารังแกลูกสะใภ้ของข้าได้ แต่ข้าไม่อาจอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องลูกสะใภ้ของตัวเอง?”
สตรีผู้นั้นรีบอธิบาย บอกว่านางไม่ได้ตั้งใจจะ ‘รังแก’ ลูกสะใภ้ของจูต้าเหนียง แต่เป็นลูกสะใภ้ของจูต้าเหนียงต่างหากที่ทำร้ายคนก่อน เดินเข้ามาตบนาง นางก็เป็นคนรักศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ เพราะเหตุนี้นางจึงตบตีกับลูกสะใภ้ของจูต้าเหนียง
นางพล่ามต่อไปว่า ฝั่งนั้นสามคนทำร้ายนางคนเดียว นางต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกรังแกหนักหนาที่สุด
พวกจูต้าเห็นว่ามารดามาแล้วก็หยุดมืออย่างรู้สถานการณ์ยิ่งนัก ไม่ได้ ‘รังแก’ หลิวต้าซุ่นต่อไปอีก
เอ่อ อย่างน้อยก็จากรูปการณ์ภายนอก
ส่วนว่าได้แอบเตะต่อยในทางลับหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องแล้ว
เย่อวี๋หรานแสดงออกว่าพอใจ ‘ความรู้เท่าทัน’ ของลูกชายยิ่งนัก แสร้งทำเป็นฟังสตรีผู้นั้นแก้ตัวจนจบก็เรียกหลินซื่อมาถามว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่
หลินซื่อฟ้องว่า “ฮือ ฮือ…ท่านแม่ อย่าไปฟังนางพูดเหลวไหล นางโกหกทั้งเพ นางเป็นปีศาจจิ้งจอก”
“ผู้ใดเป็นปีศาจจิ้งจอก เจ้าสิเป็นปีศาจจิ้งจอก เจ้าทั้งบ้านนั่นแหละ” สตรีผู้นั้นได้ยินคำของหลินซื่อก็ไม่พอใจ ตวาดขึ้นมาทันที
เย่อวี๋หรานมองตาขวาง
สตรีผู้นั้นรีบหยุดปาก ถอยกลับไปอยู่ที่เดิมอย่างว่าง่าย
การทะเลาะวิวาทกันเมื่อครู่นี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อย การปรากฏตัวของเย่อวี๋หรานยิ่งทำให้คนมารวมตัวกันมากขึ้นไปอีก
ทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้เกี้ยวบุปผาทางนั้นเดินขบวนจวนจะเสร็จกันแล้วล่ะ ทุกคนจึงไม่มีเรื่องสนุกให้ดูอีก ตอนนี้ดีเลย ทางนี้มีคนต่อยตีกันอยู่พอดี ได้ยินว่าฝ่ายหาเรื่องเป็นลูกสะใภ้ของ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ อีกด้วย
เมื่อผู้คนได้ยินว่ามีเรื่องครึกครื้นให้ดูชมก็หลั่งไหลมาทางนี้ทันที
“เป็นเรื่องอะไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานถามหลินซื่อ
“นางอยู่ด้วยกันกับพี่เขยข้า ไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกแล้วจะเป็นอะไร?” หลินซื่อตาแดงก่ำ กล่าวต่อไปว่า “ช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งยังมีงานวัด พี่เขยไม่พาพี่สาวข้ามาเดินงานวัด แต่กลับพาผู้หญิงคนนี้มา ถ้าพวกเขาไม่มีอะไรกันก็แปลกแล้ว ข้ายังได้ยินพี่เขยพูดว่า ไม่ช้าก็เร็วเขาจะเขี่ยพี่สาวข้าทิ้ง แล้วถามผู้หญิงคนนี้ว่าอยากอยู่กินมีลูกกับเขาหรือเปล่า”
“มีเรื่องเช่นนี้?” เย่อวี๋หรานมองไปทางสตรีผู้นั้น
สตรีผู้นั้นมีสีหน้าเหมือนได้รับความไม่เป็นธรรม “หลิวต้าซุ่นพูดแบบนี้จริง แต่ข้ากับเขาไม่มีอะไรกันเสียหน่อย ไม่มีอะไรต้องละอายใจ ข้ามีสามี มีลูกชายแล้ว จะไปอยู่กินกับหลิวต้าซุ่นได้อย่างไร?”
“สามีเจ้าล่ะ? เทศกาลปีใหม่แบบนี้ เจ้าไม่มากับสามี แต่กลับมาเดินงานวัดกับหลิวต้าซุ่นเนี่ยนะ?”
“พวก…พวกเราเจอกันระหว่างทาง” สตรีผู้นั้นแก้ตัว
เย่อวี๋หรานไม่ปล่อยไปง่าย ๆ หันไปถามหลิวต้าซุ่นทันที “เจ้าล่ะ เจ้าว่ามา นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
“ข้า…ก็เหมือนที่ซานเหนียงพูด พวกเราพบกันระหว่างทาง…” หลิวต้าซุ่นร้อนตัว แววตาหลุกหลิก ไม่กล้ามองหน้าคนตรง ๆ
“ฮ่า! แล้วหลินต้าเม่ยล่ะ?” เย่อวี๋หรานจ้องเขาอย่างเย็นชา
“นางก็ต้องอยู่ที่เรือนอยู่แล้ว”
“หมายความว่า เจ้ามาเดินงานวัดคนเดียว?”
“ใช่”
“เดินมาตั้งนานแล้ว ได้ซื้ออะไรให้คนในครอบครัวหรือยัง?”
“ไม่ได้ซื้ออะไร ไม่มีเงิน”
“ไม่มีเงิน เจ้ามาเดินงานวัดคนเดียวโดยไม่ได้พาเมียกับลูก ๆ มาด้วย แล้วมาเจอผู้หญิงที่ไม่ได้พาใครมาด้วยเหมือนเจ้าพอดี เลยมาด้วยกัน?” อย่าโทษว่าเย่อวี๋หรานใส่ร้ายคนเลย หลินซื่อตีคนอื่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็จริง แต่ถ้าไม่มีสาเหตุ หลินซื่อจะทำเรื่องหุนหันพลันแล่นเช่นนั้นหรือ?
นอกจากนี้ แค่มองก็รู้ว่าสองคนนี้กินปูนร้อนท้อง ถ้าเชื่อว่าพวกเขาไม่มีอะไรกันจริง ๆ ก็แปลกแล้ว
หลิวต้าซุ่นไม่ยอมรับ แต่อึก ๆ อัก ๆ ครึ่งค่อนวันยังอธิบายได้ไม่กระจ่าง
“ยังต้องอธิบายอะไรอีก เป็นชู้กันชัด ๆ”
“ใช่แล้ว ต้าซุ่น เจ้ากลัวอะไร อย่างไรเสียเมียเจ้าก็ไม่มีปัญญาคลอดลูกชาย จะหาคนใหม่ที่คลอดได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่นา?”
……
ในฝูงชนเหล่านั้น คล้ายกับมีใครบางคนกำลังยั่วยุอยู่
หลิวต้าซุ่นพลันมีสีหน้าพิพักพิพ่วน รีบอธิบายว่า “เปล่า ๆ จูต้าเหนียง ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น จริง ๆ นะ ไม่มีเรื่องแบบนั้น”
“ไม่มีอะไร แล้วพวกเขาจะพูดแบบนั้นทำไม?” เย่อวี๋หรานไม่ได้มองไปทางคนพูด เพราะนางรู้ว่า ทันทีที่นางหันไปมอง คนผู้นั้นก็จะปิดปากลงเสียสนิท
เวลาอย่างนี้ ใครก็ไม่อยากมีปัญหา แต่คนที่มาชมความครึกครื้นย่อมไม่กลัวว่าเรื่องจะบานปลาย
นางคาดคั้นหลิวต้าซุ่น บอกให้เขาอธิบายมาแต่โดยดี
หลิวต้าซุ่นยังจะมีอะไรให้อธิบาย เรื่องเขากับหม่าซานเหนียงยังจะเอามาพูดได้หรือ? คนหนึ่งมีภรรยาแล้ว อีกคนมีสามีแล้ว ถ้ายอมรับจริง ๆ ก็เป็นเรื่องน่ะสิ
เขาปิดปากสนิท ระหว่างเขากับหม่าซานเหนียงไม่มีอะไรกัน
คนอื่นอยากพูดอะไรก็พูดไป ขอเพียงไม่มีหลักฐานก็เท่ากับว่าไม่มีเรื่องนี้
หม่าซานเหนียงเองก็ฉลาดเช่นกัน นางกลัวเย่อวี๋หรานก็จริง แต่ก็ปิดปากเงียบ เพียงพูดว่าถูกคน ‘เข้าใจผิด’ แล้ว นางไม่ได้มีอะไรกับหลิวต้าซุ่นทั้งนั้น
แม้หลินซื่อจะไม่ยินยอม แต่อีกฝ่ายให้ตายก็ไม่ยอมรับ นางยังจะทำอะไรได้? ตีก็ตีไปแล้ว แม่สามีก็ออกหน้าให้แล้ว สุดท้ายจึงได้แต่จบเรื่องทั้งที่ค้างคากันอยู่
ระหว่างทางขากลับ นางคับข้องใจยิ่งนัก ตัดพ้อว่า “ท่านแม่ ทำไมท่านไม่ถามต่อเจ้าคะ? ปกติท่านร้ายกาจมากเลยนี่นา ตอนนั้น…”
“ทำไมเจ้าไม่รู้ดีชั่วแบบนี้?” หลี่ซื่อได้ยินก็ไม่พอใจ ไม่รอให้เย่อวี๋หรานพูดก็เป็นฝ่ายระเบิดขึ้นมาเสียก่อน “เจ้ารุดเข้าไปตีคนอื่นอย่างหุนหันพลันแล่น พาน้องสาวไปสองคนแล้วก็ยังแพ้ คนเขาไม่ให้เจ้าจ่ายค่าชดเชยก็เพราะเห็นแก่หน้าท่านแม่ เจ้าลองเปลี่ยนเป็นคนอื่นสิ อย่าฝันไปเลยว่าฝ่ายนั้นจะไม่เรียกร้องค่ายาจากเจ้า”
“ข้าไม่ได้โกหกเสียหน่อย ผู้หญิงคนนั้นเป็นชู้กับหลิวต้าซุ่น ข้าเห็นกับตาตัวเอง”
“เจ้าเห็นพวกเขาอยู่บนเตียงด้วยกัน หรือเห็นพวกเขาเปลื้องผ้ากันแล้ว? จับโจรจับของกลาง จับชู้ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา เจ้าคว้าอะไรไม่ได้สักอย่าง ยังมาพล่ามอะไรอีก? พูดมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์?” หลี่ซื่อรู้สึกว่าหลินซื่อโง่งมอยู่บ้าง หลักการเรียบง่ายเช่นนี้นางยังเข้าใจ ทำไมน้องสะใภ้ห้ายังไม่เข้าใจอีก?
“ท่านแม่…” หลินซื่อช้ำใจยิ่งแล้ว มองไปทางเย่อวี๋หรานอย่างขอความช่วยเหลือ
เย่อวี๋หรานลอบถอนใจอย่างจนใจ แล้วกล่าวว่า “ถึงปกติพี่สะใภ้สี่จะไม่ถูกกับเจ้า แต่เรื่องนี้นางกล่าวได้ถูกต้อง จับโจรจับของกลาง จับชู้ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา เจ้าไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง ต่อให้ข้าอยากช่วยก็จนปัญญา”
“แล้วจะปล่อยไปทั้งอย่างนี้หรือเจ้าคะ?” หลินซื่อรู้สึกไม่อยากเชื่อ “ตอนนั้นคนอยู่กันตั้งมากมาย พวกเขาก็พูดว่าสองคนนั้นเป็นชู้กันนี่นา? คนตั้งเยอะตั้งแยะพูด ยังไม่ถือว่าเป็นหลักฐานอีกหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “มีคำกล่าวว่า ‘คำคนนั้นน่ากลัว’ เข้าใจหรือไม่? ตอนนี้ใครบ้างไม่ด่าข้าว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ พูดว่าข้าเป็น ‘แม่ผัวใจโหด’ พวกเจ้าลองพูดมาว่าข้าน่ากลัวเพียงนั้นเลยหรือ? สิ่งที่ได้ยินไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องจริง ได้เห็นกับตาต่างหากจึงจะเป็นเรื่องจริง คนอื่นพูดไม่แน่ว่าจะเป็นจริง เมียเจ้าห้า ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่ร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์”
“ท่านแม่…”
“ช่วงนี้เจ้าก็พูดดี ๆ กับพี่สะใภ้สี่ของเจ้าหน่อย ให้นางช่วยสืบข่าวให้เจ้า ถ้ามีเรื่องราวจริง ๆ จะต้องมีเบาะแสให้สืบสาวแน่นอน แล้วข้าก็ต้องเตือนเจ้าไว้ก่อนเรื่องหนึ่ง…” เย่อวี๋หรานเว้นไปเล็กน้อยค่อยเสริมว่า “เจ้าอยากยุ่งก็เป็นเรื่องของเจ้า แต่เจ้าต้องคิดให้ดีว่า พี่สาวเจ้าจะเต็มใจให้เจ้าเข้าไปยุ่งเรื่องนี้หรือไม่”