ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 229 รังแกกันชัด ๆ
บทที่ 229 รังแกกันชัด ๆ
จูซานยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “นางเป็นแม่นมของเจ้า เป็นคนที่ดูแลเจ้า ไม่ตามเจ้าจะให้ตามใคร? เจ้าคงไม่ได้แอบออกมาตอนนางเผลอหรอกนะ? รีบกลับไปเถอะ นางไม่เห็นเจ้าจะร้อนใจเอาได้”
อวี๋เผิงไร้ทางเลือก ได้แต่นัดกับจูซานอย่างเสียอกเสียดายว่าวันหน้าต้องไปเล่นด้วยกันให้ได้ จากนั้นจึงขานรับเสียงเรียกของแม่นมแล้ววิ่งกลับเข้าไป
“พวกเราตกลงกันแล้ว อย่าลืมเชียวนะ”
“ตกลง” จูซานรับคำ
เขาไม่ได้เอ่ยเตือนอีกฝ่ายว่าลืมนัดเวลาสำหรับการพบกันครั้งหน้า
แต่เขาคิดว่าวันหน้าน้องเจ็ดยังต้องร่ำเรียนด้วยกันกับพี่ชายของอวี๋เผิง เวลาที่จะได้พบกันก็คงมีเหลือเฟือ ดูเหมือนว่าไม่เตือนก็ไม่เป็นไร
ยามนั้นเอง เย่อวี๋หรานพาจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเดินออกมาจากในเรือน
จูซานผุดลุกขึ้นมา กำลังจะเดินเข้าไปรับพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับพบว่าสีหน้าของพวกเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หัวใจพลันกระตุกขึ้นมาทันที “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นขอรับ? ทำไมพวกท่านมีสีหน้าเช่นนี้?”
“ออกไปก่อนค่อยว่ากัน” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา พาอาหลานทั้งสามคนเดินออกไปจากเรือนสกุลอวี๋
ผู้ที่ออกมาส่งพวกเขาก็คือพ่อบ้านของสกุลอวี๋
ภายในห้องโถงของเรือนสกุลอวี๋
ครั้นเย่อวี๋หรานจากไป อาจารย์เฉินก็ตำหนิเถ้าแก่อวี๋อย่างโกรธเกรี้ยว “เถ้าแก่อวี๋ เพราะเห็นแก่หน้าเจ้า ข้าถึงได้มาหรอกนะ แต่ดูเอาเถอะว่าเจ้าแนะนำคนแบบไหนให้ข้า? คนสมองทึ่มคนหนึ่งเนี่ยนะ คนทึ่มจะเรียนหนังสือได้งั้นเรอะ?”
“เจ้าทำแบบนี้เท่ากับทำลายชื่อเสียงของข้า เข้าใจหรือไม่?”
“เสียแรงที่ข้าเชื่อใจเจ้า เจ้ากลับมาทำกับข้าแบบนี้”
……
เทียบกับอาจารย์เฉินที่โมโหโทโส เถ้าแก่อวี๋กำลังกล้ำกลืนโทสะยิ่งนัก “อาจารย์เฉิน ข้าต่างหากที่ต้องถามท่าน ข้าเชิญท่านมาด้วยความปรารถนาดี อยากแนะนำอัจฉริยะให้ท่านรู้จัก ท่านกลับมาทำกับข้าแบบนี้? ข้าเตือนท่านแต่แรกแล้วว่า สถานการณ์ของลูกชายคนเล็กของจูต้าเหนียงค่อนข้างพิเศษ เขาแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง แต่ข้ากล้าพูดว่าถ้าเขาท่องตำราไม่ได้ ในโลกนี้ก็คงไม่มีใครท่องตำราได้เก่งกาจกว่าเขาอีกแล้ว”
อาจารย์เฉินรีบท้วงทันที “เหลวไหล! ถ้าเขาทำได้จริง ข้าจะยอมเด็ดหัวลงมาให้เจ้าใช้เป็นม้านั่งเลย”
“ท่าน…” เถ้าแก่อวี๋ไม่อยากอธิบายอีกแล้ว เขารู้ว่าอาจารย์เฉินเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง หยิ่งยโสยิ่งนัก
ถ้าไม่ใช่เพราะอยากได้เงินของพ่อค้าอย่างพวกเขา อีกฝ่ายไม่มีทางยอมรับลูกชายพวกเขาเป็นศิษย์เด็ดขาด แต่เห็นแก่ที่อีกฝ่ายตั้งใจอบรมสั่งสอนลูกชายของเขา จึงตั้งใจส่ง ‘ความดีความชอบ’ มาให้โดยเฉพาะ แต่ผลกลับออกมาเป็นเช่นนี้
นี่ช่าง…
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาก็คงไม่ทำแล้ว
“ข้าจะทำไม? ข้าพูดผิดไปงั้นหรือ? คนสมองทึ่มคนหนึ่ง! สวรรค์ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะแนะนำคนโง่ให้ข้า…” อาจารย์เฉินนั่งโมโหเป็นฟืนเป็นไฟอยู่บนเก้าอี้
เรือนสกุลอวี๋แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือร้านขายชาด หันหน้าร้านเข้าหาถนนสายหลัก อีกส่วนคือเรือนหลัง เป็นเขตที่พักอาศัยของคนในครอบครัว ประตูฝั่งนี้เปิดออกสู่ตรอกเล็ก ๆ ด้านหลัง
เย่อวี๋หรานพาลูกชายและหลานชายออกมาจากประตูฝั่งตรอกเล็กนี้เอง
นางยังกล่าวลากับพ่อบ้านอย่างเกรงอกเกรงใจ รบกวนอีกฝ่ายถ่ายทอดคำพูดแทนนางว่าเรื่องราวในวันนี้ไม่โทษเขา เป็นพวกนางเองที่ ‘ประเมินตนเองสูงส่งจนเกินไป’ ทำให้เขาต้องเหนื่อยเปล่าแล้ว
“ฝากขอบคุณเถ้าแก่อวี๋แทนข้าด้วย คราวหน้าถ้ามีโอกาส ข้าค่อยขอบคุณเขาอีกครั้ง”
พ่อบ้านลอบโล่งใจ “จูต้าเหนียง ท่านวางใจได้ ข้าจะบอกตามนี้แน่นอน”
ตอนที่ ‘ทดสอบ’ กัน เขาก็อยู่ที่นั่นด้วย
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า อีกฝ่ายจะทดสอบลูกศิษย์ที่นายท่านเป็นผู้แนะนำเช่นนี้ นี่เป็นการ ‘รังแก’ คนสมองทึ่มต่างหาก
ครั้นออกมาจากเรือนไกลพอสมควรแล้ว จูซานก็อดไม่ไหว “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? น้องเจ็ดเรียนเก่งขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ได้รับเลือกล่ะขอรับ?”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจับมือจูชี ร้องเรียนแทนอาเจ็ดของพวกเขา และกล่าวอย่างโมโหว่า “จะถูกเลือกได้อย่างไร? อาจารย์ผู้นั้นจงใจสร้างความลำบากให้อาเจ็ดชัด ๆ สิ่งที่เขาสอบก็คือกลอน”
“พวกเราไม่เคยเรียนกลอนมาก่อน แล้วจะแต่งกลอนได้อย่างไร”
“เขายังทดสอบกลอนคู่อีกด้วย พวกเราไม่เคยเรียนมาก่อน แล้วจะต่อกลอนได้อย่างไร”
“อยากช่วยอาเจ็ดยังทำไม่ได้”
……
“หา สอบเรื่องพวกนี้หรอกหรือ?!” จูซานเบิกตาโพลง “นี่มันรังแกกันชัด ๆ ไม่ใช่หรือไร? เถ้าแก่อวี๋ได้บอกสถานการณ์ของน้องเจ็ดให้อาจารย์ผู้นั้นฟังหรือไม่?
พวกเราเรียนกันเองที่เรือน รู้จักแค่ไม่กี่ตัวอักษร ท่องตำราได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว จะแต่งกลอนหรือต่อกลอนคู่ได้อย่างไร? ถ้าทำได้ขนาดนั้น พวกเรายังจะต้องมาหาเขาอีกหรือ?”
“ยังจะเพราะอะไรอีก? คงรังเกียจที่น้องเจ็ดของเจ้าสมองทึ่มล่ะสิ” เย่อวี๋หรานแค่นเสียงเย็น กล่าวว่า “แรกพบหน้าก็มาข่มขวัญกันแบบนี้ พออ้าปากได้ก็พูดว่าสำนักศึกษาของเขาใช่ว่าใครก็เข้าได้ ต้องผ่านการทดสอบของเขาเสียก่อน พวกเราแค่เรียนปูพื้นฐานกันมาเท่านั้น ไม่ใช่การเรียนแบบทั่วไปหรือเตรียมสอบมาเสียหน่อย อ้าปากก็ให้แต่งกวี ต่อกลอน ถ้าไม่เคยเรียนมาก่อนสักหลายปี ใครจะทำได้?”
นี่เป็นเรื่องที่นางไม่ได้คิดถึงมาก่อนเลย ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนแรกเย่อวี๋หรานก็คงจะสอนสุดยอดบทกวีโบราณให้จูชีเยอะ ๆ แล้ว ทดสอบอาจารย์เสียก่อนว่าเขามีคุณสมบัติจะ ‘สั่งสอน’ จูชีหรือไม่
แน่นอนว่านี่เป็นความคิดตอนโมโหของเย่อวี๋หราน เมื่อสงบลงแล้วก็ทราบว่าไม่อาจทำเช่นนี้
“ทำอย่างไรดีขอรับ?” จูซานกังวลขึ้นมาทันที “ไม่ผ่านการทดสอบ น้องเจ็ดจะได้เรียนหนังสือหรือไม่? แล้วแผนการก่อนหน้านี้ของพวกเรา…”
ทุกประการล้วนวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่กลับมาพบเรื่องเช่นนี้กะทันหัน ไม่เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดเลยหรือ?
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ทอดถอนใจ อาเจ็ดเข้าสำนักศึกษาไม่ได้ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไร? พวกเขาก็เข้าสำนักศึกษาไม่ได้แล้วใช่หรือไม่?
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันกลัดกลุ้ม มีเพียงจูชีที่มีสีหน้าว่างเปล่า ไม่รู้ความสาหัสของเรื่องราวเลยสักนิด
“ไม่เข้าสำนักศึกษา ท่านแม่ก็สอนพวกข้าได้นี่ขอรับ!” เขากล่าวอย่างกังขา “ทำไมจะต้องเข้าสำนักศึกษาด้วย?”
“ต้องให้ข้ามีปัญญาสอนพวกเจ้าก่อนถึงจะได้ เอาล่ะ สถานการณ์เป็นเช่นนี้ เห็นทีพวกเราคงต้องไปทางใต้กันแล้ว” เย่อวี๋หรานไร้ทางเลือก นางสามารถซื้อตำราของยุคนี้กลับไปให้จูชีท่องตามนางได้เช่นกัน
ทว่าเอาแต่ท่องตำราจะมีประโยชน์อันใด?
พวกนางไม่ใช่ครอบครัวคนมีอันจะกิน หวังเพียงว่าจะสามารถบ่มเพาะบัณฑิตออกมาได้สักคน สิ่งที่พวกนางต้องการคือ ‘ผู้เข้าร่วมการสอบเคอจวี่’ ต่างหาก
ถ้าต้องการจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ก็ต้องดำเนินการผ่านสำนักศึกษา จำเป็นต้องมีอาจารย์
ถ้าในอนาคตจะเข้าร่วมการสอบถงซื่อก็ต้องให้อาจารย์เป็นผู้รับรอง จึงจะสามารถเข้าร่วมได้
ยังดีที่การสอบถงเซิงเพียงต้องให้ซิ่วไฉเป็นผู้รับรอง มิเช่นนั้นเรื่องนี้ก็จัดการยากแล้ว
“ทางใต้?” จูซานตะลึง “ท่านแม่ ท่านหมายความว่าจะส่งจูชีไปเรียนทางนั้น? ท่านจะส่งไปเรียนสำนักไหนขอรับ?”
เย่อวี๋หรานไม่ได้หันกลับมา “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
เมื่อพิจารณาสภาพการณ์ของสกุลซูและสกุลเสิน จูซานก็พูดว่า “ข้าคิดว่าน่าจะเป็นสกุลเสินกระมัง? ท่านแม่ไหว้วานให้เสินต้าเหนียงช่วยหาเรือนให้แล้ว น่าจะคุยง่ายสักหน่อย”
เป็นไปดังคาด ผ่านไปสักพัก จูซานก็พบว่าเย่อวี๋หรานพาพวกเขามาถึงนอกเรือนสกุลเสิน
แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศยังค่อนข้างหนาวเย็น แต่ก็มีเสียงอ่านตำราดังออกมาจากด้านในแล้ว
คราวนี้กับคราวก่อนไม่เหมือนกัน เย่อวี๋หรานให้อาหลานยืนอยู่ข้างหลังนาง เมื่อพร้อมแล้วก็ยกมือขึ้นเคาะประตูเรือนสกุลเสิน
ก๊อก ๆๆ
“ผู้ใด?” เสียงของเสินต้าเหนียงดังออกมาจากข้างใน
“เสินต้าเหนียง ข้าเอง จูต้าเหนียง” เย่อวี๋หรานกล่าว “จูต้าเหนียงที่ต้องการจะเช่าที่พัก คราวก่อนฝากท่านหาที่พักให้”