ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 226 ผู้หญิงคนหนึ่งด่าทอด้วยความเดือดดาล
บทที่ 226 ผู้หญิงคนหนึ่งด่าทอด้วยความเดือดดาล
หลังออกจากร้านเถ้าแก่อวี๋ เย่อวี๋หรานก็พาลูกชายทั้งสามคน จูต้า จูซาน และจูชี ไปเยี่ยมชมสำนักศึกษาไม่กี่แห่งในเมือง
ถึงจะเป็นสำนักศึกษาเหมือนกัน ทว่าแต่ละแห่งก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด
ในยุคสมัยนี้ เมื่อเมืองถูกสร้างขึ้น ตลอดมาก็ล้วนเป็น ‘ทิศตะวันออกน่าเคารพนับถือ ทิศตะวันตกฐานะสูงส่ง ทิศใต้ยากจนข้นแค้น ทิศเหนือมั่งมีเงินทอง’ แม้ตำบลอันจิ่วจะเป็นเพียงตำบล
เล็ก ๆ แต่ก็มีรูปแบบเช่นนี้เหมือนกัน
ดังนั้นหน่วยงานของทางการจะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก พวกจวนของเจ้าขุนมูลนายจะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ทางทิศเหนือจะเป็นที่ที่คนรวยอยู่รวมตัวกัน และทางทิศใต้จะมีคนจนค่อนข้างเยอะ
แต่เพราะตำบลอันจิ่วค่อนข้างเล็ก เส้นแบ่งเขตจึงไม่ได้ชัดเจนถึงเพียงนั้น
ตำบลอันจิ่วมีสำนักศึกษาอยู่สองแห่งทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก ทางทิศตะวันออกนั้นไม่ต้องบอกก็แน่นอนว่าผู้นำสำนักศึกษาเป็นลูกหลานของขุนนาง เพราะเป็นคุณชายแซ่ไป๋ จึงเรียกว่าสำนักศึกษาสกุลไป๋ ส่วนทางทิศตะวันตกผู้นำสำนักศึกษาเป็นพ่อค้า นั่นคือคุณชายแซ่เฉิน แต่ชื่อสำนักศึกษากลับถูกตั้งว่า “หลานฮวา” สองพยางค์ ชื่อสำนักศึกษาหลานฮวามาจากดอกหลานฮวาซึ่งเป็นหนึ่งใน “สุภาพบุรุษแห่งมวลบุปผา[1]”
ทั้งด้านทิศตะวันตกและด้านทิศตะวันออกค่อนข้างใกล้กัน ไม่มีเส้นแบ่งอาณาเขตชัดเจนมากนัก สำนักศึกษาหลานฮวาที่ตั้งอยู่กลางเส้นแบ่งนั้นได้เปรียบมาก พูดได้ว่าเป็นสำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในตำบลอันจิ่ว
แม้จะสอบเลื่อนเป็นบัณฑิตระดับจวี่เหรินไม่ผ่านเหมือนกัน แต่เพราะตำแหน่งของคุณชายไป๋สูงกว่าคุณชายเฉิน ชื่อเสียงก็ย่อมมากกว่าเช่นกัน
พวกเขาทั้งสองคนอยู่ในเส้นทางการแข่งขันที่ต่างกัน เพราะสำนักศึกษาทั้งสองแห่งรับลูกศิษย์ไม่เหมือนกัน จึงทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกันไป
ส่วนทางทิศใต้นั้นชาวบ้านยังต้องกังวลเรื่องเลี้ยงปากท้อง มีเพียงไม่กี่คนที่จะมาเรียนหนังสือ ดังนั้นจึงมีสถานที่เอาไว้เรียนเพียงที่เดียว ที่นั่นเป็นลานที่เอาไว้ใช้เรียนหนังสือชั่วคราว ซึ่งก่อตั้งโดยบัณฑิตระดับซิ่วไฉเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ไม่ได้เป็นสำนักศึกษา
ดูจากสถานะของครอบครัวในยามนี้ เย่อวี๋หรานรู้ว่าจูชีเข้าเรียนที่สำนักศึกษาสกุลไป๋ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นางก็ยังคงพาพวกเขาไปเดินดูบริเวณใกล้เคียงรอบหนึ่ง และอธิบายเกี่ยวกับข้างในนี้ให้พวกเขาฟัง
จูต้าใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หัวสมองตีกันยุ่งเหยิง
จูชีใช้สายตามองมาที่นางอย่างไร้เดียงสา เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทำได้เพียงท่องจำตามสิ่งที่แม่ของเขาพูดอย่างไม่เข้าใจ เผื่อว่าต้อง “ท่อง” ในภายหลัง
มีเพียงจูซานที่ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นอย่างมาก และแอบจดจำบางเรื่องไว้ในใจ
ในอนาคตเขาต้องพาน้องชายและหลานชายมาเรียนหนังสือในเมือง แน่นอนว่าต้องคบค้าสมาคมกับพวกคงแก่เรียนเหล่านี้ ลูกศิษย์ของขุนนางกับลูกศิษย์ของตระกูลที่ร่ำรวยนั้นแตกต่างกัน แม้ว่าตำบลอันจิ่วจะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่ภายนอกของสำนักศึกษาสกุลไป๋และสำนักศึกษาหลานฮวา “แตกต่างกันอย่างชัดเจน” การศึกษาของนักเรียนที่เรียนหนังสืออยู่ข้างในจึงมีความแตกต่างกัน
ยามนี้จูซานจึงจำเป็นต้องให้ความใส่ใจกับหลายสิ่ง
เนื่องจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมรู้เรื่องเกี่ยวกับคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่กำลังเรียนหนังสือ จึงสามารถพูดออกมาได้อย่างละเอียดและชัดเจน
นอกจากลักษณะนิสัยที่ชอบ “ซุบซิบนินทา” ของเจ้าของร่างเก่าที่เคยรับใช้คุณชายสกุลใหญ่มาก่อน กอปรกับกลุ่มคนในแวดวงของเขา พอจัดระเบียบข้อมูลได้ก็พูดออกมาเพื่อให้จูซานใช้ในการพิจารณา
“เจ้าสาม ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่เมื่อตอนนั้น คนที่ศึกษาเล่าเรียนมักจะเก็บบันทึกเก่า ๆ เอาไว้ ดังนั้นคาดว่าผ่านไปหลายปีเช่นนี้คงมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังสามารถเลียนแบบตามแบบแผนออกมาได้ส่วนหนึ่ง เจ้าน่ะทุกครั้งที่เข้าเมืองก็ไปสืบหาข่าวคราวอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเจ้าที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมเป็นอย่างมากก็ควรใส่ใจในเรื่องที่ควรใส่ใจ” เย่อวี๋หรานเน้นย้ำ “เรื่องที่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ก็ให้ทำเช่นนั้นเสีย พวกเรายอมใช้เงินแก้ปัญหาเพื่อให้ไม่ต้องมีเรื่องขุ่นเคืองกับพวกคุณชายเหล่านั้น เข้าใจหรือไม่?”
จูซานพยักหน้า “ข้าเข้าใจขอรับท่านแม่”
ทุกวันนี้เขามักสืบเสาะหาข่าวสารมาอยู่ไม่น้อย สืบเสาะในหลาย ๆ ด้านอย่างต่อเนื่องและวิเคราะห์ออกมา เป็นธรรมดาที่จะรู้ว่าไม่ควรไปทำให้พวกลูกหลานขุนนางขุ่นเคืองเป็นอันขาด
คนที่มีอำนาจอิทธิพลหนุนหลังก็สามารถจัดการเจ้าลับหลังได้สบาย ๆ เอาเจ้าไปเข้าคุกสักแห่งและเจ้าก็จะถูกแล่เนื้อเป็นชิ้น ๆ
สำหรับคนรวย นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของเงินเท่านั้น แต่สำหรับชาวนาเช่นพวกเขาเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาเงินมากขนาดนั้นมาแก้ปัญหา ทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้น
“เจ้าต้องจำไว้ว่าพวกเจ้ามาเพื่อเรียนหนังสือ เรื่องอื่นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสีย” เย่อวี๋หรานพูด “ยิ่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมยิ่งดี ตอนนี้พวกเราไปไหว้วานเถ้าแก่อวี๋แล้ว ถ้าถึงเวลาแล้วเขาแนะนำคุณชายคนนั้นที่เป็นลูกชายของเขาให้จริง ๆ เจ้าต้องหาทางซื้อใจลูกชายของเขา เช่นนี้ตอนอยู่ในสำนักศึกษาจะได้มีลูกชายของเขาดูแลเจ้าเจ็ดให้ลำบากน้อยลงหน่อย”
“ถ้าถึงตอนที่แนะนำ คุณชายคนนั้นเป็นคนจากทางใต้ แม้จะเป็นเพียงซิ่วไฉคนหนึ่ง แต่พวกเจ้าก็ควรปฏิบัติตัวอย่างสุภาพนอบน้อมในเวลาที่ควร อย่าทำให้คนขุ่นเคือง”
“ในสำนักศึกษามีคนทุกรูปแบบ การจะสามารถส่งลูกมาเรียนหนังสือได้แน่นอนว่าล้วนมีเงื่อนไขดีกว่าครอบครัวเรา เงื่อนไขด้อยกว่าก็คือด้อยกว่า แต่พวกเราก็ไม่ใช่ว่าจะให้พวกเจ้ายอม ‘ก้มหัว’ โดยไม่มีศักดิ์ศรี”
“ถ้าใครกล้ามารังแกพวกเจ้า รังแกอย่างไร้ปรานี ก็ไม่ต้องพูดให้มากความแล้ว ‘สู้’ กลับไปเสีย”
…..
เย่อวี๋หรานไม่ใช่ว่าจะให้พวกเขาไปมีเรื่องต่อยตีจริง ๆ แต่ให้ใช้วิธีอื่นที่ทำให้ฝ่ายตรงข้าม “เสียเปรียบจนพูดไม่ออก” นั่นถึงจะเป็นการ ‘สู้กลับ’ อย่างแท้จริง
สำนักศึกษาหลานฮวาดูแล้วใหญ่กว่าสำนักศึกษาสกุลไป๋ แต่เพื่อที่จะสลัดภาพจำของคนอื่นที่มีต่อพ่อค้าว่า ‘เป็นชนชั้นล่าง’ คุณชายเฉินคนนี้ก็ทุ่มเทไปไม่น้อยในส่วนของดอกไม้ที่ประตูทางเข้าด้านนอกกำแพง
เพียงแต่วิธีเช่นนี้ทำให้เย่อวี๋หรานนึกถึงคำที่ว่า ‘วาดเสือไม่สำเร็จจนกลายเป็นสุนัข[2] จนคิ้วค่อย ๆ ขมวดขึ้นมาเล็กน้อย’
นางยืนยันกับจูซานว่า ‘คุณชายเฉิน’ ท่านนั้นที่เขาได้ยินข่าวคราวมาเป็นคนอ่อนโยน “ออกจากโคลนตมแต่ไม่แปดเปื้อน[3]” จริงหรือ?
“คนพูดกันเช่นนั้นขอรับ” จูซานยืนยัน
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าคุณชายเฉินคนนี้เกรงว่าจะไม่ได้ ‘ใจกว้าง’ ถึงเพียงนั้นเหมือนที่แสดงออกภายนอก
แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่สัญญาณเดียว ตัวอย่างเช่นการที่ไม่เรียกว่าสำนักศึกษาสกุลเฉิน แต่ต้องการให้ใช้ความหมายของ ‘หลานฮวา’ เช่นนี้ไม่ใช่ว่าเป็นการดูถูกลูกหลานของพ่อค้าอย่างชัดเจนหรือ?
ลูกหลานพ่อค้าสามารถเรียนหนังสือได้ แต่หากต้องการเข้าร่วมการสอบคัดเลือกข้าราชการเคอจวี่ โดยพื้นฐานแล้วนั่นไม่มีความหวังแม้แต่น้อย เพราะตามกฎหมายของราชวงศ์ในตอนนี้ พ่อค้าไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมการสอบคัดเลือกข้าราชการเคอจวี่
แน่นอนว่ามีข้อยกเว้นสำหรับคนที่ฮ่องเต้ละเว้น แต่คนที่จะได้รับการละเว้นจากฮ่องเต้เป็นพิเศษย่อมไม่มาปรากฏตัวในตำบลอันจิ่วแน่นอน นั่นเพราะต้องเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยไม่เป็นสองรองใครจากทั้งประเทศ ทั้งยังต้องทำคุณูปการใหญ่หลวงต่อราชสำนักด้วย
เป็นต้นว่าเอาทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งมาแลกเปลี่ยน
“เจ้าสาม ถ้าเจ้าเจ็ดเข้าสำนักศึกษาหลานฮวาจริง ๆ ในอนาคต เจ้าต้องตีสนิทกับพวกเพื่อนบ้านเอาไว้มาก ๆ ลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามความชอบ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคุณชายเฉินและคนในสกุลของเขา”
“รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาได้มากมาย ร่องรอยเบาะแสบางอย่างสามารถทำให้เจ้ารู้ได้ว่าคนคนนี้เป็นคนอย่างไร”
“เจ้าต้องพินิจด้วยตัวเอง อย่าฟังแต่ที่คนอื่นพูดเท่านั้น”
…..
นอกจากสองคนนี้ก็ยังมีคุณชายสองคนที่เป็นซิ่วไฉ่จากทางใต้ เย่อวี๋หรานยังพาพวกเขาไปเดินบริเวณใกล้เคียงโดยรอบด้วย
ต่างจากรูปลักษณ์ของสำนักศึกษาแห่งหนึ่งที่ด้านหน้า ด้านหลังนี้จัดอย่างเรียบง่ายมีลานหนึ่งแห่ง ห้องหนึ่งห้อง ม้านั่งไม่กี่ตัว กับตำราไม่กี่เล่มเพียงเท่านั้น
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยสอบถามจูซานมาบ้าง แต่ครั้งนี้เย่อวี๋หรานมาดูเอง จึงได้วิเคราะห์กับเขาเป็นหลัก ทำให้เขาได้เรียนรู้ ‘ขั้นตอน’ นี้
ตัวอย่างเช่น การมองดูว่าประตูหน้าบ้านของคนมีการเก็บกวาดอย่างไร สามารถบอกได้ว่าเป็นคนที่เข้มงวดหรือค่อนข้างผ่อนปรน
เมื่อรวมเนื้อหาเหล่านี้เข้ากับข้อมูลที่สอบถามมาก่อนหน้านี้ ก็พอจะมีข้อสรุปในใจบ้างแล้ว แต่เพื่อยืนยันจึงยังจำเป็นต้อง ‘ไปเผชิญหน้า’ กับคนของตระกูลนี้เสียก่อน
ในเวลาเช่นนี้ นิ้วทองคำ[4] ของเย่อวี๋หรานนั้นจะมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เพียงแค่เดินมาถึงประตูก็ได้ยินเสียง ‘ขอความเห็นใจ’ และได้ยินเสียงดัง ‘เพล้ง’ ตามมาเสียงหนึ่ง และชามใบหนึ่งพลันตกลงพื้น
“ข้าทนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว เจ้าก็รู้ว่าคนจนน่ะไม่มีเงิน เช่นนั้นจึงไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน เจ้าไม่เคยนึกถึงครอบครัวพวกเราบ้างเลยหรือ?” ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนต่อว่าเสียงดังอยู่ในลาน
“ครอบครัวพวกเรามีเงินมากนักหรือ? คนพวกนั้นที่เจ้ารับเข้ามา หนึ่งปีมานี้เดิมทีก็ไม่ค่อยมีเงินอยู่แล้ว แล้วยังมาค้างเงินค่าเล่าเรียน ถ้าไม่จ่ายเงิน พวกเราจะมีกินหรือ?”
[1] สุภาพบุรุษแห่งมวลบุปผา หมายถึง ดอกไม้สี่ชนิดที่ศิลปินจีนนิยมนำมาวาดภาพจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง ได้แก่ ดอกเหมยหรือดอกต้นบ๊วยเป็นตัวแทนของฤดูหนาว ดอกหลานฮวาหรือดอกกล้วยไม้เป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ ต้นไผ่เป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง และดอกเบญจมาศเป็นตัวแทนของฤดูร้อน
[2] วาดเสือไม่สำเร็จจนกลายเป็นสุนัข หมายถึง ไร้ความสามารถเพราะไม่สามารถเลียนแบบได้
[3] ออกจากโคลนตมแต่ไม่แปดเปื้อน หมายถึง เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี แต่ไม่ได้เป็นคนไม่ดี
[4] นิ้วทองคำ หมายถึง สูตรโกง เช่น การใช้สูตรโกงในเกม หรือตัวเอกในนิยายที่มีความสามารถโกง ๆ หรือดวงที่ดีมากจนเข้าขั้นโกง