ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 227 ‘ใจดี’ เกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี
บทที่ 227 ‘ใจดี’ เกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี
ด้านในยังมีเสียงของชายคนหนึ่งที่ขอโทษขอโพยเสียงเบา และขอให้นางลดเสียงลงหน่อย เพื่อไม่ให้บ้านรอบข้างได้ยินกันหมด เดิมทีทุกคนก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ถ้านางยังตะโกนเสียงดังเช่นนี้ ต่อไปเขายังจะมีหน้าไปเจอคนได้อย่างไร?
“ยังคิดจะมีหน้าอะไรอีก? เลี้ยงเมียกับลูกยังไม่รอด เจ้ายังจะมีหน้าอยู่อีกหรือ? มีทั้งคนแก่และเด็กที่ต้องดูแล ทั้งครอบครัวต้องหวังพึ่งค่าเล่าเรียนที่เจ้าได้รับเพื่อประทังชีวิต แต่เจ้ากลับ… หนึ่งปีได้รับเงินค่าเล่าเรียนมาไม่เท่าไหร่ยังพอว่า แต่ยังเอาของในบ้านไปช่วยเหลือคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง หลายปากท้องต้องพึ่งพาข้าหาเลี้ยงด้วยการไปซักเสื้อผ้าให้คนอื่น แล้วเจ้ายังจะกลัวเสียหน้าอีกหรือ?”
“เบาเสียงสักหน่อยเถิด”
“เบาเสียงบ้าบออะไร! ปีใหม่แล้วแต่คนยังไม่มีเสื้อผ้าใหม่ใส่เลย ทั้งลูกชายเจ้าและลูกสาวเจ้าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ มาหลายปีแล้ว ครอบครัวเรายากจนถึงขนาดที่ไม่มีเนื้อให้กินสักชิ้นตอนที่ฉลองเทศกาล ทุกคนหิวจนไส้แทบขาด…เจ้าไม่ต้องมาคุยกับข้าแล้ว”
“ซูเหนียงอย่าโมโหเลยนะ ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ”
…..
เมื่อเข้าไปในลานแล้วได้ยินเช่นนั้น เย่อวี๋หราน จูชี และจูซานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วน
และยิ่งกระอักกระอ่วนขึ้นอีกเมื่อหญิงชราของครอบครัวนี้พาเด็กสามคนออกมาด้วย และมาเจอกับพวกเขาเข้าพอดี
“อา ท่านนั้น พอดีพวกเราผ่านมาจึงอยากขอน้ำดื่มสักแก้ว” เย่อวี๋หรานรีบบอกเจตนาของกลุ่มตัวเอง “เมื่อครู่พวกเราเคาะประตู แต่พวกท่านเหมือนจะไม่ได้ยิน เลยเปิดประตูเข้ามา…”
หญิงชราก็ดูจะกระดากอายอยู่ไม่น้อย รีบบอกให้พวกเขารอสักครู่และช่วยรินน้ำให้
“อย่าทะเลาะกันเลย ข้างนอกมีคนอยู่” นางเข้าไปในบ้านก็กล่าวเตือนลูกชายและลูกสะใภ้ทีหนึ่ง
แม้ว่าซูเหนียงจะยังอยากต่อว่าสามีของนางต่อ แต่ก็ยังมีความหวั่นเกรงอยู่บ้าง จึงเช็ดดวงตาที่แดงก่ำ “ท่านแม่ ให้ข้าทำเถิดเจ้าค่ะ”
ไม่นานหลังจากนั้น เย่อวี๋หรานก็เห็นซูเหนียงเดินออกมาจากห้องโถงพร้อมกาน้ำชาและถ้วยสองสามใบ
“น้ำยังอุ่นอยู่ ดื่มได้เลยเจ้าค่ะ” ซูเหนียงยังให้ลูกชายและลูกสาวช่วยถือถ้วยส่งให้แขกแปลกหน้าที่มาเยือนด้วย
ในยามนี้นางดูอ่อนโยนราวกับสายน้ำ มองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเมื่อครู่เพิ่งจะต่อว่าสามีของนางเสียงดัง
หลังพวกเขาออกมาจากบ้านนั้น เย่อวี๋หรานก็ถามลูกชายทั้งสามคนว่าคิดอย่างไรกับครอบครัวนี้
จูต้าพูดว่า “มองไม่ออกเลยขอรับว่าฮูหยินของบ้านนี้จะดุร้ายถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะได้ยินกับหู บอกใครไปคงไม่มีคนเชื่อแน่นอนขอรับ”
ดูเหมือนจะรับท่าทีทั้งที่แสดงออกต่อหน้าและลับหลังของซูเหนียงไม่ได้เป็นอย่างมาก
จูซานครุ่นคิดและตอบว่า “ถึงจะไม่เคยรู้จักอาจารย์ท่านนี้ แต่ดูจากสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาแล้ว ในฐานะที่เขาเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ไม่น่าจะมีสถานะลำบากถึงเพียงนี้เลยขอรับ”
ขนาดครอบครัวของพวกเขายังสามารถซื้อเสื้อผ้าใหม่ และได้กินเนื้อหมูในช่วงปีใหม่ แต่ในฐานะอาจารย์จะไม่สามารถเลี้ยงดูปากท้องของภรรยาและลูกได้เชียวหรือ?
“ดูเหมือนเขาจะใจดีเกินไปขอรับ!”
จูซานพูดความรู้สึกออกมา เขารู้ว่า ‘อาจารย์’ ท่านนั้นใจดีมาก แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เย่อวี๋หรานพูดว่า “ที่เจ้าพูดก็ไม่ผิด เป็นเพราะ ‘ใจดี’ มากเกินไป”
จูซานพลันสับสน
“บางครั้งการที่ ‘ใจดี’ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะความใจดีที่ฉุดรั้งครอบครัว ความใจดีที่ยอมเสียสละผลประโยชน์ของครอบครัว” เย่อวี๋หรานพูด “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าสังเกตหรือไม่ ครอบครัวนั้นมีทั้งผู้หญิงและเด็กซึ่งล้วนใส่เสื้อผ้าเก่าที่ไม่พอดีตัว ทั้งยังมีรอยปะเย็บอยู่ทั่วตัว”
นางเตือนพวกเขาว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ นี่เป็นช่วงหลังปีใหม่มานานแล้ว ตามหลักแล้วเสื้อผ้าที่สวมควรจะพอดีตัวมากที่สุด แต่ดูเหมือนสถานการณ์ของครอบครัวพวกเขาจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
จากที่นางได้พบ รู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงชราของบ้านหรือแม้แต่ซูเหนียง พวกเขาเป็นคนที่อ่อนโยนมาก แต่เพราะเรื่องใดกันที่กดดันให้ผู้หญิงที่อ่อนโยนโกรธได้มากถึงเพียงนั้น?
“ค่าเล่าเรียนแปดตำลึงก็เท่ากับแปดพันเหรียญ ถึงจะซื้อข้าวหนึ่งชั่งราคาสิบหกเหรียญก็ยังสามารถซื้อได้ถึงห้าร้อยชั่ง เพิ่มข้าวเก่าและข้าวโพดไปด้วย แค่ลูกศิษย์เพียงไม่กี่คนก็สามารถทำให้ครอบครัวหนึ่งอิ่มท้องได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากค่าเล่าเรียนในทุกเดือนแล้วยังสามารถส่งผลไม้ต่าง ๆ รวมทั้งข้าว และเส้นบะหมี่ได้อีกด้วย”
“ถ้าอาจารย์สามารถคัดลอกหนังสือได้จำนวนหนึ่งก็จะเป็นช่องทางเพิ่มแหล่งรายได้ให้ครอบครัวได้ และถ้าในบ้านจัดพื้นที่ปลูกผัก เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดอีกสักสองสามตัว ชีวิตความเป็นอยู่ก็คงจะไม่ลำบากยากแค้นเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้”
…..
ถึงอย่างไรที่พูดไปพูดมานี้ความหมายของเย่อวี๋หรานก็คืออย่ามองอาจารย์ท่านนี้ในแง่ดีเกินไปนัก
นางเตือนจูซานว่า หลังจากเข้ามาในเมืองแล้วให้ช่างสังเกตเสียหน่อยก็จะเข้าใจเอง
จูซานรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะฟังเข้าใจอยู่ราง ๆ แต่เหมือนมีกระดาษหน้าต่างบาง ๆ แผ่นหนึ่งกั้นอยู่ จึงยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้
เขาถามท่านแม่ แต่ท่านแม่ไม่ยอมบอก เขาจึงทำอะไรไม่ได้
อาจารย์อีกฝั่งหนึ่งไม่ได้มีเรื่องอะไรมากมายนัก เขาเป็นคนที่ค่อนข้าง ‘เย็นชา’ คนหนึ่ง ไม่ง่ายนักที่จะคบค้าสมาคมด้วย
ว่ากันว่าครอบครัวไหนจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ตรงเวลา แม่เฒ่าที่มีอำนาจของครอบครัวพวกเขาก็จะไล่คนออกทันที
ตอนที่จูซานกับเย่อวี๋หรานไปขอน้ำดื่มจนกระทั่งทั้งหมดออกมา คนของครอบครัวนี้ไม่ได้พูดจาดีเหมือนครอบครัวก่อนหน้า
“ท่านแม่ขอรับ ตระกูลนี้ดุร้ายเกินไป ถ้าจูซานไปเรียนกับตระกูลพวกเขา คงต้องถูกรังแกแน่นอนขอรับ” พอออกมาจูต้าก็ส่ายหัว
“แต่ตระกูลพวกเขาดูเหมือนจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าตระกูลก่อนหน้านี้” จูซานนึกถึงรายละเอียดในลานบ้าน ตัวอย่างเช่นลานบ้านของพวกเขาทำความสะอาดอย่างเรียบร้อยหมดจด แม้ว่าจะมีเพียงพืชไม้ดอกระย้าธรรมดา แต่ก็ดูออกว่าเมื่อพวกมันบานสะพรั่ง ในลานจะต้องงดงามอย่างแน่นอน
แม้ว่าอาจารย์เสินจะมีลูกสามคนเช่นกัน แต่พวกเขากลับสวมเสื้อผ้าที่ดูสะอาดสะอ้าน ดูอ่อนน้อมและรู้ความ
แม้จะเจอคนแปลกหน้าก็ไม่เขินอาย หลังจากทักทายเรียบร้อยก็ยังเดินตามหลังย่าของพวกเขา และสังเกตพวกเขาอย่างสงสัยใคร่รู้
เขายังสังเกตเห็นอีกหนึ่งสิ่ง นั่นคือทุกคนในครอบครัวนี้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ แต่ความประทับใจของเขานั้นไม่เหมือนกับข่าวที่เขาเคยได้ยินมาว่า เพราะอาจารย์เสินมีนิสัยแปลก ๆ ดังนั้นลูกศิษย์ที่เขารับเข้าจึงมีจำนวนน้อย
ตามหลักแล้วเนื่องจากทุกคนเต็มใจที่จะไปเรียนหนังสือกับอาจารย์ก่อน นั่นหมายความว่าเงื่อนไขของสกุลซูดีกว่าตระกูลเสินใช่หรือไม่?
จูต้าได้ยินคำวิเคราะห์ของน้องสามก็พึมพำ “นั่นแปลก ๆ นะ ทางด้านนี้คนน้อยกว่าแล้วจะดีกว่าได้อย่างไร? หรือว่าคนเยอะเกินไปจึงจัดการได้ยาก?”
“ไม่น่าใช่ พี่ใหญ่ท่านคงลืมไปแล้ว ตอนที่พวกเขาเข้าไปในลาน ผู้หญิงของตระกูลซูกำลังทะเลาะกับอาจารย์ซูอยู่ ต่อว่าอาจารย์ที่ไม่รับเงินค่าเล่าเรียนแต่กลับเอาของในบ้านไปช่วยเหลือคนอื่น”
จูต้าสับสน “นั่นก็เพราะอาจารย์ซูเป็นคนดี คนดีจะต้องได้รับสิ่งตอบแทน เขาเพียงแค่มีชีวิตลำบากเพียงช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน”
จูซานนิ่งงัน “…”
เขาคิดว่าพี่ใหญ่ฟังความหมายที่ท่านแม่พูดไม่แตกฉาน แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ชัดเจนว่าท่านแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของอาจารย์ซู
ตรงกันข้าม อาจารย์เสินคนหลังนั้น ‘ถูกใจ’ ท่านแม่มากกว่า
ไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่พอขอน้ำคนในลาน ท่านแม่ยังเอ่ยชมเด็ก ๆ ของครอบครัวนั้นอยู่เลย?
พอออกมาแล้วก็ยังเป็นคนไหว้วานเสินต้าเหนียง ให้อีกฝ่ายช่วยสอบถามว่าในละแวกนี้มีลานไหนปล่อยเช่าหรือไม่ เพราะอยากจะหาที่ ๆ ถูกเสียหน่อย…
ถ้าไม่มีปัญหา ทำไมท่านแม่ถึงไม่ไปพูดคุยกับซูต้าเหนียงท่านนั้นที่พูดจาดี แต่กลับไปพูดคุยกับเสินต้าเหนียงที่พูดจาไม่ค่อยดีกันเล่า?
การสนทนาของพี่น้องทั้งสองนั้นเย่อวี๋หรานไม่ได้ยื่นมือเข้าไปแทรก
บางครั้งการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็เป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องได้ หลังจากนี้จูซานต้องรับผิดชอบในการดูแลต้าเป่าและเอ้อร์เป่า การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันแบบนี้ก็จะมีไม่น้อยแน่นอน พวกเขาต้องรีบ ‘ปรับตัว’ กันสักหน่อย