ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 230 น่าเหลือเชื่อ
บทที่ 230 น่าเหลือเชื่อ
ประตูเรือนสกุลเสินเปิดออกเสียงดังแอ๊ด
“เจ้าเองหรอกหรือ” เสินต้าเหนียงเห็นว่าเป็นเย่อวี๋หรานก็รีบเชิญคนเข้าไปด้านใน
เมื่อนั่งลงบนโต๊ะหิน หลานสาวของเสินต้าเหนียงก็ยกน้ำชามาให้ นี่ก็คือข้อแตกต่างระหว่างในตำบลและหมู่บ้านชนบท ในหมู่บ้านมีอยู่ไม่กี่ครอบครัวที่จะชงชา ส่วนใหญ่แล้วจะยกน้ำเปล่าออกมารับแขกมากกว่า แต่พอมาถึงในตำบล ทุกครัวเรือนต่างก็เตรียมใบชาแห้งไว้สำหรับต้อนรับแขกเหรื่อ
ไม่จำเป็นต้องซื้อเสมอไป บางทีก็เป็นใบชาที่เด็ดมาจากในเรือนของตนเอง แล้วนำไปตากแห้งเก็บไว้สำหรับชงรับแขก
“เด็กคนนี้ข้าเคยเห็นแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นคราวก่อนคงไม่ได้มาด้วยกระมัง?” เสินต้าเหนียงมองเด็กน้อยหลายคนด้านหลังเย่อวี๋หราน ชมว่าพวกเขาหน้าตาดียิ่งนัก แลดูมีชีวิตชีวา เพียงมองก็ทราบว่าเป็นคนในครอบครัวนาง
เย่อวี๋หรานยิ้มแย้มบอกว่าคนที่มาคราวก่อนเป็นเจ้าใหญ่ ตอนนี้เข้าฤดูใบไม้ผลิต้องเริ่มเพาะปลูกแล้ว เขาจึงอยู่ไถนาที่บ้าน
คราวนี้คนที่ติดตามนางมาคือเจ้าสามกับเจ้าเจ็ด และลูกชายของเจ้าใหญ่อีกสองคน
“คราวก่อนข้าฝากเจ้าหาเรือนให้เช่าสักหลังก็เพื่อเตรียมเอาไว้ให้เจ้าเจ็ด” เย่อวี๋หรานพูด
“สถานการณ์ของเจ้าเจ็ดค่อนข้างพิเศษ ต่อไปคงไม่เหมาะจะทำนาแน่นอน แต่ความจำของเขาดีมาก ไม่ว่าสอนอะไรเพียงรอบเดียว เขาล้วนจำได้ทั้งหมด ข้าจึงอยากให้เขาเรียนหนังสือ”
“เรียนหนังสือ?” เสินต้าเหนียงชะงักไป
คราวก่อนอีกฝ่ายบอกว่าต้องการเช่าเรือนสักหลังสำหรับผู้ใหญ่สองคนและเด็กสองคน เรือนหลังเล็กหน่อยก็ไม่เป็นไร สามารถปูที่นอนบนพื้นได้ แต่ไม่อาจมีหลังคารั่วเด็ดขาด
นางนึกว่าสองสามีภรรยาต้องการจะมาประกอบอาชีพในตำบล คิดไม่ถึงว่าผู้อื่นจะตระเตรียมมาเรียนหนังสือ?
เย่อวี๋หรานดึงตัวจูชีออกมา บอกให้เขาทักทายเสินต้าเหนียง
เสินต้าเหนียงมีสายตาเฉียบคม เพิ่งจะพบหน้า นางก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เด็กคนนี้หน้าตาโดดเด่น จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
รอจนจูชีเอ่ยปากพูดมาหลายประโยค ก็มองออกว่าเด็กคนนี้ดูเหมือนจะทึ่มอยู่สักหน่อย
เย่อวี๋หรานชี้กระหม่อมจูชีแล้วเอ่ยว่า “ที่เรือนมีลูกมาก ตอนเขายังเล็กไม่ได้ดูแลให้ดี ตรงนี้มีปัญหา ข้าที่เป็นแม่ก็ไม่มีความสามารถอะไร ได้แต่หาทางออกให้เขา”
“ครอบครัวมีที่นา แต่มีพี่น้องมาก เขาก็เป็นเสียอย่างนี้คงทำนาไม่ได้แล้ว ข้าจึงอยากให้เขาเรียนหนังสือ”
“ไม่จำเป็นต้องสอบเป็นขุนนางใหญ่โตอะไร ขอแค่มีความรู้ติดตัว ในอนาคตสามารถเขียนจดหมายหรือสอนหนังสือให้คนอื่นได้ อีกทั้งมีพี่น้องช่วยกันดูแล อย่างน้อยก็คงจะสามารถเลี้ยงดูตนเองได้”
“พอข้าไปนอนอยู่ข้างล่างนั่นแล้วจะได้วางใจ”
……
“เฮ้อ เลี้ยงลูกร้อยปีก็ต้องห่วงพะวงไปแล้วเก้าสิบเก้าปี ข้าเข้าใจดี” เสินต้าเหนียงได้ยินนางอธิบายเช่นนี้ก็พลอยทอดถอนใจไปด้วย “จูต้าเหนียง เจ้าเจ็ดบ้านเจ้าเป็นเสียเช่นนี้ เจ้ายังเลี้ยงเขาออกมาได้มีชีวิตชีวา นับว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ”
เสินต้าเหนียงยกนิ้วโป้งให้
“แต่เจ้าต้องคิดให้ดีเรื่องเรียนหนังสือ ค่าเล่าเรียนทั้งปีไม่น้อยเลย ไม่ว่าจะเข้าสำนักศึกษาแห่งไหน ปีหนึ่งก็ต้องใช้สิบกว่าตำลึงทั้งนั้น เขาเป็นแบบนี้แล้ว ต่อให้ความจำจะดีแค่ไหน เกรงว่าคงเรียนรู้ได้ไม่เท่าไหร่กระมัง?”
เสินต้าเหนียงกล่าวอย่างอ้อมค้อมยิ่งนัก รู้สึกว่าอีกฝ่ายเลี้ยงลูกชายสมองทึ่มจนมองแล้วไม่ได้ดูโง่ขนาดนั้น จะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่เรื่องการใช้เงินไปกับการเรียนหนังสือแตกต่างจากเรื่องอื่น แทนที่จะฝากความหวังไว้บนร่างของคนสมองทึ่มผู้หนึ่ง ยังไม่สู้ฝากความหวังนั้นไว้กับคนอื่น
“เสินต้าเหนียง ท่านผิดแล้ว” เย่อวี๋หรานยิ้ม “เรื่องอื่นข้าไม่กล้าพูด แต่เรื่องเรียนหนังสือ ข้ามั่นใจว่าเจ้าเจ็ดบ้านข้าเก่งกาจที่สุดแล้ว”
จากนั้นเรียกต้าเป่าและเอ้อร์เป่าออกมา บอกให้พวกเขาท่องตำราให้เสินต้าเหนียงฟัง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าทราบว่าเสินต้าเหนียงท่านนี้คือมารดาของอาจารย์เสิน อาเล็กจะได้ร่ำเรียนหรือไม่ เป็นไปได้มากว่าต้องให้นางช่วยเหลือ จึงท่องตำราโดยไม่อิดออด
“เทียนตี้เสวียนหวงอวี่โจ้วหงฮวง (หมายถึง ท้องนภามืดมิด ปฐพีเหลืองอร่าม ห้วงเวหาเวิ้งว้างไร้ขอบเขต) เสวียนคือท้องฟ้า หวงคือสีของผืนดิน หงหมายถึงกว้างใหญ่ ฮวงคือยาวไกล จักรวาลกว้างไกลไร้ขอบเขต…”
“จ้าวเฉียนซุนหลี่ โจวอู๋เจิ้งหวัง เฝิงเฉินฉู่เว่ย เจี่ยงเสิ่นหานหยาง จูฉินโหยวสวี่ เหอหลี่ว์ชือจาง ข่งเฉาเหยียนหวา…[1]”
“เมฆสัมพันธ์กับฝน หิมะสัมพันธ์กับลม ตะวันโพล้เพล้สาดส่องฟ้าใส ห่านป่ากรายมา นางแอ่นจากจร นกน้อยหวนคืนนอนรัง แมลงร้องดังเสียงขรม กระบี่ยาวสามฉื่อ ธนูหนักหกจวิน หลิงเป่ยคู่เจียงตง…”
แม้ต้าเป่าจะโตประมาณหนึ่งแล้ว แต่ก็เป็นเพียงเด็กอายุไม่กี่ขวบเท่านั้น ส่วนเอ้อร์เป่ายิ่งอายุน้อยกว่า เมื่อพวกเขาสองคนอ้าปากท่องก็สามารถประชันกับเด็กทั้งหลายได้เลยทีเดียว
“คัมภีร์สามอักษร คัมภีร์ร้อยสกุล[2] คัมภีร์พันอักษร พวกเขาท่องได้หมดเลยหรือ?!”
เสินต้าเหนียงรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ ลูกชายนางเริ่มสอนหนังสือให้หลานชายคนโตตั้งแต่ตอนเริ่มหัดพูด จึงได้มีผลสัมฤทธิ์ในวันนี้
ทว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยชนบท แต่กลับท่องได้ทัดเทียมกับหลานชายคนโตของนางแล้ว?!
“อื้ม” เย่อวี๋หรานไม่ได้อ้อมค้อม บอกว่าสมัยยังสาวเคยเป็นคนใช้ในบ้านสกุลใหญ่ ตำราพวกนี้นางล้วนท่องได้
ปกตินางยุ่งกับงานเพาะปลูก ไม่มีเวลามาเลี้ยงหลาน จึงสอนเจ้าเจ็ดก่อน แล้วค่อยให้เจ้าเจ็ดเป็นคนสอนให้เด็กน้อยทั้งสองอีกที ใช้เวลาครึ่งปี พวกเขาก็ท่องกันได้แล้ว
แน่นอนว่าทำได้เพียง ‘ท่อง’ รู้อักษรเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น นางที่เป็นเพียงสตรีชนบทหาได้มีความสามารถอันใดมากมาย อย่างอื่นก็ไม่มีปัญญาสอนแล้ว
นางมักรู้สึกว่าตนเองทำให้ลูกต้องเสียเวลา ดังนั้นถึงได้มีความคิดจะส่งเจ้าเจ็ดมาร่ำเรียนในตำบลดูสักตั้ง
“เฮ้อ…ถ้าเป็นครอบครัวอื่นก็คงจะส่งหลานชายทั้งคู่มาเรียนแล้ว แต่บ้านข้ายากจน จะส่งคนไหนมาเรียนดี? อีกคนพลาดโอกาสไปก็ไม่ดีเหมือนกัน ข้าลองใคร่ครวญดูแล้วก็คิดว่าส่งเจ้าเจ็ดมาก็แล้วกัน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าไม่ปิดบังเจ้า เสินต้าเหนียง ข้าส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนที่จริงแล้วก็เพื่อประหยัดเงิน พอเขาเรียนได้แล้ว วันข้างหน้าหลาน ๆ ข้าก็มีคนสอนแล้ว”
“ประการสำคัญก็คือ แม้ในอนาคตลูกสะใภ้รังเกียจว่าจูชีเป็นคนสมองทึ่ม แต่เห็นแก่ที่เขารู้หนังสือ สามารถช่วยสั่งสอนลูก ๆ ได้ ก็คงจะช่วยดูแลเขาบ้างไม่มากก็น้อย”
“นอกจากนี้ เด็กพวกนี้เรียนด้วยกันกับเจ้าเจ็ดมาตั้งแต่เล็ก ทุกคนล้วนผูกพันกับเจ้าเจ็ด แม้วันข้างหน้าเขาจะหาเมียไม่ได้ก็ยังมีคนดูแลยามแก่เฒ่า”
……
ยิ่งพูดได้ติดดินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนประทับใจได้ง่ายขึ้น
เสินต้าเหนียงหวั่นไหวเพราะคำพูดของเย่อวี๋หรานเสียแล้ว บอกว่าลูกชายของนางเป็นคนสอนหนังสือ พวกเย่อวี๋หรานสามารถมาเยือนถึงเรือนตนเอง แสดงว่าก่อนหน้านี้คงสอบถามมาบ้างแล้ว
แต่นางไม่กล้ารับประกันว่าลูกชายของตนเองจะรับเป็นลูกศิษย์ ลูกชายของนางมีนิสัยประหลาด บางครั้งนางก็ไม่อาจโน้มน้าวเขาได้
“จูต้าเหนียง ข้าเองก็ไม่ปิดบังเจ้า ลูกชายข้าในฐานะอาจารย์ที่สอนหนังสือธรรมดาทั่วไปยังนับว่าได้อยู่ แต่ว่าไม่ค่อยเข้าใจความเป็นไปทางโลก ทั้งยังค่อนข้างเข้มงวด ข้ากลัวว่าลูกชายเจ้าจะรับไม่ไหว หลานชายทั้งคู่ของข้าพาเจอพ่อของพวกเขาก็ราวกับมุสิกเผชิญแมวอย่างไรอย่างนั้น กลัวเขาอย่างกับอะไรดี”
“พวกข้าสอบถามมาแล้วจริง ๆ” เย่อวี๋หรานยอมรับ “แต่ข้าคิดว่า การที่อาจารย์เข้มงวดสักหน่อยนั้นไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องร้าย อย่างน้อยเขาก็มีความรับผิดชอบต่อเรื่องอบรมสั่งสอน”
“นอกจากนี้ ข้ายังกล้าพูดว่าเจ้าเจ็ดบ้านข้าความรู้สึกค่อนข้างช้าก็จริง แต่ความจำโดดเด่นเหนือธรรมดา ขอเพียงผู้เป็นอาจารย์ไม่เรียกร้องให้เขาใช้สมอง อาศัยแค่ท่องจำอย่างเดียวจะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน”
“ถ้าไม่เชื่อ เจ้าจะให้ลูกชายออกมาทดสอบสักหน่อยก็ได้ สุ่มตำราออกมาสักเล่ม อ่านต่อหน้าเจ้าเจ็ดสักรอบ ถ้าเขาจำไม่ได้ ข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”
คราวนี้เย่อวี๋หรานได้รับบทเรียนแล้ว จึงเน้นหนักว่า ‘ท่องจำอย่างเดียว’
ถ้าคนเป็นอาจารย์คาดหวังอย่างอื่นอีกก็ต้องขอโทษด้วย ลูกชายของนางมีจุดเด่นเพียงเรื่องนี้เท่านั้น
พูดกันถึงขั้นนี้แล้ว เสินต้าเหนียงยังจะพูดอะไรได้อีก? นางครุ่นคิดเล็กน้อยก็เรียกหลานสาวคนโต บอกให้ไปเชิญบิดาของนางออกมา
[1] ท่อนแรกจากคัมภีร์ร้อยสกุล 《百家姓》
[2] คัมภีร์ร้อยสกุล 《百家姓》เป็นตำราโบราณที่รวบรวมแซ่ของคนจีนในยุคนั้น เรียบเรียงขึ้นในสมัยซ่ง เดิมทีมีทั้งหมด 411 แซ่ ภายหลังมีการเขียนเพิ่มเติมเป็น 504 แซ่ แบ่งเป็นแซ่เดี่ยว 444 แซ่ และแซ่ผสม 60 แซ่