ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 233 ชายชาตรีผู้มีปณิธานไม่อาจห่วงเล่น
บทที่ 233 ชายชาตรีผู้มีปณิธานไม่อาจห่วงเล่น
นี่ยังเป็นเหตุผลที่เย่อวี๋หรานไม่เต็มใจไปตัดสินว่าจูชีเป็น ‘คนสมองทึ่ม’
นางยอมพูดว่าเขาความรู้สึกค่อนข้างช้า ตอบสนองไม่เร็ว มากกว่าจะพูดว่าเขาเป็นคนทึ่มคนหนึ่ง
เมื่อได้อาจารย์แล้ว ต่อจากนั้นก็คือที่พัก
เสินต้าเหนียงเชื่อใจได้ยิ่งนัก เรือนที่นางแนะนำไม่ใช่ของใครอื่น แต่เป็นเรือนของครอบครัวนางเองซึ่งตั้งอยู่ข้างเคียงกัน
เรือนหลังนั้นใช้เป็นหอพักของลูกศิษย์ แม้ว่าลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของอาจารย์เสินจะพำนักอยู่
ใกล้ ๆ แต่ย่อมมีบางคนที่พำนักอยู่ไกล
อีกทั้งยังมีลูกศิษย์ที่โตแล้วบางส่วนซึ่งกำลังเตรียมสอบ ถ้าจะให้สะดวกต่อการสอบถามอาจารย์ ถึงอย่างไรก็ต้องพักอยู่ใกล้สักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเพื่อนบ้านต้องการจะขายเรือนเก่า พวกเขาจึงซื้อไว้โดยไม่ลังเล จากตรงนี้เห็นได้ว่า แม้จะเป็นอาจารย์สอนหนังสือเช่นเดียวกัน แต่เงื่อนไขด้านการเงินของสกุลเสินดีกว่าสกุลซูมากนัก
อาจารย์เสินเป็นคนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับลูกศิษย์ เรื่องค่าเล่าเรียนและเช่าที่พักกลับต้องเจรจากับเสินต้าเหนียง
แล้วก็เป็นดั่งคำร่ำลือ ครั้นคุยเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เสินต้าเหนียงก็เปลี่ยนไปมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นการเป็นงาน ค่าเล่าเรียนต้องจ่ายทั้งหมดโดยไม่อาจค้างชำระ
แต่นางก็หาได้ไร้น้ำจิตน้ำใจเหมือนในคำลือ เป็นต้นว่าสามารถนำข้าวสารปริมาณที่เหมาะสมมาชำระค่าเช่าห้องพักได้ ค่ากินค่าอยู่สามารถผ่อนผันชำระออกไปหนึ่งเดือน
แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีสัญญาเช่า
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็พาจูซาน จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่ากลับไปก่อน ตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นค่อยกลับมาปัดกวาดห้องพัก พร้อมกันนั้นจะได้เตรียมเรื่องอาหารการกินและที่พักอาศัยเอาไว้ให้เรียบร้อย
พวกเขาเช่าเพียงห้องเดียว แต่กลับไม่จำเป็นต้องนอนบนพื้น ภูมิปัญญาคนโบราณเกินกว่าที่คาดไว้มาก พวกเขาคิดค้นเตียงสองชั้นขึ้นมาได้นานมากแล้ว เพื่อนำมาใช้กับสถานที่อย่างสำนักศึกษานี่เอง
เพียงแต่เขาไท่ตังห่างไกลเมืองใหญ่จึงไม่ได้แพร่หลายมาถึงที่นี่ แต่เป็นเพราะอาจารย์เสินไปเข้าร่วมการสอบคัดเลือกจวี่เหรินในเมืองใหญ่จึงทราบว่ามีเตียงเช่นนี้อยู่
เช่าหอพักถูกกว่าเช่าห้องพักข้างนอกมากทีเดียว แต่ปัญหาเรื่องหุงหาอาหารยังต้องพิจารณาก่อนว่าจะทำเองหรือให้เสินต้าเหนียงเป็นผู้จัดหาให้
ถ้าให้เสินต้าเหนียงเป็นผู้เตรียมการก็ต้องจ่ายค่าอาหาร จะประกอบอาหารกินเองหรือจ่ายเงินก็ได้ทั้งนั้น แต่มีเรื่องหนึ่งต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนก่อน นั่นก็คืออาหารสามมื้อจะมีกำหนดเวลาแน่นอน ทั้งยังจะบอกล่วงหน้าสามวัน ถ้าใครพลาดไปแล้วก็ได้แต่หากินกันเอง
เมื่อพิจารณาถึงว่าครอบครัวตนเองมีผู้ใหญ่สองคนและเด็กเล็กสองคนพักอยู่ด้วยกัน เย่อวี๋หรานจึงให้จูซานเป็นคนจัดการเองโดยไม่ลังเล
อาหารที่สำนักศึกษาเตรียมไว้ให้ถ้าไม่ใช่หมั่นโถวก็เป็นข้าวสวย ตอนเช้านั้นเป็นโจ๊ก แต่ทุกวันจะต้องมีข้าวสวยหนึ่งมื้อ อาหารการกินเช่นนี้ ด้วยสภาพปัจจุบันของครอบครัวสกุลจูคงไม่อาจแบกรับไหว
“ทำอาหารกันเองไปก่อน ถ้าในอนาคตครอบครัวเราฐานะดีขึ้นแล้ว พวกเจ้าค่อยกินข้าวที่สำนักศึกษา” ครั้นนึกถึงว่ามาเรียนแท้ ๆ แต่กลับไม่ได้กินอิ่มท้อง เย่อวี๋หรานก็รู้สึกยากจะบรรยายยิ่งนัก
“ท่านแม่ ไม่เป็นไรขอรับ อย่างไรเสียข้าก็ไม่ได้ทำอันใดอยู่แล้ว ก็แค่ทำอาหารเท่านั้นเอง” จูซานเหมาหน้าที่นี้มาเป็นของตนเองเรียบร้อย
ครอบครัวตัวเองมีฐานะเช่นไร เขากระจ่างใจยิ่งนัก
ค่าเล่าเรียนหนึ่งปีสิบหกตำลึง กอปรกับค่าเช่าห้องพัก เครื่องเขียน และอาหารการกินรายเดือน ค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ก็ค่อนข้างสูงแล้ว
“อย่าเอาแต่ทำทุกอย่างเองคนเดียว ให้พวกเขาช่วยทำความสะอาดห้อง ซักผ้าและจัดที่นอนด้วย” เย่อวี๋หรานกล่าว “แบ่งหน้าที่ให้ทุกคน คนละเล็กละน้อย ผลัดเวียนกันทำ จะได้พึ่งพาตัวเองได้”
นางเตือนจูซานว่าอย่าเห็นว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นเด็กก็ไม่ให้พวกเขาทำอะไรสักอย่าง
ตอนนี้พวกเขาเป็นเด็ก แต่ก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสักวัน จูซานไม่อาจติดตามพวกเขาได้ตลอดไป ดังนั้นบางเรื่องต้องให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะทำด้วยตนเอง พยายามพึ่งพาตัวเองให้ได้
เช่นนี้พวกเขาจึงจะไปได้ไกลกว่าเดิม
ระหว่างอาหารมื้อเย็นในเรือนสกุลจู
เย่อวี๋หรานประกาศต่อทุกคนบนโต๊ะอาหารว่า สามวันให้หลัง จูชีจะเข้าตำบลไปเรียนในสำนักศึกษาอย่างเป็นทางการ จูซาน ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าก็จะไปด้วย
“โห! ค่าเล่าเรียนสิบหกตำลึง แพงยิ่งนัก!” แม้จะรู้เรื่องค่าเล่าเรียนมาแต่แรกแล้ว แต่เมื่อหลี่ซื่อได้ยินว่าต้องใช้เงินมากเพียงนี้ในคราเดียวก็อดจะปวดใจไม่ได้
นางยกมือขึ้นมานับนิ้วว่าต้องขายน้ำพริกเนื้อ น้ำเชื่อมผลไม้ และสร้อยข้อมือสักเท่าไหร่จึงจะสามารถสะสมเงินได้มากปานนั้น
หากเย่อวี๋หรานอาศัยเพียงการขายของเหล่านั้นย่อมทำเงินได้ไม่มากถึงขั้นนั้นแน่นอน ที่จริงรายได้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากร้านค้าชาดและคำสั่งซื้อปริมาณมาก
“วันมะรืนหรือ เร็วขนาดนี้เชียว?” จูเหล่าโถวมองหลานชายตัวน้อยทั้งสองบนโต๊ะกินข้าว ออกจะตัดใจไม่ได้อยู่บ้าง
หลิ่วซื่อเองก็ทำใจยากเช่นกัน นางมองไปทางลูกน้อยทั้งสอง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากลับไม่รู้สึกอันใดทั้งสิ้น รับประทานลูกชิ้นเนื้อในถ้วยของตัวเองอย่างเบิกบานใจ
“ไม่ถือว่าเร็วหรอก ตอนพวกข้าไปวันนี้ ลูกศิษย์บางส่วนไปกันแต่เนิ่น ๆ และเริ่มเรียนกันแล้ว” เย่อวี๋หรานอธิบาย
“อ้อ เริ่มเรียนกันแล้วหรือ เช่นนั้นก็ไปเถอะ” จูเหล่าโถวกล่าว
จูปาเม่ยอิจฉาอยู่บ้าง หลังกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็มาถามจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าว่าสำนักศึกษาของพวกเขามีเรื่องสนุกกันหรือไม่ มีคนเยอะหรือเปล่า
ตอนนั้นจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าไม่เห็นใครสักคน ย่อมไม่ทราบว่าในสำนักศึกษามีคนเยอะหรือไม่ พวกเขาเพียงบอกว่าเรือนของอาจารย์เล็กมาก หาได้ใหญ่เท่าเรือนของพวกเขา แต่ก็สะอาดสะอาดสะอ้านยิ่งนัก
อ้อ ใช่แล้ว อาจารย์ยังให้พวกเขาทำข้อสอบอีกด้วย ยากยิ่งนัก เกือบทำไม่ได้แล้ว
“ผู้ใดถามเรื่องนี้กับพวกเจ้า?” จูปาเม่ยกลอกตา ไม่สนใจแม้แต่น้อย
ต้าเป่าได้แต่อับจนปัญญา “อาหญิงเล็ก อาเจ็ดไปเรียนนะขอรับ ไม่ได้ไปเล่น ระหว่างอยู่ในสำนักศึกษาจะต้องได้เรียนเยอะกว่าที่บ้านแน่นอน ตั้งแต่ตื่นนอนจนนอนหลับล้วนอยู่ในสำนักศึกษา ท่านคิดว่าสนุกไหมเล่า?”
“หา เรียนนานเพียงนั้น? นี่จะเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ไม่มีเวลาเล่นเลยหรือ?” เมื่อได้ยินว่าเวลาเรียนเยอะกว่าที่บ้านเสียอีก จูปาเม่ยก็เริ่มหมดความสนใจเสียแล้ว
นางเพียงบังเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อโลกภายนอก แต่ถ้าจะให้นางเรียนก็ช่างเถอะ
ต้าเป่าส่ายหน้า “ไม่ทราบขอรับ แต่ว่าพอเรียนเสร็จแล้วกลับมาก็ต้องทำการบ้าน วันถัดมาถ้ายังทำไม่เสร็จก็จะถูกตีมือ”
จูปาเม่ยตื่นตระหนก “ไม่…หรอกกระมัง? ตีมือ?”
นางพินิจมือน้อย ๆ ของตัวเอง คิดว่าถ้าถูกตีด้วยไม้เรียวจะต้องดูไม่ได้แน่นอน
“เป็นแบบนี้แล้ว พวกเจ้ายังจะไปทำไม? ทำไมไม่บอกกับย่าของพวกเจ้าว่าพวกเจ้าอยากอยู่บ้าน?”
“เฮ้อ…” ต้าเป่าถอนใจราวกับผู้ใหญ่ “อาหญิงเล็ก ชายชาตรีผู้มีปณิธานไม่อาจห่วงเล่น ท่านย่าบอกว่าต้องเรียนหนังสือถึงจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้ วันข้างหน้าถึงจะมีโอกาสลืมตาอ้าปาก”
“ที่ดินของครอบครัวเราไม่พอให้แบ่งกัน ถ้าพวกข้าไม่เรียนหนังสือและหาทางออกอื่นเอาไว้ วันหน้าจะต้องอดอยากแน่นอน”
“อาหญิงเล็ก ท่านชอบอดอยากหรือขอรับ?”
“ไม่” จูปาเม่ยย่อมไม่ชอบความอดอยากอยู่แล้ว
ชีวิตสมัยก่อนที่ได้กินโจ๊กอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแทบเรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายเลยทีเดียว
โจ๊กไม่อยู่ท้อง เพิ่งกินเสร็จได้ไม่นานก็หิวขึ้นมาอีกแล้ว แต่ข้าวสวยอยู่ท้อง กินข้าวถ้วยหนึ่ง กว่าจะหิวอีกครั้งก็ผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้ว
เย่อวี๋หรานมาได้ยินบทสนทนาระหว่างจูปาเม่ยกับต้าเป่าเข้าโดยบังเอิญ นางยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
พักนี้นางวุ่นวายอยู่กับเรื่องเข้าศึกษาของจูชี คาดว่าคงละเลยจูปาเม่ยไปบ้างแล้ว ถึงได้ทำให้จูปาเม่ยมีเวลาว่างมาคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้
เย็นวันนั้น หลังขึ้นไปนอนบนเตียง เย่อวี๋หรานก็ถามว่า “เจ้าอยากไปสำนักศึกษาหรือไม่?”
ประโยคนี้มาอย่างกะทันหัน ทำให้จูปาเม่ยตกใจเล็กน้อย นางรีบส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าไม่อยากไป ข้าถามมาแล้ว สำนักศึกษาเป็นสถานที่ของเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงไม่อาจไปได้…”
กล่าวถึงตรงนี้ นางพลันหยุดชะงัก
สวรรค์ ข้าหลุดพูดออกมาแล้ว
“หมายความว่าตอนแรกเจ้าก็อยากไป ถึงได้ไปถาม?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว