ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 224 เข้าฤดูใบไม้ผลิ
บทที่ 224 เข้าฤดูใบไม้ผลิ
หลินซื่อเบิกตากว้าง
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าลืมเรื่องคราวก่อนไปแล้วหรือ? เจ้าคิดว่าด้วยนิสัยของพี่สาวเจ้า ทั้งยังเป็นสถานการณ์เช่นนี้ นางจะยินดีให้เจ้าเข้าไปยุ่งเรื่องของนางหรือเปล่า?”
“ท่านแม่…”
“ถ้าเจ้าไม่ถามสักคำแล้วสอดมือเข้าไปยุ่ง นางจะรู้สึกว่าเจ้ากำลังดูเรื่องน่าขายหน้าของนางอยู่หรือไม่? เจ้าต้องเตรียมใจเอาไว้” เย่อวี๋หรานพูดได้เพียงเท่านี้ นิสัยของหลินต้าเม่ยนั้นยากจะบอกได้จริง ๆ
ตอนนี้สองพี่น้องแตกหักกันแล้ว นางไม่เห็นด้วยที่หลินซื่อจะเข้าไปยุ่งเรื่องพี่สาวคนโต
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นเรื่องของสามีภรรยา ถ้าคนหนึ่งยอมตี อีกคนยอมทน อย่างนั้นก็พูดยากแล้ว
หลินซื่อไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีก
คราวก่อนนางทะเลาะกับพี่สาวหนักหนาปานนั้น เรื่องนี้ยากจะพูดได้จริง ๆ แต่ถ้านางจะไม่สนใจเลยก็รู้สึกกังวลใจ ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพี่สาว ระหว่างพี่น้องยังมีความแค้นข้ามคืนอยู่หรือ?
นอกจากนี้ มารดาก็จากไปแล้ว ถ้านางไม่ห่วงใยพี่สาว ยังจะมีใครห่วงใยพี่สาวของนางอีก?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินซื่อก็รู้สึกว่านางจำเป็นต้องสนใจพี่สาว
พี่น้องสกุลจูไม่สะดวกจะออกปากกับหลินซื่อ พวกเขาจึงแอบเกลี้ยกล่อมจูอู่อย่างลับ ๆ ให้เขาไปโน้มน้าวภรรยาตัวเองสักหน่อยว่าอย่าเอาแต่ไปแทรกแซงเรื่องในครอบครัวของคนอื่น
“เจ้าห้า อย่าโง่ไปเลยน่า เมียเจ้าเพิ่งถูกคนตีมา ถ้าท่านแม่ไม่ออกหน้าต้องเละกว่านี้แน่นอน เจ้าบอกให้นางสงบเสงี่ยมสักหน่อยเถอะ”
“เมียเจ้ามีแต่เรื่องให้วุ่นวายใจจริง ๆ แม่เพิ่งตายก็อยากไปยุ่งเรื่องในบ้านคนอื่นแล้ว เจ้าห้า เจ้าคนเดียวต้องเลี้ยงกี่คนกันแน่ อนาถจริง ๆ!”
“ใช่แล้ว เจ้าห้า เจ้าต้องเข้มแข็งหน่อยนะ”
……
แทนที่จะบอกว่า ‘เกลี้ยกล่อม’ ไม่สู้บอกว่าเป็นคำพึมพำของจูต้ากับจูเอ้อร์มากกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะหลินซื่อแต่งเข้าเรือนมาแล้ว ใครยังจะอยากแต่งกับสตรีที่ไร้บิดามารดาแบบนี้?
แถมยังมีน้องสาวสองคนเป็นภาระ มีแต่มารดาของพวกเขานี่แหละที่ใจดีมีเมตตา ไม่ไล่คนออกไป
ไม่อย่างนั้นหรือ เฮอะเฮอะ หลินซื่ออยากมีวันเวลาดี ๆ ก็ฝันไปเถอะ
พี่ใหญ่กับพี่รองบ่นอยู่ตรงนั้น จูอู่เห็นพี่สามกับพี่สี่ไม่ได้พูดอะไร เขาตอบโต้ไปหลายประโยคก็เงียบขรึมลงไปไม่ได้พูดอะไรอีก
ครั้นกลับถึงเรือน พี่น้องทั้งหลายก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง จูอู่จึงเรียกจูซานมาถามว่าพี่ใหญ่กับพี่รองหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ปกติพวกเขาไม่เห็นจะพูดอะไร ทำไมถึงพูดเยอะเช่นนี้? พวกเขารังเกียจที่น้องสาวของภรรยาเขามาพึ่งพาอาศัยครอบครัวเรางั้นหรือ?
จูซานเงยหน้ามองเขาพลางกล่าวว่า “เจ้าจะสนใจพวกเขาทำไม? ท่านแม่คิดอย่างไร เจ้าคิดอย่างไร เจ้ารู้ดีแก่ใจก็พอแล้วนี่?”
“ข้าก็อดไม่ได้นี่นา” จูอู่มีสีหน้ากระดากใจ
“งั้นข้าถามเจ้าหน่อย บ้านนี้พี่ใหญ่กับพี่รองใหญ่ที่สุด หรือท่านแม่ใหญ่ที่สุด? เรื่องระหว่างเจ้ากับเมียเจ้า พี่ใหญ่กับพี่รองเป็นคนตัดสินใจหรือเจ้าเป็นคนตัดสินใจ?”
“ท่านแม่ แล้วก็ข้า”
“ก็ได้แล้วไม่ใช่รึ?” จูซานคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรด้วยซ้ำ พูดจาไม่กี่ประโยคก็ไล่จูอู่ไปได้แล้ว ส่วนตนเองก็ไปทำธุระของตัวเองต่อไป
ฤดูใบไม้ผลิ สรรพสิ่งคืนสู่ความมีชีวิตชีวา ถึงยามนั้นก็ต้องเริ่มเพาะปลูกกันแล้ว เขาเองก็ต้องเข้าตำบล ต้องการจะดูแลทั้งสองฝั่งให้ทั่วถึง มีบางอย่างต้องเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้ให้ดี
เมื่อก่อนถ้าอยากรู้เรื่องอะไร ถามหญิงปากสว่างสักหน่อยก็รู้เรื่องแล้ว แต่ตอนนี้แตกหักกันแล้ว หลินซื่อก็ไม่สะดวกจะทำหน้าหนาไปเยือนเรือนนาง จึงได้แต่ไหว้วานหลี่ซื่อ
นอกจากเลี้ยงลูก เวลาว่าง ๆ หลี่ซื่อก็มักจะออกไปเตร็ดเตร่พูดคุยสัพเพเหระกับคนในหมู่บ้าน
หลังเทศกาลหยวนเซียว จูเหล่าโถวก็เริ่มออกไปเดินเตร่ในทุ่งนา เขาต้องไปดูข้าวสาลีหน้าหนาวที่ปลูกเอาไว้เสียหน่อย
หลังจากเข้าเดือนสองแล้ว แม้จะบางตาไปบ้าง แต่ก็พอจะมองเห็นเงาขึ้นมาราง ๆ แล้ว
เมื่อดึงต้นกล้าจากในแปลงเพาะชำหรือในทุ่งนาออกมาพิจารณาดู แล้วเทียบกับช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวปีที่แล้วก็รู้สึกว่าแตกต่างกันยิ่งนัก แต่เมื่อคิดว่าตอนนั้นตนเองหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปเท่าไหร่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก
นอกจากนี้ก็คือปุ๋ยหมักรวมถึงดินที่เลี้ยงเอาไว้มาตลอดฤดูหนาวแล้ว
ที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นภรรยาเขารับผิดชอบ ทั้งไถนาพรวนดิน วุ่นวายกันอยู่เป็นนาน ส่วนที่ดินอีกครึ่งหนึ่งเขาเป็นคนรับผิดชอบ เห็นว่าภรรยาเอาใบไม้ใบหญ้าและขี้เถ้ามาโปรยใส่ที่ดินฝั่งตนเอง เขานึกถึงเรื่องบ่อปุ๋ยหมักแล้วก็พาลูกชายทำตามโดยไม่อิดออด
ล้อเล่นกันหรือ ถ้าปีนี้เพียงเพราะที่ดินไม่อุดมสมบูรณ์มากพอ ทำให้เขาปลูกออกมาได้ผลผลิตไม่ดีเท่าภรรยาผู้ไม่เคยทำนามาก่อน เกษตรกรมือฉมังอย่างเขาก็ไม่มีหน้าไปพบผู้คนกันพอดีน่ะสิ?
เนื่องจากยังไม่ถึงเวลา เย่อวี๋หรานไม่ได้สนใจว่าคนอื่นทำอันใดกันอยู่ แต่ระหว่างที่จับตามองการเรียนของต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีอย่างใกล้ชิด ก็คอยดูเรื่องงานฝีมือของจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยไปด้วย
ทุกวันเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ วันละห้าคำ เมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นก็เรียนได้หลายร้อยคำเข้าไปแล้ว ทั้งยังท่องคัมภีร์พันอักษรและคัมภีร์สัทอักษรจนขึ้นใจ กอปรกับอาศัยไหวพริบปฏิภาณ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็เรียนรู้ได้ไม่น้อย
แน่นอนว่าสำหรับจูชีผู้ซึ่ง ‘ผ่านตาไม่ลืมเลือน’ เย่อวี๋หรานสอนเพียงรอบเดียว ไม่ว่านางจะเขียนอักษรตัวไหน เขาก็ล้วนจำได้
ด้วยเหตุนี้ แม้จะกำหนดไว้ว่าทุกวันต้องเรียนรู้อักษรใหม่ ๆ อย่างน้อยห้าตัว ทว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามักขลุกอยู่กับจูชีเป็นประจำ นอกจากเล่นสนุกกันแล้ว เวลาว่างก็มักจะเรียนนั่นนี่เล็กน้อยเสมอ นับว่าทำเกินกว่าที่นางกำหนดไว้เสียอีก
เย่อวี๋หรานไม่กังวลสักนิดว่าเมื่อพวกเขาเข้าสำนักศึกษาไปแล้วจะเรียนทันหรือไม่ นางเพียงค่อนข้างกังวลว่าจูชีที่ดูแล้วโง่งมอย่างนั้น พอเข้าสำนักศึกษาไปจะถูกคนรังแกหรือเปล่า?
แต่ถึงจะกังวล เรื่องที่สมควรทำก็ต้องทำ นางไปหาเถ้าแก่อวี๋ ในเมื่อสองฝ่ายร่วมมือทำการค้าชาดด้วยกัน ช่วยแนะนำสำนักศึกษาที่คุ้นเคยให้สักหน่อยก็น่าจะได้กระมัง?
นางไม่ได้ต้องการสำนักศึกษาที่โดดเด่นอะไร ขอเพียงไม่ปฏิบัติต่อลูกชายของนางอย่างไม่เท่าเทียมก็พอแล้ว
“เจ้าจะส่งลูกชายไปเรียนหนังสือ?” เถ้าแก่อวี๋ตะลึง แล้วหันไปมองหนุ่มน้อยในห้องโถง
เขาอายุเพียงสิบกว่าขวบ สวมชุดคลุมยาวสีเขียวอ่อน ดวงตาใสกระจ่าง สืบทอดรูปโฉมภายนอกที่โดดเด่นของคนสกุลจู มองแล้วก็นับว่าเป็นหนุ่มน้อยรูปงามผู้หนึ่ง
แต่เมื่อพินิจให้ละเอียดก็จะพบว่าเขาแลดูเขลาทึ่มเฉื่อยชา แตกต่างจากคนทั่วไป
“ใช่” เย่อวี๋หรานพยักหน้า นางตั้งใจพาจูชีมาด้วยเพื่อให้เถ้าแก่อวี๋เห็น เขาจะได้เข้าใจ นางกล่าวว่า “ข้ามีลูกชายทั้งหมดเจ็ดคน แต่ที่บ้านมีที่ดินอยู่ไม่กี่หมู่ ไม่พอให้แบ่งกันจริง ๆ ถ้าอาศัยการทำนาเลี้ยงชีพอย่างเดียวคงไปไม่รอดแน่นอน จึงต้องหาทางออกอื่น แต่ครอบครัวพวกข้ามีกฎบ้านว่า ครอบครัวบัณฑิตทำนา ยอมเป็นชาวนาแต่ไม่ยอมประกอบการค้า ถ้าไม่ใช่เพราะพวกผู้หญิงในบ้านอยากจะหาค่าแป้งชาดเล็กน้อย พวกข้าก็คงจะไม่ร่วมมือกับเถ้าแก่อวี๋แล้ว ข้าจึงคิดว่าในเมื่อเป็นถ้อยคำที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ข้ายังคลอดลูกออกมาหลายคนขนาดนั้น ก็กัดฟันส่งร่ำเรียนสักคนก็แล้วกัน ถ้าสามารถกรุยทางได้สักสายก็ยังดี”
“แต่ว่า…” เถ้าแก่อวี๋ลำบากใจ พูดจาอ้อมค้อมยิ่งนักว่า “การเรียนเป็นเรื่องที่ต้องใช้สมองมาก คนปกติถ้าอ่านไม่ออก แทบเรียกได้ว่าไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเลยนะ”
ขาดก็แต่กล่าวออกมาตรง ๆ ว่า ลูกชายเจ้าไม่ใช่คนปกติด้วยซ้ำ เจ้าส่งคนสมองทึ่มคนหนึ่งไปเรียน คงไม่ได้ทำไปด้วยความโง่เขลากระมัง?
เย่อวี๋หรานฟังแล้วก็เข้าใจทันที นางยิ้มอย่างลึกลับแล้วเรียกจูชีเข้ามาหา “เจ้าเจ็ด ท่องคัมภีร์สัทอักษรให้เถ้าแก่อวี๋ฟังหน่อยซิ”
จูชีเดินเข้ามาหาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว จากนั้นก็ท่องขึ้นมาว่า “เมฆสัมพันธ์กับฝน หิมะสัมพันธ์กับลม ตะวันโพล้เพล้สาดส่องฟ้าใส ห่านป่ากรายมา นางแอ่นจากจร นกน้อยหวนคืนนอนรัง แมลงร้องดังเสียงขรม กระบี่ยาวสามฉื่อ ธนูหนักหกจวิน หลิงเป่ยคู่เจียงตง…”
แม้เขาจะไม่รู้ว่ามารดาต้องการจะทำอะไร แต่ตอนออกมาได้บอกไว้ว่าถ้ามารดาให้ทำอะไรก็ทำ เขาแค่ทำตามคำสั่งก็พอแล้ว
เรื่องอื่นเขาช่วยอะไรไม่ได้ แต่เรื่องท่องตำราอะไรพวกนี้ จูชีมั่นใจว่าในบรรดาคนที่เขาเคยเจอมาก่อน ไม่มีใครท่องตำราได้สักคน
จูชีท่องด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ ในขณะที่เถ้าแก่อวี๋ตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ “เขาท่องตำราได้ด้วย?!”