ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 236 หมอนี่ร้ายกาจนี่นา
บทที่ 236 หมอนี่ร้ายกาจนี่นา
หลังไถนาไปสองสามรอบ เย่อวี๋หรานก็ให้จูต้าและจูอู่เริ่มก่อคันนา
จูเหล่าโถวเห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ “ไถนาก็ไถแล้ว เจ้ายังจะทำเจ้านี่ไปทำไม? มันเปลืองพื้นที่อีกต่างหาก?”
“เดิมพันกับเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? ข้าย่อมต้องหาวิธีมาทำให้ได้ผลเก็บเกี่ยวมากกว่าเดิมสักหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าว
“เจ้านี่ทำให้เก็บเกี่ยวได้มากขึ้น?” ถ้าไม่มีเรื่องบ่อปุ๋ยหมัก จูเหล่าโถวไม่เชื่อเด็ดขาด
“นี่เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น”
ที่นาของสกุลจูหาได้กว้างขวาง กอปรกับพื้นที่บางส่วนใช้ปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวไปแล้ว พื้นที่ที่เย่อวี๋หรานสามารถนำมาใช้ทำนาเปียกจึงเหลือเพียงสองหมู่เท่านั้น
ดังนั้นการก่อคันนาสำหรับทำนาเปียกสองหมู่นี้จึงรวดเร็วยิ่งนัก เพียงสองวันก็เสร็จแล้ว
เพื่อให้คันนาแข็งแรงสักหน่อย เย่อวี๋หรานยังให้พวกเขาเติมน้ำเข้าไประหว่างก่อคันนา แล้วปล่อยให้มันแข็งตัว
จูต้ากับจูอู่ “…”
“ท่านแม่ เจ้านี่ไม่ได้มีไว้ประดับเฉย ๆ หรอกหรือขอรับ?” แม้จูอู่จะไม่ได้มากประสบการณ์เหมือนพี่ชาย แต่เขาก็สมองเร็ว
ถ้าแค่ก่อดินไปอย่างนั้น เขาคงไม่ถามอะไรมาก แต่ดูเหมือนมารดาจะให้ความสำคัญยิ่ง ทั้งยังหมั่นแวะมาทดสอบความแน่นของดิน เขาจึงต้องใส่ใจสักหน่อย
“แน่นอนว่าไม่ได้มีไว้ประดับเท่านั้น นาน้อยผืนนี้จะมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคันนาแน่นดีหรือไม่”
จูอู่ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“ถึงยามนั้นเดี๋ยวเจ้าก็เข้าใจเอง”
จูอู่ได้แต่ครุ่นคิดว่า เพราะข้าอยากรู้ก่อนจึงได้ถามน่ะสิขอรับ
อีกด้านหนึ่ง จูชีเข้าเรียนในสำนักศึกษาสกุลเสินอย่างเป็นทางการ
ลูกศิษย์ที่อาจารย์เสินรับเข้ามามีจำนวนไม่มาก ประมาณเจ็ดแปดคนเท่านั้น ในนั้นยังรวมถึงลูกชายของเขาและจูชีที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วย
เนื่องจากไม่ใช่สำนักศึกษาที่เป็นทางการอันใด จึงไม่ได้มีโต๊ะเรียน เก้าอี้ หรือม้านั่งมากมาย และล้วนแต่เป็นของที่คนสกุลเสินหามาได้จากตลาดขายของเก่าทั้งสิ้น
โต๊ะบางตัวยาวหน่อยก็นั่งเรียงกันสองคน บางตัวเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็นั่งด้วยกันสามคน ม้านั่งที่ขาหักก็เอาก้อนหินมารองหรือเติมขาม้านั่ง ล้วนเป็นเรื่องธรรมดายิ่งนัก
เนื่องจากจำนวนคนน้อย อาจารย์เสินจึงแบ่งลูกศิษย์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเตรียมสอบ อีกกลุ่มคือกลุ่มแรกศึกษา
เสินกวงจี้ ลูกชายของเขาอายุสิบขวบแล้ว พอเดินได้ก็เริ่มท่องตำราและเรียนรู้ตัวอักษรกับเขา ดังนั้นยามนี้จึงอยู่ในกลุ่มเตรียมสอบ จดจ่ออยู่กับการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมการสอบถงซื่อในปีหน้า
“น้องรอง เจ้ารู้หรือไม่ คราวนี้ท่านพ่อรับลูกศิษย์ที่เก่งกาจมาก ๆ มาคนหนึ่งล่ะ” หลังประจักษ์ถึงความสามารถในการจดจำของจูชีในวันนั้น เสินอิงอวี่ก็เล่าให้เสินกวงจี้น้องชายของนางฟังไปรอบหนึ่ง
นางบอกเสินกวงจี้ว่า จูชีท่องตำราได้เก่งกาจเพียงไหน ฟังรอบเดียวก็จำได้หมดแล้ว เป็นหนึ่งในคนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่นางเคยพบมาตั้งแต่เล็กจนโตนอกเหนือไปจากบิดานาง
“ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว?” เสินกวงจี้มีสีหน้ากังขา ไม่เชื่อถือนัก
“จริง ๆ นะ!” เสินอิงอวี่ยืนยัน “เดี๋ยวเจ้าได้เจอแล้วก็จะเข้าใจเอง กวงจี้ เจ้าต้องสู้เขานะ อย่าให้เขาแซงหน้าไปได้ล่ะ”
ด้วยเหตุนี้ เสินกวงจี้จึงจดจำจูชีได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเขาเสียอีก
ครั้นได้เจอตัวจริงก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชายที่อายุมากกว่าตนเองเล็กน้อยคนหนึ่ง
เสินกวงจี้ไม่ได้คิดอันใดมาก เพียงแต่คอยสังเกตไปอย่างเงียบ ๆ
จูชีวางห่ออุปกรณ์การเรียนที่มารดาเตรียมไว้ให้ลงบนโต๊ะ ล้วงตำรากับพู่กันออกมาวางเรียงทีละชิ้น
เขามาเข้าเรียนเป็นครั้งแรก รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ไปหมด แม้จะหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว แต่สายตากลับมองไปรอบ ๆ อย่างสังเกตสังกา
“เจ้าก็คือจูซุ่นเต๋อ?”
“ได้ยินว่าเจ้าท่องตำราเก่งมาก จริงหรือเปล่า?”
“นี่ เจ้าท่องคัมภีร์พันอักษรได้หรือไม่?”
……
เนื่องจากอาจารย์เสินยังไม่มา เด็กน้อยที่ข่าวว่องไวหลายคนจึงเดินมาหาจูชีที่โต๊ะด้วยท่าทางคึกคัก แล้วเอ่ยถามพร้อมยิ้มกว้าง
ทั้งสองคนมาจากห้องแรกศึกษา ครอบครัวพอมีฐานะอยู่บ้าง
จูชียังไม่คุ้นเคยชื่อทางการของตัวเอง เขากล่าวว่า “ข้าไม่รู้ แม่ข้าสอนอันใด ข้าก็ท่องอันนั้น”
“แม่เจ้าก็รู้หนังสือ? แม่เจ้าสอนอะไรบ้าง?”
“เยอะเลย” ยามกะทันหัน จูชีไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี
ขณะกำลังสนทนากันอยู่ อาจารย์เสินก็ปรากฏกายขึ้น
เด็กซนทั้งสองรีบกลับไปประจำตำแหน่งตนเอง
ห้องเรียนที่ยังครึกครื้นอยู่เมื่อครู่พลันเงียบสงบลงทันที ทุกคนกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง
จูชีไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่มองทางนั้นทีทางนี้ที
“อะแฮ่ม!” อาจารย์เสินเดินเข้ามาแล้วกระแอมเสียงเบา จากนั้นแนะนำจูชีซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นคนใหม่ให้แก่ทุกคน บอกให้ทุกคนอยู่ร่วมกันดี ๆ แล้วบอกให้จูชีนั่งลง
ต่อมา เขาก็เริ่มตรวจการบ้านของเมื่อวาน โดยเริ่มจากกลุ่มเตรียมสอบ
กลุ่มเตรียมสอบมีคนไม่มาก รวมเสินกวงจี้แล้วก็มีเพียงสามคน อาจารย์เสินเรียกชื่อทีละคน บอกให้ท่องเนื้อหาบทเรียนที่สั่งเอาไว้เมื่อวานนี้
โดยทั่วไปแล้วไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่พอมาถึงรอบกลุ่มแรกศึกษาก็ไม่เหมือนกันแล้ว คนส่วนใหญ่ท่องได้ แต่ก็มีคนที่ท่องติด ๆ ขัด ๆ ทั้งยังไม่แน่ว่าจะท่องได้ถูกต้อง
อาจารย์เสินตีสีหน้าเย็นชา “ยื่นมือออกมา”
สองคนนั้นมีสีหน้าแข็งค้าง แต่ก็ยังยื่นมือออกมาแต่โดยดี
จูชีเพิ่งมาเรียนเป็นวันแรกและเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าที่แท้หากท่องไม่ได้ก็ต้องถูกตี
หัวใจดวงน้อย ๆ ของเขาพลันเต้นตึกตัก ๆ ขึ้นมา โชคดีที่ข้าท่องเก่ง ไม่อย่างนั้นก็อนาถแท้ ๆ
เด็กน้อยทั้งสองถูกตีฝ่ามือสิบครั้งจนต้องแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความเจ็บปวด
“คราวหน้าถ้ายังท่องไม่ได้ เพิ่มอีกเท่าหนึ่งเป็นยี่สิบครั้ง” อาจารย์เสินเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา
สองคนนั้นตัวสั่นเทิ้ม
“เอาล่ะ ทุกคนนั่งลง จะเริ่มเรียนแล้ว” อาจารย์เสินวางไม้เรียวลงบนโต๊ะ ตระเตรียมจะหยิบตำราขึ้นมาสอน
“อาจารย์ เขายังไม่ได้ท่องขอรับ” หนึ่งในเด็กน้อยที่ถูกตีผุดลุกขึ้นกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“เขาเป็นศิษย์ใหม่ ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้พวกเรามีการบ้าน” สายตาของอาจารย์เสินกวาดผ่านร่างเด็กน้อยผู้นั้นไปอย่างนิ่ง ๆ ทำเอาเด็กน้อยต้องหดคอลงอย่างขลาด ๆ อาจารย์เสินกล่าวต่อไปว่า “แต่ในเมื่อมีคนเอ่ยขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นให้เขาท่องก็แล้วกัน จะได้ให้คนบางคนตระหนักว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคนหมายความว่าอย่างไร”
“จูซุ่นเต๋อ เจ้าท่องเถอะ”
จูชีถูกเรียกชื่อขึ้นมากะทันหันก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง เขาลุกขึ้นมาแล้วขานรับ “ขอรับ อาจารย์”
“เนื้อหาที่พวกเขาเพิ่งท่องเมื่อครู่นี้ เจ้าได้ยินแล้วกระมัง? ท่องให้พวกเขาฟังสิ”
จูชีเป็นคนซื่อ ไม่ว่าเนื้อหาของกลุ่มเตรียมสอบหรือของกลุ่มแรกศึกษา เขาล้วนท่องออกมาจนหมด
เด็กน้อยที่ไม่พอใจคนนั้นชะงัก “…”
อะไรกัน หมอนี่ร้ายกาจนี่นา!
อาจารย์เสินมองมาอย่างเงียบ ๆ คงไม่ใช่ว่าเรียนมาแล้วหรอกนะ?
ท่องตำรา จำตัวอักษร สำหรับจูชีแล้วไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เขามีความสามารถผ่านตาไม่ลืมเลือน ย่อมไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่มาถึงตอนที่เรียนคัดอักษรก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว มือของเขาเงอะงะอยู่บ้าง เขียนออกมาได้ไม่ไหลลื่นเหมือนคนอื่น
แน่นอนว่าลายมือของเขาหาได้ขี้ริ้วจนดูไม่ได้ ได้แต่พูดว่าเป็นลายมือที่ไม่สวยเท่าที่ควร
“ฮ่า ๆๆ…ข้ายังนึกว่าจะเก่งกาจสักแค่ไหน คัดลายมือได้ขี้เหร่ยิ่ง”
“อุ๊บ…ข้าว่าข้าใช้เท้ายังเขียนได้สวยกว่าเขาอีกนะ”
“อย่างน้อยยังมีตัวหนึ่งที่ดูออก ฮ่า ๆๆๆ…”
……
ในตอนที่คนอื่น ๆ หัวเราะเยาะเย้ยจูชีว่าเขียนได้ขี้เหร่ ไม่สามารถนำมาออกหน้าออกตาได้ สีหน้าอาจารย์เสินก็เปลี่ยนไปเย็นชาอีกครั้ง “พวกเจ้ายังมีหน้ามาเยาะเย้ยซุ่นเต๋อ? เขาจับพู่กันเขียนอักษรเป็นครั้งแรก พวกเจ้าลองดูตัวอักษรที่ตัวเองจับพู่กันคัดอักษรครั้งแรกก่อนเถอะ ยังเขียนได้ไม่ดีเท่าผู้อื่นด้วยซ้ำ”
ทุกคนนิ่งงัน “…”
“ในเมื่อพวกเจ้ายังมีเวลามาหัวเราะผู้อื่น เช่นนั้นก็ดี วันนี้ให้พวกเจ้าท่องเพิ่มอีกหนึ่งบทความ”
ทุกคนโอดครวญ ไม่นะ อาจารย์ บทความเดียวก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ยังจะให้ท่องสองบทความ?!