ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 234 ฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 234 ฝากตัวเป็นศิษย์
จูปาเม่ยหน้าแดง รีบอธิบายว่านางไม่ได้มีเจตนาอื่น นางไม่ได้สงสัยว่ามารดาไม่ ‘รัก’ นาง คิดแต่จะส่งพี่เจ็ดเรียนหนังสือ แต่กลับไม่คิดจะส่งนางเรียนหนังสือบ้าง
หากยิ่งอธิบายก็ยิ่งยาว กลับกลายเป็นการเปิดเผยความคิดในใจนางออกมา
เย่อวี๋หรานจึงทราบว่า ที่แท้ลูกสาวก็เคยคิดถึงนางเช่นนี้
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากส่งเจ้าไปเรียน ปาเม่ย แต่ยุคสมัยนี้เพียงอนุญาตให้ผู้ชายเรียนหนังสือ”
บางทีสำหรับจูปาเม่ยแล้ว อีกฝ่ายอาจแค่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม คิดว่าพี่ชายสามารถเรียนได้ แล้วทำไมตัวเองจึงเรียนไม่ได้ แต่เย่อวี๋หรานทราบว่าโลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้ ยกย่องบุรุษ กีดกันสตรี ความอยุติธรรมหาได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้
แต่นางไม่รู้ว่าจะอธิบายให้จูปาเม่ยฟังอย่างไร ทั้งยังไม่อาจแง้มพรายโลกที่บุรุษสตรีเท่าเทียมกันให้จูปาเม่ยรู้จักได้
โลกใบนี้เป็นเช่นนี้ ผู้รู้จักปรับตัวจึงอยู่รอด ถ้านางสอนสิ่งที่มาจากโลกใบอื่นให้จูปาเม่ย อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
เย่อวี๋หรานยื่นมือเข้าไปโอบกอดนาง
“ท่านแม่” จูปาเม่ยคิดไม่ถึงว่ามารดาจะไม่ตำหนิ แต่กลับปลอบโยนนาง นางรู้สึกอุ่นวาบในใจ
“ข้าสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะไม่คิดแบบนั้นอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่โกรธ ไม่ว่าต่อไปในใจเจ้าจะบังเกิดความคลางแคลงอันใด หรือในตอนที่เจ้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าหวังว่าเจ้าจะคิดถึงข้าเป็นคนแรก” เย่อวี๋หรานสบตาอีกฝ่าย กล่าวอย่างจริงจังยิ่งว่า “ข้าไม่กล้ารับประกันว่าข้าจะเป็นคนที่ดีต่อเจ้าที่สุดในโลกนี้ แต่ข้ากล้ารับรองว่าข้าไม่มีวันเสียสละเจ้าเพื่อคนอื่น เพราะว่าเจ้าเป็นลูกสาวของข้า”
“ท่านแม่…”
ความอบอุ่นอันอ่อนโยนโอบล้อมแม่ลูกทั้งสองเอาไว้
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากเรียนหนังสือ แม้เจ้าจะไม่อาจไปเรียนที่สำนักศึกษา แต่เจ้าสามารถร่ำเรียนกับข้าได้ วันหน้าเมื่อครอบครัวฐานะดีขึ้นแล้ว ข้าค่อยเชิญอาจารย์ผู้หญิงมาสอนเจ้า เจ้าเป็นลูกสาวของข้า ข้าย่อมพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าอยู่แล้ว”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่”
ครั้นมองจูปาเม่ยที่อยู่ตรงหน้า เย่อวี๋หรานก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนไปอย่างมาก
นางยังจำได้ว่าตอนที่ย้อนมายุคสมัยนี้ช่วงแรก เด็กคนนี้สามารถทอดทิ้งมารดาที่นอนเจ็บบนเตียงออกไปวิ่งเล่นข้างนอกได้ ทั้งยังคิดว่าการที่ทุกคนในโลกหมุนรอบกายนางเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล
หากตอนนี้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่จูปาเม่ยเคยชินกับการพูด ‘ขอบคุณ’ ผู้อื่นเสียแล้ว
บางครั้งคำ ‘ขอบคุณ’ เบา ๆ หาได้เป็นตัวแทนของสิ่งใด แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้ว บางครา คำ
‘ขอบคุณ’ คำเดียวก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมา เย่อวี๋หรานสั่งความเรื่องในเรือนเรียบร้อยแล้วก็พาหลิ่วซื่อ จูซาน จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเข้าไปในตำบล
สาเหตุที่พาหลิ่วซื่อมาด้วยในคราวนี้ก็เพราะว่านางเป็นมารดาของลูกน้อย ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามีชีวิตอย่างไรในตำบล คนเป็นมารดาย่อมห่วงกังวลเป็นธรรมดา ให้หลิ่วซื่อได้มาเห็นด้วยตาตนเองก็คงจะวางใจได้บ้าง
คนโบราณมีพิธีการมากมาย เย่อวี๋หรานพอรู้มาบ้าง แต่ขั้นตอนเป็นอย่างไรกลับไม่กระจ่างใจนัก ดังนั้นนางจึงตระเตรียมค่าเล่าเรียนและของกำนัลทั้งหกตามที่ได้ยินได้ฟังมา เรื่องอื่นได้แต่กำชับจูชีเอาไว้ว่า ประเดี๋ยวไปพบอาจารย์เสินแล้ว อาจารย์เสินให้ทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
“ขอรับ ท่านแม่” จูชีตอบรับ
เมื่อถึงเวลาจริง ๆ อวี๋หรานจึงทราบว่า ที่แท้ ‘เคารพอาจารย์ ยกย่องการศึกษา’ ของคนโบราณไม่ใช่เพียงคำพูดปากเปล่าเท่านั้น นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว
พวกนางตามจูชีเข้าไปในเรือนสกุลเสิน ทางด้านสกุลเสินก็เตรียมตัวพร้อมพรัก เสินต้าเหนียง ฮูหยินเสิน และเสินอิงอวี่ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า
“จูซุ่นเต๋อ เจ้ามาทางนี้”
น้อยครั้งนักที่จูชีจะได้ยินคนขานนามของตนเอง ตอนแรกยังตอบสนองไม่ทันอยู่บ้าง “ขอรับ อาจารย์”
เขารีบไปยืนอยู่ตรงหน้าอาจารย์เสิน
“อีกสักครู่ข้าให้เจ้าทำอันใด เจ้าก็ทำเช่นนั้น เข้าใจหรือไม่?” อาจารย์เสินทราบว่าพวกเขาไม่รู้ลำดับพิธีการจึงเอ่ยเตือนไว้ก่อน
จูชีผงกศีรษะ “ขอรับ อาจารย์”
“ตามข้ามา”
อาจารย์เสินเดินนำอยู่ด้านหน้า จูชีตามมาข้างหลัง
เย่อวี๋หรานไม่แน่ใจว่าตนเองต้องตามไปด้วยหรือไม่ จึงหันไปหาเสินต้าเหนียง
เสินต้าเหนียงยิ้มผงกศีรษะให้พวกนางแล้วเดินนำอยู่ข้างหน้า พาพวกนางไปชมพิธี
อาจารย์เสินพาจูชีเดินไปถึงเรือนหลัง
ทั้งบังลม กระถางธูป และภาพเหมือนของบรมครูข่งจื๊อล้วนเตรียมไว้พร้อมสรรพ
“เรื่องสำคัญประการแรก เมื่อเข้าสำนักศึกษาก็คือการกราบไหว้บรรพจารย์ คุกเข่าแทบพื้น คำนับเก้าครั้ง…” อาจารย์เสินชี้เบาะกลมตรงหน้าภาพเหมือน แสดงออกว่าให้จูชีคำนับลงตรงหน้าภาพเหมือนของบรมครูขงจื๊อ
จูชีคุกเข่าลงแล้วนับในใจอย่างเงียบ ๆ
หนึ่ง สอง สาม…
เมื่อคำนับเสร็จแล้ว อาจารย์เสินก็พาพวกเขากลับไปยังห้องโถงใหญ่
เมื่อเขานั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซื่อในห้องโถงใหญ่เป็นที่เรียบร้อย เสินต้าเหนียงก็เอาเบาะกลมที่เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วมาวางบนพื้น
“ไหว้อาจารย์ คำนับสามครั้ง”
จูชีปราศจากคำถามใด ๆ เขาคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟังแล้วนับในใจ
หนึ่ง สอง สาม เรียบร้อย
ไม่รอให้อาจารย์เสินเอ่ยปาก เขาก็ลุกขึ้นยืนเองด้วยท่าทางทึ่มทื่อ
อาจารย์เสินนิ่งงัน “…”
เอาเถอะ ไม่จู้จี้กับคนสมองทึ่มหรอก
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปั้นยาก เอ่อ นางลืมบอกจูชีว่าต้องรอให้อาจารย์พูดก่อนถึงจะลุกขึ้นได้
“มอบของกำนัลฝากตัวเป็นศิษย์ได้แล้ว” เสินต้าเหนียงกระซิบบอกเย่อวี๋หรานจากข้าง ๆ
เย่อวี๋หรานบอกให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ประคองของกำนัลฝากตัวเป็นศิษย์เดินเข้าไปส่งให้จูชี
ของกำนัลฝากตัวเป็นศิษย์เรียบง่ายยิ่งนัก นอกจากเงินซึ่งต้องเตรียมอยู่แล้ว ของอย่างอื่นล้วนเป็นผักผลไม้ที่แฝงความหมายดีงาม ของกำนัลทั้งหกโดยทั่วไปหมายถึง ขึ้นฉ่าย เมล็ดบัว ถั่วแดง พุทรา ลำไย เนื้อแห้ง หกอย่างรวมเรียกว่า ‘ของกำนัลทั้งหก’
สาเหตุที่เลือกสิ่งของเหล่านี้เป็นความชาญฉลาดของคนโบราณ เนื่องจากขึ้นฉ่ายสื่อถึงความขยันหมั่นเพียร ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ส่วนตรงกลางเมล็ดบัวมีดีบัว ซึ่งมีรสขม สื่อถึงความตั้งใจอบรมสั่งสอนของผู้เป็นอาจารย์ ถั่วแดง หมายถึงความโชคดีจะมาเยือน พุทรา สื่อความหมายว่าประสบความสำเร็จในเร็ววัน ลำไย หมายถึงภายภาคหน้ามีความสำเร็จในการสอบรับราชการ ส่วนเนื้อแห้ง แสดงถึงความซาบซึ้งใจของลูกศิษย์
“อืม!” อาจารย์เสินพยักหน้าเบา ๆ รับของกำนัลมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นจึงเอ่ยชื่อลูกสาว
เสินอิงอวี่จึงยกอ่างน้ำออกมาทันที
เย่อวี๋หรานงุนงงยิ่งนัก ไม่เข้าใจว่าไฉนต้องยกอ่างน้ำออกมาตอนนี้ด้วย
“ล้างมือ” อาจารย์เสินบอกให้จูชีล้างมือ แล้วกล่าวต่อไปว่า “ล้างทั้งหน้ามือและหลังมือ จากนั้นใช้ผ้าเช็ดมือให้สะอาด”
“การล้างมือหมายถึงให้เจ้าล้างมือชำระจิตใจ ขจัดสิ่งไร้แก่นสาร รักษาแก่นแท้ วันหน้าจะได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนโดยปราศจากความคิดฟุ้งซ่าน”
จูชีปฏิบัติตามพลางขานรับ “ขอรับ”
เย่อวี๋หรานชะงัก “…”
อ้อ มีแบบนี้ด้วย!
นางนึกว่าพิธีคงสิ้นสุดลงแล้ว ไม่คาดว่าต่อจากนั้นยังมีขั้นตอนที่เรียกว่า ‘แต้มชาดจุดปัญญา’
“ยืนอยู่นิ่ง ๆ ต่อมาคือ ‘แต้มชาดจุดปัญญา’”
จูชียืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้างุนงง
อาจารย์เสินถือพู่กันจุ่มสีชาด ก้าวออกมาแต้มตรงหว่างคิ้วของจูชีพลางกล่าวว่า “แต้มชาดจุดปัญญา หวังว่าเจ้าจะเฉลียวฉลาดมากปัญญา ดวงตาเห็นแจ้ง จิตใจผ่องใส ไม่ว่าศึกษาสิ่งใดล้วนแตกฉาน”
นึกว่าในที่สุดก็จบลงเสียที มิคาดว่ายังมี ‘ตีกลองเบิกปัญญา’ และ ‘ขีดเส้นเบิกพู่กัน’ ต่ออีก
“ตีกลองเบิกปัญญามาจากคัมภีร์ ‘เสวียจี้’[1] กล่าวไว่ว่า ‘ตีกลองเข้าศึกษา ย่อมสำเร็จสมประสงค์’ หมายความว่า หวังให้เจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาผ่านการตีกลองเตือนใจ”
ส่วนขีดเส้นเบิกพู่กัน ก็คือให้จูชีเขียนอักษรหนึ่งตัวภายใต้การชี้นำของอาจารย์เสิน
“ตัวอักษรที่ข้าเลือกก็คือ ‘一’ (อ่านว่า อี แปลว่า หนึ่ง) อย่าเห็นว่าตัวอักษรนี้เขียนง่าย มีเส้นขวางเพียงเส้นเดียว แท้จริงแล้วแฝงความหมายมากมายมหาศาล สรรพสิ่งเริ่มต้นจากหนึ่ง หนึ่งก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ยิ่งเป็นสิ่งที่เรียบง่ายก็ยิ่งแฝงสัจธรรมแห่งชีวิต ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถรักษาความตั้งใจแรกเริ่มเอาไว้ และบุกเบิกโลกของตัวเองได้ในท้ายที่สุด…”
[1] เสวียจี้ 《学记》 เป็นคัมภีร์ว่าด้วยการศึกษาของจีนสมัยโบราณ แต่งขึ้นในยุคจ้านกว๋อ โดย เยว่เจิ้งเค่อ (มีชีวิตอยู่ราว 300 – 200 ปีก่อน ค.ศ.)